บทที่ 10 ความอบอุ่น

เพียงประโยคสั้น ๆ ของเขาทำให้กำแพงหนาที่เธอสร้างขึ้นมาปกป้องตัวเองตลอดหกปีให้แตกร้าวลงทีละน้อย เพราะลึก ๆ ในใจอันแสนบอบช้ำของเธอแล้ว สิ่งที่เธอต้องการมาตลอดไม่ใช่เงินสิบแปดล้านใช้หนี้ ไม่ใช่บ้านทรงไทยหลังนี้... แต่เป็นใครสักคนที่คอยกอดเธอไว้แล้วบอกว่า *‘เธอไม่ต้องต่อสู้กับโลกใบนี้คนเดียวอีกแล้ว’ และคนคนนั้น... ก็คือผู้ชายที่เธอเคยทิ้งไปเองกับมือ

ทว่าท่ามกลางความซาบซึ้งใจริมฝีปากแม่น้ำ ในรถยนต์สีดำสนิทที่จอดซุ่มอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนไกลออกไป... ชายวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังนั่งจับจ้องภาพเหตุการณ์ของคนทั้งคู่ผ่านกระจกติดฟิล์มทึบ สายตาของเขาเย็นเยียบและเต็มไปด้วยร่องรอยของความกระหายเลือด

“ใช่เด็กนั่นแน่หรือ” เสียงห้าวทรงอำนาจเอ่ยถามขึ้น

ลูกน้องหนุ่มที่นั่งประจำตำแหน่งคนขับพยักหน้ารับทันที “ครับนาย... เด็กผู้หญิงคนนั้นแหละครับ ลูกสาวของวิศรุต”

ชื่อของ ‘วิศรุต’ ...พ่อของใบบัวที่หายสาบสูญไปนานนับสิบปีดังขึ้นภายในรถคันนั้นช้าชัด ชายลึกลับคนนั้นหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะกระตุกยิ้มเหี้ยมเกรียมออกมาที่มุมปาก

“งั้นเกมที่ค้างคาไว้... ก็คงได้เริ่มสักที”

สายตาอันตรายจับจ้องบไปยังร่างของหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่เคียงข้างเตมินทร์ โดยที่ใบบัวไม่มีวันรู้เลยว่า... การตอบตกลงแต่งงานและก้าวเท้าเข้าสู่ตระกูลไทเลอร์ในครั้งนี้ กำลังจะฉุดกระชากเธอเข้าไปสู่ใจกลางความลับอันดำมืดในอดีต ความลับที่เกี่ยวข้องกับสายเลือดของพ่อเธอ และมันอาจจะเปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล...

รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวออกจากหน้าบ้านทรงไทย มุ่งหน้ากลับสู่คฤหาสน์โมเดิร์นริมน้ำอันเป็นเขตแดนของตระกูลไทเลอร์ ตลอดการเดินทาง เตมินทร์ยังคงกุมมือบางของใบบัวเอาไว้ไม่ยอมปล่อย นิ้วโป้งของเขาคอยลูบหลังมือเธอเบา ๆ เป็นจังหวะ ราวกับต้องการย้ำเตือนว่าคำพูดของเขาเมื่อครู่ไม่ใช่เพียงลมปาก

ใบบัวทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถ ปล่อยให้ความอบอุ่นจากฝ่ามือหนาซึมลึกเข้าสู่หัวใจที่เคยอ้างว้าง แต่ในความอบอุ่นนั้น กลับมีความกังวลสายหนึ่งก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ สายตาและความตึงเครียดของเตมินทร์ตอนรับโทรศัพท์เมื่อบ่ายยังคงติดอยู่ในหัว

‘อย่าแตะคนของฉัน’ ...คำพูดนั้นหมายถึงเธอใช่ไหม แล้วใครกันที่คิดจะเข้ามาวุ่นวายกับชีวิตเธอในตอนนี้

“เต...” หญิงสาวเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาเบา ๆ “โทรศัพท์เมื่อบ่าย... มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ”

เตมินทร์ไม่ได้หันมามอง เขาทำเพียงแค่กระชับมือที่กุมไว้ให้แน่นขึ้นเล็กน้อย สายตายังคงจับจ้องไปที่เส้นทางเบื้องหน้าฝ่าความมืดของค่ำคืน “ไม่มีอะไรที่เธอต้องกังวลใบบัว แค่เรื่องงานที่โรงพยาบาล... มีคนไข้วีไอพีบางคนพยายามจะข้ามขั้นตอนการรักษา”

เขากำลังโกหก... ใบบัวรู้ดี สัญชาตญาณพยาบาลเก่าและคนที่เคยอยู่ใกล้ชิดเขาบอกชัดเจนว่า น้ำเสียงเด็ดขาดและแววตากร้าวระยับขนาดนั้นไม่มีทางเป็นแค่เรื่องงานในโรงพยาบาลแน่ ทว่าเมื่อเขาเลือกที่จะปิดบัง เธอก็ไม่กล้าพอที่จะเซ้าซี้ให้เขาหงุดหงิด

“ถ้ามีอะไร... บอกฉันตรง ๆ ได้นะเต” เธอพึมพำเสียงแผ่ว “ฉันไม่อยากเป็นคนที่ทำให้นายต้องลำบาก”

รถยนต์ชะลอความเร็วลงเมื่อแล่นผ่านประตูรั้วรีโมตอัตโนมัติเข้าสู่คฤหาสน์ไทเลอร์ เตมินทร์หักพวงมาลัยจอดรถสนิทในโรงจอด ชายหนุ่มดับเครื่องยนต์ ทั่วทั้งห้องโดยสารพลันตกอยู่ในความเงียบ มีเพียงแสงไฟสีส้มสลัวจากเพดานรถที่สว่างขึ้นโดยอัตโนมัติ

เตมินทร์เอี้ยวตัวหันกลับมาหาเธอ ดวงตาคู่คมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาหวาน แววตาของเขาจริงจังและทรงอำนาจจนเธอแทบหยุดหายใจ

“ฟังฉันนะใบบัว” เสียงทุ้มต่ำและหนักแน่น “หน้าที่ของเธอต่อจากนี้ มีแค่สองอย่าง... อย่างแรกคือดูแลตัวเองให้ดี และอย่างที่สองคือเชื่อใจฉัน ส่วนเรื่องอื่น ๆ ข้างนอกนั่น ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องอะไร หน้าไหน หรืออันตรายแค่ไหน... ฉันจะเป็นคนจัดการมันเอง”

ปลายนิ้วหนายื่นมาเกลี่ยปอยผมที่ปรกแก้มเนียนไปทัดใบหู สัมผัสแผ่วเบาทว่าสลักลึก

“เธอไม่ใช่ตัวคนเดียวที่ไม่มีใครปกป้องเหมือนหกปีที่ผ่านมาอีกแล้ว จำไว้”

ทันทีที่ก้าวลงจากรถ ความหนาวเย็นของลมยามค่ำคืนก็เข้าเกาะกุมผิวเนื้อ ทว่าฝ่ามือหนาที่เอื้อมมากุมประสานไว้ทันทีกลับส่งผ่านความอบอุ่นเข้ามาทดแทน เตมินทร์พาเธอเดินเข้าบ้าน ท่าทางปกป้องของเขาชัดเจนเสียจนหัวใจดวงน้อยสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง

ใบบัวพยายามสลัดความกังวลทิ้งไป เธออยากเชื่อมั่นในตัวผู้ชายคนนี้ ยอมฝากชีวิตไว้ในอ้อมกอดของเขาอีกสักครั้ง โดยที่ไม่มีทางรู้เลยว่า ศัตรูในเงามืดกำลังเฝ้ามองดูเธออยู่ทุกฝีก้าว และคฤหาสน์หลังใหญ่ที่เธอคิดว่าเป็นที่พึ่งสุดท้าย... อาจเป็นจุดเริ่มต้นของบททดสอบครั้งใหญ่ที่กำลังจะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป