บทที่ 10 บทร่ายยาว
ฉันมองตามต้นเสียงก็พบว่าเป็นก้องชายหนุ่มที่เป็นพนักงานของร้านเหมือนกันกับฉัน ก้องเข้ามาคว้าแจกันในมือของฉันแล้วไปตั้งตามโต๊ะต่าง ๆ แทนฉันอย่างรีบเร่งแต่เป็นระเบียบ เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีที่สุดของฉันอีกคนหนึ่ง เพราะเขาเป็นคนที่มีน้ำใจชอบช่วยเหลือคนอื่น ๆ
“ขอบใจนะที่ช่วย”
“ขอบจงขอบใจอะไรกัน เป็นพนักงานเหมือนกันก็ต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว หน้าที่ใครหากทำเสร็จแล้วก็ต้องมาช่วยอีกคนไหมล่ะ”
ละแล้วเวลาก็เดินมาถึงในตอนบ่ายคล้อย ซึ่งประจำเวลานี้ร้านจะไม่ค่อยมีลูกค้ามากซะเท่าไหร่ เพราะลูกค้าจะเข้าร้านภายในช่วงเช้าและตอนเย็น ๆ ทุกคนทานอาหารกันเสร็จแล้วก็จะมานั่งพูดเล่นหรือเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้กันฟังที่เคาน์เตอร์กันเป็นประจำ
ฉันว่าเหมาะเลยแหละที่จะใช้โอกาสนี้บอกผู้จัดการในเรื่องของการลาออก นี่คงต้องโกหกอีกสินะ ว่าแล้วจึงเดินเข้าไปหาผู้จัดการทันที
“ผู้จัดการคะ”
“หื้ม มีเรื่องอะไรหรือป่าวพาย?”
เมื่อทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้ยินเสียงของฉันที่พูดกับผู้จัดการก็มองหน้ากันทันที จากนั้นก็มองมาทางฉันและผู้จัดการและก็เงียบฟังกันอย่างตั้งใจไม่พูดอะไรกันอีกเลย
เหมือนลุ้นกันว่าฉันจะเอ่ยพูดเรื่องอะไร
“คะ คือว่า พาย เอ่อ... พายจะขอลาออกค่ะ”
“ห๊ะ!”
เสียงทุก ๆ คนพูดขึ้นพร้อม ๆ กันด้วยความตกใจทั้งผู้จัดการแล้วก็พนักงานในร้านที่ทำงานร่วมกับฉันมาตั้งหลายปี ทุกคนก็ต่างมองหน้าฉันด้วยความตกตะลึงไม่ต่างกันแม้แต่คนเดียว
“มีอะไรหรือป่าวพาย?”
ไม่ใช่เสียงผู้จัดการหรอกแต่เป็นเสียงของก้องที่ดูเหมือนจะได้สติก่อนเพื่อน ๆ จึงรีบถามฉันขึ้นมา
“ไม่มีอะไรหรอกก้อง คือว่า .. คือว่าพายต้องไปอยู่ต่างจังหวัดน่ะ”
“พายจะย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดงั้นเหรอ แบบนี้มีอะไรหรือป่าวพายหรือว่าเกิดเรื่องร้ายแรงอะไร?”
คราวนี้เป็นเสียงของผู้จัดการร้านบ้าง ที่เหมือนจะตั้งสติได้แล้วเมื่อได้ยินที่ฉันพูดก็รีบถามทันที
“ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรหรอกค่ะผู้จัดการ” ฉันหันไปสบตาผู้จัดการประกอบการสนทนา “อีกอย่างมันเป็นการตัดสินใจที่รวดเร็วไปหน่อย พายต้องขอโทษด้วยนะคะ มันกระชันชิดเอามาก ๆ เลยเลือกทำแบบนี้”
“พายมานี่ก้องมีเรื่องจะพูดกับพาย”
ก้องพูดขึ้นพรางใช้มือจับแขนฉันแล้วลากขึ้นมาพูดกันบนดาดฟ้าของตึกสามชั้นของร้านขายขนมเค้ก หน้าตาของก้องนั้นดูจริงจังมากกับเรื่องนี้ เขาจ้องตาฉันเขม็งอย่างแข็งก้าวร้าวอยากจะหาความจริงอะไรบ้างอย่างจากฉัน
ซึ่งเอาจริงเป็นการกระทำที่ค่อนข้างไม่น่ารักเท่าไหร่ เพราะสำหรับฉันถือว่าเป็นการกระทำข้ามเส้นจนเกินเหตุ
“มีอะไรหรือป่าวก้อง ทำไมถึงลากเรามาที่นี่ล่ะ?”
“ที่พายพูดเรื่องโกหกใช่ไหม ทำไมพายต้องโกหกเราด้วย พายก็รู้ว่าเราคิดยังไงกับพาย เราบอกพายไปแล้วใช่ไหมไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นเราจะอยู่เคียงข้างพาย”
“…”
“เราไม่ปล่อยให้พายต้องเผชิญมันคนเดียวหรอกนะ”
“แล้วยังไง”
ใช่อย่างที่ทุกคนคิดนั้นแหละ ก้องเคยสารภาพว่ารักฉัน แต่ฉันปฏิเสธเขาไปเพราะเหตุผลง่าย ๆ เลยว่าฉันคิดกับเขาแค่เพื่อนคนหนึ่งจริง ๆ ไม่ใช่แบบคนรัก และไม่เคยจะเป็นได้จริง ๆ
ฉันถึงบอกไปตั้งแต่แรกไงล่ะ แล้วถ้าเป็นแบบนี้อีกฉันจะทำยังไงให้เขาตัดใจ ไม่ใช่ว่าฉันรังเกลียดก้องเพราะว่าเขาไม่รวยหรอกนะ เขาเป็นถึงลูกครูทั้งพ่อและแม่เป็นครูทั้งสอง ถึงจะฐานะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากก็เถอะแต่ก้องเขาเป็นคนดีมากแต่ฉันไม่ได้รักเขานี่คือประเด็น
“แบบนี้มันถือว่าโกหก”
“พายไม่ได้โกหกก้อง ไม่จำเป็นต้องโกหกสกนิด และอีกอย่างหนึ่งที่พายเคยบอกว่าพายคิดกับก้องแค่เพื่อนที่ดีคนหนึ่งเท่านั่น ไม่เคยคิดเกินเพื่อนเลยมันก็ยังเป็นอยู่เช่นกัน”
“พายไม่เคยเปิดใจให้ก้องต่างหาก ไม่เคยมองแม้แต่หางตาด้วยซ้ำ!”
ไปกันใหญ่แล้ว
พูดที่ไหร่ก็จบแค่เรื่องเดิมๆ
ซึ่งมันก็น่าเบื่อเหมือนกันนะที่ต้องพยายามอธิบายให้เข้าใจ สำหรับอีกคนที่ปัดป้องไม่ทำความเข้าใจอะไรเลย เอาแต่โทษมายังตัวฉันว่าไม่เปิดใจให้ หากเอาความคิดนั้นไปยอมรับความจริงมันก็คงดี
“พูดต่อไปก็ไม่รู้เรื่องแล้วก้อง พูดไปมันก็กลับวนมาจบอยู่กับเรื่องเดิม ๆ ซึ่งพายก็บอกให้ก้องชัดแล้วนะว่าพายไม่รักก้อง ไม่เคยรักเหมือนกันส่วนจะให้พัฒนาในเรื่องนี้มันก็คงเป็นไปไม่ได้เช่นกัน ส่วนเรื่องที่บอกว่าโกหกนั้น ใช่พายยอมรับว่าโกหกเพราะความจริงพายจะไปอยู่กับคนรักของพายซึ่งอยู่ต่างจังหวัด เขาให้พายไปอยู่ด้วยหวังว่าก้องจะได้ยินว่าพายบอกชัดเจนแล้ว แล้วถ้าก้องจะถามอีกว่าทำไมไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักแฟนของพายก็อย่าถามเลยมันไม่จำเป็นอะไรขนาดที่พายจะต้องเอาเขามาทำความรู้จักกับใครเหมือนกัน อีกอย่างเขาเป็นคนชอบเก็บตัว อยากให้พยายามมองคนอื่นบ้างนะยังมีคนที่รักก้องมากมาย”
