บทที่ 6 บอกให้โลกรู้ว่าผัวเธอคือฉัน
นคินทร์ไม่ได้แค่โชคดีที่เจอจันทร์เจ้า แต่เขาคือผู้บงการที่ตกหลุมรักเธอจนยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เธอมาครอบครอง
เมื่อความโหยหาที่ถูกกักขังมานานสามเดือนเศษ ได้รับการปลดปล่อย ผู้ชายที่คลั่งรักอย่างเขา จึงหมกมุ่นอยู่กับความสุขสมจนแทบจะโงหัวไม่ขึ้น
แต่ความปรารถนาที่จะทำทุกวีถีทางให้จันทร์เจ้ามาเป็นของเขา ก็นำมาสู่ผลลัพธ์แบบนี้ วิธีการจะเลวร้ายแค่ไหนไม่สำคัญ เพราะสุดท้ายมันก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี การใช้กำลังบังคับเพื่อให้ได้เธอมาครอบครอง และกักขังไว้ข้างกายไม่ว่าด้วยกลอุบายใด
นคินทร์ไม่มีความคิดที่จะปล่อยจันทร์เจ้าให้เป็นอิสระ แต่ทุกครั้งที่ได้เห็นความเกลียดชังและความหวาดกลัวที่ฝังลึกในดวงตาของเธอ เขากลับรู้สึกเจ็บแปลบในหัวใจ การที่รู้ว่าเธอไม่ได้รักเขา แต่ต้องยอมเป็นของเขา มันคือความพ่ายแพ้ที่เขาไม่อยากยอมรับ และปฏิเสธความจริงไม่ได้
ตั้งแต่จันทร์เจ้าเดินเข้ามาในคฤหาสน์ฯ นคินทร์ก็ไม่เคยก้าวขาออกไปจากอาณาจักรของเขาแม้แต่ก้าวเดียว ดูเหมือนเขาจะอยากเห็นเธออยู่ในสายตาตลอดเวลา บางครั้งเขาถึงกับพาเธอไปทำงานที่โรงบ่มไวน์ด้วยกัน
บ่ายวันหนึ่งในเดือนตุลาคม อากาศหลังฝนตกยังคงทิ้งความชื้นแฉะและกลิ่นไอดินเข้มข้น นคินทร์ตัดสินใจพาจันทร์เจ้าออกไปเดินเล่น ในเขตพื้นที่ส่วนลึกของไร่องุ่นที่ไม่มีใครกล้ากรายกล้ำ เขาขับรถเอสยูวีคันใหญ่ลัดเลาะไปตามไหล่เขา จนถึงจุดชมวิวที่เป็นหน้าผาสูงชันเบื้องล่างคือทุ่งองุ่นกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
จันทร์เจ้ายังไม่ถูกปลดพันธนาการ โซ่สีเงินเส้นเล็กที่คล้องเชื่อมระหว่างข้อมือทั้งสองข้างของเธอ เสียงโซ่กระทบกันดังกรุ๋งกริ๋ง ทุกครั้งที่เธอขยับตัว เสียงของมันค่อนข้างจะขัดกับบรรยากาศร่มรื่นของธรรมชาติ แต่ว่ามันกลับเข้ากันได้อย่างน่าประหลาดกับสถานะของเธอในตอนนี้
“อากาศข้างนอกเป็นยังไงบ้าง ?” สายตาคมกริบของนคินทร์จ้องมองร่างเล็กจ้อยของหญิงสาวที่ยืนอยู่บนหน้าผา
"ดีค่ะ ขอบคุณนะคะที่พาฉันออกมาดูวิวสวย ๆ"
จันทร์เจ้าหลับตาพริ้ม แหงนหน้ารับลมภูเขาที่ปกคอเสื้อของเธอให้เปิดออก เผยให้เห็นต้นคอขาวผ่อง น่าขย้ำ
"ฉันไม่ได้พาเธอมาดูวิวเฉย ๆ หรอกนะ"
นคินทร์ก้าวเข้าหาเธอช้า ๆ เงาของเขาบดบังร่างของเธอจนมิด "ฉันอยากรู้ว่า ถ้าเป็นกลางแจ้งแบบนี้ เธอจะครางเสียงดังเหมือนตอนที่อยู่ในห้องบ่มไวน์หรือเปล่า"
จันทร์เจ้าหน้าร้อนวูบ "คุณนคินทร์ ตรงนี้มัน..."
"ที่นี่คือถิ่นของฉัน และตรงนี้ก็เป็นเขตหวงห้าม" เขาไม่พูดเปล่า แต่รวบตัวเธอเข้าไปปะทะแผงอก แล้วดันร่างบางให้พิงกับฝากระโปรงรถที่ยังอุ่นด้วยไอร้อนจากเครื่องยนต์
มือหนาเลิกชายกระโปรงชุดเดรสขึ้นอย่างรวดเร็ว โซ่สีเงินที่ข้อมือของจันทร์เจ้าขึงตึงเมื่อนคินทร์ชูมือเธอขึ้นเหนือศีรษะและกดไว้กับกระจกรถ เขากระชากแพนตี้ตัวจิ๋วจนขาด เพื่อที่จะลูบคลำเนินสามเหลี่ยมอวบอูมโดยไม่มีสิ่งขวางกั้น ชายหนุ่มบดคลึงเม็ดเสียวจนมันบูดเป่งเต้นตุบ แล้วก็เร่งจังหวะปลุกเร้าจนเธอหลั่งพิษรัญจวนออกมา
“น้ำเธอโคตรเยอะเลย เงี่ยนมากเหรอ ?”
เขาถามเสียงอู้อี้เพราะปากดูดหัวนมของเธออยู่ นิ้วกลางกับนิ้วชี้ที่สอดคารูร่อง ชักเข้าชักออกจนเมือกลื่นไหลหยดลงมาเป็นสาย
“อื้อ... จันทร์เจ้าเสียว... อูย... อยากถูกคุณคินทร์เอาแล้ว”
ประสบการณ์ครึ่งปีที่ผ่านมา สอนให้เธอเรียนรู้ที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมากับเขา นคินทร์เป็นผู้ชายเซ็กซ์จัด และเชื้อไวรัสความเซ็กซ์จัดก็ถูกถ่ายทอดมาให้จันทร์เจ้าด้วย เขาเกลียดผู้หญิงตอแหล ถ้าขืนทำเป็นเล่นตัว ไม่ยอมรับความจริง เขาจะทรมานเธอจนหมดสภาพ
สิ้นเสียงยั่วยวนแสนหวาน ความอดทนของชายหนุ่มก็ขาดสะบั้นทันที เขารีบจัดการกับเสื้อผ้าของตนเอง
แก่นกายแข็งขืนที่ผงาดชูชันอยู่ต่อหน้าทำให้หญิงสาวกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ รู้สึกเสียววูบวาบจนต้องแขม่วท้องน้อย
ความกระสันอยากจะโดนกระแทก กระตุ้นให้เธอเด้งรับปลายหยักบานร่าที่ดุนดันเข้ามาในช่องทางรัก อย่างไม่ลังเล แต่ท่อนเอ็นของเขามันยาวใหญ่เกินมาตรฐานสากลค่อนข้างมาก พอเขาเสือกไถเข้ามาแต่ละครั้ง ทำเอาเธอหายใจลำบาก
“ซี๊ด... ขนาดโดนเอาทุกวัน รูเธอยังแน่นเหมือนครั้งแรกเลย อา...” ชายหนุ่มพึมพำเสียงแหบพร่า ขยับโยกถอดถอน แล้วกระแทกเอว แทงเสยเข้าไปจนมิดดุ้น
“อร๊าย...” จันทร์เจ้าหวีดร้องอย่างสะใจ รูร่องที่หิวกระหายของเธอปลิ้นอ้าออกมาทุกครั้งที่ถูกสอดใส่
หลังจากโดนนคินทร์ปลุกปั่นจนแทบจะเสียจริตเมื่อหกเดือนก่อน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเธอก็โหยหารสสวาทของเขาทุกลมหายใจเข้าออก แม้จะรังเกียจตัวเองที่กลายเป็นผู้หญิงร่านสวาท แต่มลทินที่ติดตัวเธอก็ไม่มีวันลบล้างออกไปได้ สู้ยอมรับความจริง แล้วตักตวงเอาความสุขสมจากเขาจนถึงหยดสุดท้ายจะดีกว่า
"อ๊ะ... คุณคินทร์"
เธอเผลอร้องออกมาเมื่อฟันคม ๆ ของเขาขบลงที่ลาดไหล่
"ร้องดังกว่านี้... บอกให้ทุกชีวิตบนภูเขารู้ว่าผัวเธอชื่ออะไร"
“อื้อ... ผัวจันทร์เจ้าชื่อนคินทร์... อูย... ผัวขา... เอาเมียแรง ๆ อร๊าง...!” หญิงสาวเว้าวอนเสียงกระเส่า แล้วก็ต้องเบิกตาโพลง เมื่อท่อนเอ็นอันเท่าแขนตอกเสยขึ้นมารัว ๆ จนเธอร้องไม่ออก
