บทที่ 12 ไม่เคยรู้

เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดอ่อน ๆ ส่องลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาภายในห้องพัก ใบบัวค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกแปลกไป เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่เธอได้นอนหลับสนิทตลอดทั้งคืนโดยไม่ต้องสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะเสียงโทรศัพท์จากเจ้าหนี้ หรือต้องตื่นมานั่งกังวลจนหัวหมุนว่าพรุ่งนี้จะหาเงินจากที่ไหนมาต่อลมหายใจให้กับบ้านทรงไทยของแม่

หญิงสาวนอนมองเพดานห้องอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะทบทวนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานทั้งหมด ทั้งเรื่องหนี้สินสิบเก้าล้าน เรื่องการแต่งงานสัญญาจ้างหนึ่งปี... รวมถึงคำพูดของเตมินทร์เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา

“ฉันช่วยเพราะเธอเป็นคนสำคัญของฉัน”

เพียงแค่แวบเดียวที่ปล่อยให้ตัวเองคิดถึง หัวใจดวงน้อยก็พลันสั่นไหวรุนแรงขึ้นมาอีกระลอก ใบบัวรีบสลัดผ้าห่มแล้วผุดลุกจากเตียงทันที เหมือนกลัวว่าถ้าหากเผลอไผลปล่อยใจให้นึกถึงสัมผัสของเขามากกว่านี้ เธอจะถอนตัวกลับไปไม่ทัน

หลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ใบบัวเดินลงมาชั้นล่าง ทว่ายังไม่ทันจะก้าวเท้าถึงห้องอาหาร เสียงพูดคุยที่ค่อนข้างเคร่งขรึมจากห้องรับแขกก็ดังลอยมาเข้าหูเสียก่อน

“...เรื่องงานแต่ง แม่คิดว่าจัดภายในสองอาทิตย์นี้ก็น่าจะทันนะ” เสียงของตุลยาเอ่ยขึ้น

หญิงสาวชะงักเท้ากึกอยู่หน้าประตู สองอาทิตย์งั้นเหรอ... ทำไมมันถึงรวดเร็วปานสายฟ้าฟาดขนาดนั้น

“ย่าชอบแบบไทยโบราณคลาสสิก” เสียงของคุณย่าดังสมทบขึ้นมา “จัดที่เรือนไทยริมน้ำของหนูใบบัวนั่นแหละสิ บรรยากาศกำลังดีเลย”

“ผมไม่ขัดข้องครับ”

และแน่นอน... น้ำเสียงทุ้มต่ำเด็ดขาดประโยคสุดท้ายเป็นของเตมินทร์ ใบบัวยืนนิ่งกำมือเข้าหากันแน่น ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นกระหน่ำอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตื่นตระหนก หรือหวาดกลัวกันแน่ ทว่าทุกอย่างในชีวิตเธอกำลังถูกบิดเร่งจังหวะให้เกิดขึ้นเร็วเกินไปจริง ๆ

“ยืนแอบฟังคนอื่นคุยกันอยู่เหรอ”

เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นประชิดแผ่นหลังทำเอาใบบัวสะดุ้งสุดตัว หันกลับไปมองพลันดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้างเมื่อพบเตมินทร์ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังในระยะไม่ถึงคืบ ไม่รู้ว่าเขาเดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่

“นาย!”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วหนาขึ้น “ตกใจอะไรขนาดนั้น”

“นายเดินไม่มีเสียงหรือไะ ตัวก็ออกจะใหญ่โต” เธอบ่นอุบพยายามจะเบี่ยงตัวหลบ

ทว่ามุมปากของหมอหนุ่มกลับยกขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกเอ็นดู ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้เธอหนี ยื่นฝ่ามือหนาเข้ามากุมข้อมือบางของเธอเอาไว้หลวม ๆ ทว่ามั่งคง “ไปกินข้าวได้แล้ว”

“ฉันเดินเองได้ค่ะ”

“รู้”

“งั้นก็ปล่อยสิคะ”

“ไม่ปล่อย”

