บทที่ 10 หวนคืน
บทที่ 10
หวนคืน
วิญญาณของหลินซูหนานถูกพัดพามายังสถานที่ที่ไม่เคยรู้จัก รอบกายของนางมีแต่ความมืดมิด จนมิอาจมองเห็นทิศทางได้ นางพยายามลุกขึ้นยืน แต่ร่างกายกลับอ่อนแรงเกินกว่าจะทรงตัวได้ดี จึงสะดุดล้มลงไปกับพื้นแข็งและเย็นเยือก พื้นผิวที่สัมผัสนั้นไม่เรียบเนียน แต่กลับเต็มไปด้วยหินแหลมคมและหยาบกร้านจนทำให้เกิดความเจ็บปวด
รอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบสงัด ไม่มีเสียงของสิ่งมีชีวิต ไม่มีเสียงลมหายใจของใครอื่น ไม่มีแม้กระทั่งเสียงนกร้องหรือเสียงแมลง นางรู้สึกเหมือนตนเองถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ถูกทิ้งให้อยู่ในความมืดมิดอย่างโดดเดี่ยวและอ้างว้าง ความเงียบที่น่ากลัวนี้ทำให้จิตใจของนางสับสนและหวาดหวั่น
“ที่นี่คือที่ใดกัน เหตุใดช่างอ้างว้างและน่ากลัวเช่นนี้”
นางเอ่ยขึ้นมาอย่างสับสน เนื่องจากไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้
“หยุดคร่ำครวญเสียที”
จู่ ๆ ในโสตประสาทก็แว่วเสียงของใครบางคนขึ้นมา ทำให้ต้องชะงักไป เสียงที่ดังเข้ามาในหัวของนางเป็นเสียงของสตรีที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด นางรู้ได้ว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เสียงนั้นคล้ายเสียงของตัวนางเอง เพียงแต่ดุดันกว่ามาก
เสียงนั้นค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น ราวกับกำลังกล่าวอยู่ข้างหู
“เจ้าจะยอมแพ้อย่างนี้หรือ หลินซูหนาน!!”
เสียงนั้นหยุดไปสักพัก ก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“เจ้าจะยอมให้ความอยุติธรรมนี้ข่มเหงเจ้าและครอบครัวของเจ้าไปตลอดกาลหรือ”
หลินซูหนานสะดุ้งด้วยความตกใจ นางหันมองโดยรอบ แต่ไม่พบผู้ใด ทุกสิ่งทุกอย่างยังคงเงียบสงัดและมืดมิดเช่นเดิม
“เจ้าเป็นใคร และข้าอยู่ที่ใด”
หลินซูหนานถามเสียงนั้นด้วยความสับสน แต่ก็ยังพยายามมองหาต้นเสียงนั้นให้เจอ แต่ทุกอย่างรอบตัวยังคงมืดมิด มองไปทางไหนก็มีแต่ความว่างเปล่า
สิ้นคำถามเสียงปริศนาก็ตอบกลับมาเพียงว่า
“ข้าคือเศษเสี้ยวความคั่งแค้นในใจของเจ้า ที่ไม่ยินยอมน้อมรับชะตาเลือดในครั้งนี้อย่างไรเล่า”
คำกล่าวที่เปล่งออกมานั้นแสดงถึงความเจ็บปวด และความคั่งแค้นที่สะสมอยู่ในจิตใจของหลินซูหนาน มันคือความรู้สึกจากก้นบึ้งในใจของนางที่ประทับแน่นราวกับตราประทับไม่อาจเลือน
หลินซูหนานนั่งอยู่ในความมืดอนาธการ พลางคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนเองจะตกตาย ความทรงจำที่เป็นเสมือนฝันร้ายหวนคืนมาอีกครา เริ่มตั้งแต่ตอนที่นางได้พบกับโจวหยางหลงเป็นครั้งแรก ในเวลานั้นนางยังเป็นหญิงสาวไร้เดียงสา เต็มไปด้วยความฝันและความหวัง
นางจำได้ว่าตอนที่โจวหยางหลงมองนางด้วยสายตาอบอุ่น และให้สัญญาว่าจะปกป้องนางรวมทั้งครอบครัวของนาง นางรู้สึกว่าตนเองเป็นสตรีที่มีวาสนาอย่างยิ่ง ทว่าความจริงที่ต้องเผชิญในเวลาต่อมากลับพลิกโลกทั้งใบนั้นให้ทลายลงในชั่วพริบตา
ชายที่นางหลงรัก กลับกลายเป็นคนที่ไร้ความปรานีและเย็นชาแถมยังตระบัดสัตย์อีกด้วย
หวังจื่อรั่ว สตรีที่แพศยานางนั้นก็เช่นกัน นางเคยคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่กล้าต่อการกับนางในฐานะชายาเอก แต่กลับกลายเป็นว่า สตรีนางนั้นคือคนที่ทำลายนางและสกุลหลินให้พินาศ
หวังจื่อรั่วเข้ามาทำลายชีวิตของนางด้วยรอยยิ้มอันเป็นพิษ และคำกล่าวหวานชื่นที่เต็มไปด้วยความเท็จ นางจำได้ถึงแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังและความยินดี ยามที่อีกฝ่ายเห็นนางทนทุกข์ทรมาน รวมถึงภาพที่หวังจื่อรั่วสั่งให้คนกรอกยาพิษใส่ปากของนางนั่นด้วย
“ฮ่าๆ ๆ น่าสังเวชนัก”
หลินซูหนานหัวเราะออกมาอย่างขื่นขม นางชิงชังตนเองเหลือเกินที่หลงเชื่อในภาพมายาที่ผู้คนพากันลวงหลอก ที่แท้นางมิได้ฉลาดเฉลียวอย่างที่ตนเองทระนงตนไว้เลย
“ไม่ยอมรับแล้วจะทำสิ่งใดได้เล่า ยามนี้ข้าตกตายไปแล้วเพราะถูกใส่ความ ไม่มีทางใดที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงชะตาของข้าและสกุล
หลินได้อีกแล้ว”
ความคิดที่ว่านางตายแล้ว ทำให้หลินซูหนานรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้นลง และไม่มีทางที่จะได้กลับมาแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นได้อีก
เสียงปริศนาหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตอบนางกลับมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
“ตัวเจ้าอาจทำไม่ได้ แต่เศษเสี้ยวของความไม่ยินยอมที่อยู่ในตัวเจ้าอย่างข้าทำได้แน่”
หลินซูหนานรู้สึกถึงความแปลกประหลาดในคำกล่าวของเสียงนั้น และมันก็ทำให้นางไม่เข้าใจ
“จงกลับไปแก้ไขโชคชะตาของเจ้าเสีย อย่าให้ซ้ำรอยเดิมอีกเป็นอันขาด”
เสียงนั้นตะโกนสั่งให้นางกลับไป
“แล้วเจ้าจะให้ข้ากลับไปอย่างไรเล่า” หลินซูหนานตะโกนกลับไป ท่ามกลางความมืดมิดและเงียบสงัดของสถานที่แห่งนั้น
ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา แต่ทันใดนั้น พายุลูกหนึ่งที่ไร้ที่มาที่ไปก็ซัดร่างของหลินซูหนานให้ล่องลอยไปในความมืดมิด นางรู้สึกถึงแรงลมที่พัดผ่านร่างกายของนางอย่างรุนแรง
ร่างกายของนางลอยไปในอากาศ เหมือนใบไม้ที่ถูกพัดพาไปตามสายลม นางพยายามจะกรีดร้อง แต่เสียงของนางกลับถูกกลบด้วยเสียงลมกระโชกแรง ไม่นานสติของนางก็ดับวูบไป
จวนราชครูหลิน
เวลาผ่านไปนานเท่าใดมิรู้ได้ หลินซูหนานลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกที่นางได้รับแตกต่างจากครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าตนเองนอนอยู่บนเตียงนอนที่คุ้นเคยในห้องนอนของตัวเอง
ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะกลับสู่สภาพปกติ แม้แต่อบอุ่นที่เคยสูญเสียไปก็กลับคืนมาด้วย
แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกผิดปกติก็ยังคงอยู่ในใจของนาง มันเป็นความรู้สึกที่มาจากฝันร้าย และความมืดมิดที่เพิ่งผ่านมา ความไม่แน่นอนและความสงสัย ยังคงแฝงตัวอยู่ในใจของนาง
หญิงสาวหลับตาลงเพื่อพิสูจน์อะไรบางอย่าง และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่านางยังคงอยู่ในห้องนอนของตัวเองเช่นเดิม ทุกสิ่งดูเหมือนจะคุ้นเคยและเป็นปกติ
เซียงลี่สาวใช้คนสนิทนั่งอยู่ข้างเตียง เพื่อคอยดูแลนางอย่างใกล้ชิด สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล และดีใจที่คุณหนูของตนฟื้นขึ้นมา
เซียงลี่ก็ยิ้มกว้าง พลางร้องขึ้นด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความโล่งใจ
“คุณหนูฟื้นแล้ว”
“วันนี้เป็นวันเดือนปีอะไร”
หลินซูหนานถามออกไป ความรู้สึกของนางเต็มไปด้วยความสงสัยเรื่องราวในความทรงจำของนางค่อนข้างขุ่นมัว ไม่แน่ใจว่านี่เป็นโอกาสที่สวรรค์ประทานให้นางกลับมาแก้ไขอดีต หรือว่าที่ผ่านมาทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ความฝันกันแน่
เซียงลี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“วันนี้เป็นวันที่เจ็ด เดือนสอง รัชศกเจียงหยูที่สิบห้า วันนี้เป็นวันเกิดอายุครบสิบสามหนาวของคุณหนูเจ้าค่ะ”
คำตอบของเซียงลี่ทำให้หลินซูหนานรู้สึกตกใจเล็กน้อย เพราะการที่ยามนี้นางอายุสิบสามหนาว นั่นก็หมายความว่านางย้อนเวลากลับมาในช่วงที่เพิ่งจะเริ่มหมั้นหมายกับ บุรุษชั่วช้าคนนั้น
เมื่อตระหนักว่าตนเองได้ย้อนเวลากลับมาจริง ๆ หญิงสาวก็รู้สึกอึดอัดใจน้อยลง ทว่าในขณะเดียวกันก็รู้สึกประหลาดใจที่ได้ย้อนกลับมาเวลานี้ แต่ไม่ว่าจะย้อนกลับมาเวลาใด นางก็ยินดีทั้งนั้น ขอแค่ยังไม่แต่งงานกับบุรุษผู้นั้นก็พอ
นางพยายามลุกขึ้นจากเตียง แต่ยังรู้สึกอ่อนเพลียจากการที่เคยตกอยู่ในสภาวะที่แปลกประหลาดและยากจะเข้าใจ
เซียงลี่รีบเข้ามาคอยประคองหลินซูหนาน พร้อมกับเอ่ยว่า
“คุณหนูรู้หรือไม่เจ้าคะ บ่าวรอคุณหนูตั้งนานกว่าคุณหนูจะฟื้น รอบนี้คุณหนูเป็นลมและหลับไป นายท่านและทุกคนในจวนเป็นห่วงคุณหนูแทบแย่”
หลินซูหนานพยายามยิ้มให้กับเซียงลี่และกล่าวด้วยเสียงที่อ่อนล้า
“ข้าก็ไม่เป็นอะไรแล้ว ขอบใจเจ้ามากที่คอยดูแลข้า เซียงลี่ว่าแต่เหตุใดข้าถึงเป็นลมไปหรือ” หลินซูหนานถามขึ้นเนื่องจากนางจำเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไม่ได้
“อาจจะเป็นเพราะหลายวันมานี้ คุณหนูตั้งใจคัดลอกคัมภีร์มากเกินไป บางวันก็ถึงกับไม่กินอาหารที่บ่าวยกมาให้เลย คุณหนูน่าจะร่างกายอ่อนเพลียก็เลยเป็นลมไปตั้งแต่เมื่อคืนเจ้าค่ะ คราวหลังคุณหนูอย่าหักโหมอีกนะเจ้าคะ ต่อไปนี้เซียงลี่คนนี้จะมาเฝ้าให้คุณหนูกินข้าวทุกวันเลย”
เซียงลี่ตอบกลับพร้อมกับสัญญา
“ได้...ต่อไปนี้ข้าสัญญาว่าจะไม่หักโหมอีก จะดูแลตัวเองเป็นอย่างดี เพราะข้ารู้แล้วว่าอะไรสำคัญที่สุดสำหรับข้า”
หลินซูหนานเอ่ยตอบพร้อมยิ้มให้สาวใช้คนสนิทอย่างอ่อนโยน
ความอ่อนล้าหลังจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้แทบจะหายไป สิ่งที่หลินซูหนานรู้สึกในตอนนี้คือความตื่นเต้น และความหวังที่หลั่งไหลเข้ามาในใจ
นางรู้ว่าตนเองมีโอกาสใหม่ในการเปลี่ยนแปลงโชคชะตา และแก้ไขข้อผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น การได้ย้อนเวลากลับมานั้นเหมือนกับการได้รับโอกาสที่สองในชีวิต สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปอย่างเปล่าประโยชน์
“เซียงลี่ ข้าอยากอาบน้ำ เจ้าไปเตรียมน้ำให้ข้าได้หรือไม่” หลินซูหนานที่อยากมีเวลาอยู่กับตนเองเพื่อทบทวนบางอย่างเอ่ยขึ้นกับสาวใช้คนสนิท
“ย่อมได้เจ้าค่ะ รอสักครู่นะเจ้าคะ เซียงลี่จะรีบไปจัดเตรียมให้”
กล่าวจบสาวใช้เซียงลี่ก็รีบเดินออกไป