ใบบัวแหงนหน้ามองคนเอาแต่ใจอย่างเหลือเชื่อ ทว่าคนหน้าหนาอย่างเตมินทร์กลับทำเพียงแค่จูงมือพาเธอเดินก้าวเข้าสู่ห้องอาหารหน้าตาเฉย โดยไม่สนใจเลยว่าการเกาะกุมแสนสนิทสนมนั้นจะทำให้คนรับใช้และผู้ใหญ่บนโต๊ะอาหารหันมามองเป็นตาเดียว

คุณย่าหัวเราะร่วนออกมาทันทีที่เห็นภาพนั้น “นั่นไง ย่าพูดผิดที่ไหนล่ะ”

“เห็นอะไรครับคุณย่า” เตมินทร์เอ่ยถามพลางเลื่อนเก้าอี้ให้นางเอกนั่งลงข้างตัวก่อนที่ตัวเองจะนั่งลงตาม

“ก็เห็นคนหวงก้างตั้งแต่ยังไม่ทันได้แต่งน่ะสิ”

คำหยอกเย้าขี้เล่นของคุณย่าทำเอาใบบัวหน้าร้อนผ่าว ลามไปจนถึงใบหู ทว่าคนถูกแซวกลับยกแก้วกาแฟขึ้นจิบอย่างสบายอกสบายใจ ก่อนจะกรอกเสียงเรียบตอบกลับไปหน้าตาย

“ผมก็ต้องหวงของของผมเป็นธรรมดาครับ”

แค่ก!

ใบบัวที่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่มถึงกับสำลัก “เตมินทร์!” เธอกระซิบดุเสียงเขียว ทว่าคนตัวโตกลับแสร้งทำเป็นไม่ยินดียินร้าย เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขดังขึ้นทั่วทั้งโต๊ะอาหาร บรรยากาศรอบตัวมันช่างอบอุ่นและปลอดภัยเสียจนใบบัวเผลอลืมตัวไปชั่วขณะ... ว่าเธอไม่ใช่สมาชิกที่แท้จริงของครอบครัวนี้

หลังมื้ออาหารเช้าสิ้นสุดลง เตมินทร์ทำหน้าที่สารถีพาเธอเดินทางมายังโรงพยาบาลตามที่พูดไว้เมื่อคืน โรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางย่านธุรกิจ ทันทีที่ก้าวพ้นประตูรถยนต์คันหรู ใบบัวก็เริ่มรู้สึกทำตัวไม่ถูกและอึดอัดขึ้นมาทันตา

เพราะตลอดเส้นทางที่เดินผ่าน พนักงานและบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนต่างพากันก้มหัวระคนยกมือไหว้เตมินทร์ด้วยความเคารพนบนอบตลอดสองข้างทาง

“สวัสดีค่ะคุณหมอเตมินทร์”

“สวัสดีครับคุณหมอ”

“สวัสดีค่ะท่านรอง”

หญิงสาวชะงักฝีเท้า หันไปกระซิบถามผู้ชายตัวโตที่เดินนำหน้าโดยไม่คิดจะหันกลับมามอง “ท่านรอง?”

“รองประธานกรรมการบริหาร” เตมินทร์ตอบน้ำเสียงราบเรียบ

ใบบัวตาโตด้วยความคาดไม่ถึง “นายไม่เคยบอกฉันเรื่องนี้เลยนะเต”

“ก็เธอไม่เคยถาม” ชายหนุ่มสวนกลับหน้านิ่ง

ก็จริงอย่างที่เขาว่า... เมื่อหกปีก่อนตอนที่รักกัน เธอมัวแต่สนใจแค่ตัวตนของเขาที่เป็นเพียงแพทย์ประจำบ้านคนหนึ่ง ไม่เคยคิดจะสืบเสาะหรือสนใจเลยว่าเบื้องหลังครอบครัวของเขาจะมีอำนาจล้นฟ้าและร่ำรวยมหาศาลขนาดนี้ จนกระทั่งลิฟต์โดยสารส่วนตัวเคลื่อนตัวมาถึงชั้นผู้บริหารระดับสูง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป