บทที่ 9 แค้นสลักลึก
บทที่ 9
แค้นสลักลึก
“ปล่อยข้าไปนะ ข้าไม่ได้ทำผิด ข้าถูกใส่ร้าย”
หลินซูหนานเอาแต่ตะโกนให้ปล่อยนางไปจนเสียงแหบแห้ง พร้อมกับกล่าวว่านางไม่ได้คบชู้ แต่ก็ไม่มีใครสนใจนางเลย
หลังจากจิตใจเริ่มสงบ และคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา เรื่องที่เกิดขึ้นต้องมีคนจัดฉากใส่ร้ายนางเป็นแน่ จึงร้องออกไปอีก
“ปล่อยข้านะ ข้าถูกใส่ร้าย ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้”
เมื่อผู้คุมเห็นนางตะโกนเรียกร้องความเป็นธรรมมากเข้าพวกเขาก็รำคาญ จึงได้ส่งคนเดินเข้ามาพร้อมกับเอาแส้ฟาดไปที่ลูกกรงห้องขังหลายที
เสียงแส้กระทบกับเหล็กดังก้องในคุกที่มืดมิดและเย็นยะเยือกเสียดแทงเข้ามาในจิตใจของหลินซูหนาน
“หุบปากเสีย” หนึ่งในผู้คุมคำรามใส่นาง
หลินซูหนานตัวสั่นด้วยความกลัว นางหยุดตะโกนเปลี่ยนมาเรียกร้องขอความยุติธรรมและยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองแทน
“ได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะนะ ข้าไม่ได้ทำผิดจริง ๆ เมื่อข้าออกไปแล้ว ข้าจะหาทางพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าข้าเป็นผู้บริสุทธิ์”
หลินซูหนานกล่าวอย่างอ้อนวอน เวลานี้นางควรจะหาทางให้ตัวเองหลุดพ้นจากตรงนี้ให้ได้เสียก่อน เรื่องอื่นค่อยสะสางทีหลัง
“หลักฐานแน่นหนาถึงเพียงนี้ เจ้าจะมาพิสูจน์ความบริสุทธิ์อันใดกัน เป็นถึงพระชายาเอกแท้ ๆ กลับทำเรื่องน่าละอายถึงเพียงนี้ กลับไปนั่งดี ๆ เสีย แล้วอย่าส่งเสียงโวยวายให้พวกข้าหนวกหูอีก” ผู้คุมกล่าวก่อนจะเดินจากไป โดยไม่หันกลับมาสนใจนางเลยแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปหลายวัน ร่างกายของหลินซูหนานทรุดโทรมและซูบผอมลง นั่นเพราะนางไม่ยอมกินอะไรเลย ถ้วยโจ๊กที่มีแต่น้ำแทบจะหาเม็ดข้าวไม่ได้ถูกวางไว้หน้าลูกกรงด้านในเต็มไปหมด
ขณะที่นางฟุบหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย หญิงสาวก็ต้องตกใจตื่นเพราะมีหนูวิ่งมาแทะที่ฝ่าเท้าของนางอย่างน่าอดสู เจ้าหนูนั่นกัดลึกลงไปที่นิ้วโป้งเท้าของนางจนกลายเป็นแผลและมีเลือดไหลซึม
“กรี๊ดดด! ไอ้หนูบ้า ไปไกล ๆ เลยนะ” หลินซูหนานกรีดร้องออกมา พลางรีบดึงเท้าเข้าหาตัวทันที
ทันใดนั้นเองก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่หวังจื่อรั่วมาหานางที่คุกหลวงพอดี
ครั้งนี้นางมาในฐานะตัวแทนของฮ่องเต้โจวหยางหลง เพื่อประทานยาพิษให้กับหลินซูหนาน
หวังจื่อรั่วเดินเข้ามาในคุกด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง สายตาของนางเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและไม่แยแส นางเดินอย่างสง่าผ่าเผยโดยไม่สนใจความสกปรกหรือกลิ่นเหม็นอับของคุกหลวงที่คลุ้งอยู่ในอากาศเลยแม้แต่น้อย ก้าวเดินของนางเนิบช้าและหนักแน่น แสดงถึงความมั่นใจในอำนาจที่มีอย่างล้นเหลือ
“ดูสภาพเจ้าตอนนี้สิ ไม่เหลือสภาพของพระชายาเอกเลยแม้แต่น้อย คนโง่เง่าอ่อนแออย่างเจ้าน่ะหรือ มีสิทธิ์ที่จะเป็นฮองเฮา ดูแล้วเจ้ามันไม่เหมาะสมเลยสักนิดกับตำแหน่งที่สูงส่งนั่น” หวังจื่อรั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“เป็นเจ้าใช่หรือไม่ เจ้าเป็นคนที่วางแผนใส่ร้ายข้า เป็นเจ้านี่เอง”
หลินซูหนานเค้นเสียงถามด้วยความเคียดแค้น
ต่อให้ไม่ต้องถามหลินซูหนานก็พอจะเดาออกแล้วว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ จะต้องเป็นชายารองผู้นี้อย่างแน่นอน เพราะว่าถ้าหากนางตายไป คนที่ได้ประโยชน์ย่อมต้องเป็น
หวังจื่อรั่วผู้นี้
“หลินซูหนาน รู้ตอนนี้แล้วจะมีประโยชน์อันใดเล่า เพราะอีกไม่นานเจ้าก็จะตายแล้ว ตายอย่างอนาถเสียด้วย” หวังจื่อรั่วกล่าวเสียงเย็นชา
“ฝ่าบาทมีความปรานีต่อเจ้า ในฐานะที่เจ้าเป็นถึงพระชายาเอก พระองค์จึงส่งข้ามาเพื่อนำยาพิษพระราชทานมาให้เจ้า จากนั้นเจ้าก็จะหลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานในครั้งนี้ รับไปสิ”
กล่าวจบหวังจื่อรั่วก็ส่งสายตาให้นางกำนัลนำถาดใส่จอกสุราพิษไปยื่นให้หลินซูหนาน
หลินซูหนานมองยาพิษในมือของหวังจื่อรั่วด้วยความรู้สึกเศร้าเสียใจ นางรู้ว่าหากนางยอมรับยาพิษนี้ก็จะไม่มีโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองอีกต่อไป จึงกัดฟันแน่นและส่ายหน้าด้วยความดื้อรั้น
“ข้าไม่ยินยอมรับความผิดที่ข้าไม่ได้ทำ ข้าจะทูลเรื่องนี้กับอดีตฮ่องเต้” หลินซูหนานกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว เพราะนี่คือความหวังเดียวที่นางเหลืออยู่
พอได้ยินอย่างนั้นหวังจื่อรั่วก็ถึงกับหัวเราะเยาะเสียงดังอย่างบ้าคลั่ง จึงทำให้หัวใจของหลินซูหนานเย็นยะเยือกลงไปในทันที
“ฮ่า ๆ ๆ ตอนนี้ไม่ว่าใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้อีกแล้ว อดีตฮ่องเต้ทรงประชวรอยู่ ไม่สามารถลุกจากแท่นบรรทมมาช่วยเจ้าได้หรอก และข้าจะบอกให้นะ ไม่ได้มีเพียงเจ้าที่ต้องตาย เพราะอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ คนสกุลหลินทั้งตระกูลก็ต้องตายเช่นกัน เพราะถูกจับได้ว่าคิดก่อการกบฏลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันอย่างไรล่ะ”
หวังจื่อรั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม มองดูคนที่นางเกลียดชังอย่างสะใจ
เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยประโยคนั้นออกมา หลินซูหนานรู้สึกเหมือนมีสายฟ้าสายหนึ่งพุ่งลงมาใส่กลางศีรษะนางตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีเอ่ยออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
“เรื่องนี้ไม่มีทางเป็นความจริง เจ้าโกหก!! บิดาของข้าไม่มีทางเกี่ยวข้องกับเรื่องเช่นนี้แน่ คนสกุลหลินทั้งหมดก็เช่นกัน พวกเขาจงรักภักดีกับราชสำนักเป็นที่สุด เจ้าอย่าหาเรื่องมาหลอกข้าให้ยาก”
“แต่เรามีหลักฐานว่าคนสกุลหลินลอบเข้ามาในตำหนักบูรพาเพื่อลอบสังหารฮ่องเต้จริง ๆ” หวังจื่อรั่วหัวเราะเยาะ พร้อมกับเอ่ยด้วยรอยยิ้มสดใส “เจ้าคิดว่าเรื่องนี้จะกล่าวอะไรก็ได้ตามใจหรืออย่างไร พยานหลักฐานชัดเจน ทุกคนในสกุลหลินจะต้องรับโทษตามกฎ”
“ไม่จริง เจ้าโกหกข้า มันไม่จริง” หลินซูหนานเอ่ยออกมาอย่างไม่ยอมเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
ความเจ็บปวดทางกายที่ต้องถูกคุมขังในคุกหลวงนั้น ไม่เท่าความเจ็บปวดทางใจที่นางต้องสูญเสียครอบครัวอันเป็นที่รัก การถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏและต้องรับโทษอย่างโหดเหี้ยมในครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการถูกฆ่ากันให้ตายทั้งเป็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกอย่างในชีวิตของนางพังทลายลงแล้วอย่างราบคาบเพียงเพราะความอยุติธรรมที่ต้องแบกรับไว้
หลินซูหนานรู้สึกคั่งแค้นจนแทบจะกระอัก ร่างกายของนางสั่นสะท้านด้วยแรงโทสะมหาศาล น้ำตาไหลรินจากดวงตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด นางคิดถึงครอบครัวที่ต้องมารับเคราะห์ในข้อหาที่ไม่ได้ก่อ กว่าร้อยชีวิตของคนสกุลหลินต้องถูกสังเวยให้กับความเลวร้ายนี้
ขณะที่กำลังเหม่อลอย เพราะไม่เชื่อหูในข้อกล่าวหา หวังจื่อรั่วก็ไม่รอช้า นางส่งสัญญาณให้ผู้นางกำนัลสองคนเดินเข้าไปหาหลินซูหนานพร้อมกับยาพิษในมือ
“ปล่อยข้านะ จะทำอะไรข้า”
หลินซูหนานเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยินยอม ยามถูกตรึงแขนเอาไว้แน่น นางพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่สามารถหลุดพ้นได้
นางกำนัลคนหนึ่งบังคับให้นางอ้าปาก ส่วนอีกคนก็กรอกสุราพิษลงไปในคอของนางอย่างไร้ปรานี
หลินซูหนานรู้สึกถึงรสขมของยาพิษที่ไหลลงไปในคอ นางพยายามจะคายออกมา แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะถูกมือหนาจับใบหน้าให้แหงนขึ้นและปิดปากไว้ จนนางกลืนยาลงไปจนหมดนางกำนัลสองคนนั้นจึงปล่อยนางให้เป็นอิสระ
หญิงสาวจ้องเขม็งไปที่หวังจื่อรั่วด้วยความแค้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอ่อนแรง แต่ยังดีเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“เจ้า...เจ้ามันคนชั่วช้า ข้าขอสาปแช่งให้เจ้ากับคนสกุลหวังของเจ้าไม่ตายดี”
หวังจื่อรั่วหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ พลางมองดูหลินซูหนานที่กำลังทุกข์ทรมานจากพิษด้วยความสะใจ
“เจ้าคิดหรือว่าคำสาปแช่งของเจ้าจะมีผลอะไรกับข้า ข้าจะทำให้แน่ใจว่าตระกูลหลินของเจ้าจะไม่มีวันลุกขึ้นมาอีก ส่วนตำแหน่งฮองเฮาจะต้องตกเป็นของข้า และลูกของข้าจะต้องได้ขึ้นครองบัลลังก์เป็นฮ่องเต้องค์ต่อไป”
เมื่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายใกล้มาถึง หลินซูหนานก็พยายามรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ จ้องเขม็งไปที่หวังจื่อรั่วด้วยความแค้นและกล่าวคำสาปแช่งออกมา
“ไม่ว่าชาติไหน ข้าจะไม่มีวันให้อภัยใครสักคนที่ทำให้ข้าและคนสกุลหลินของข้าต้องถึงจุดจบ ข้าจะตามล่าพวกเจ้าทุกชาติภพ เพื่อทำให้พวกเจ้าพังพินาศและล่มสลาย ข้าขอสาบาน!!”
คำสาปแช่งของหลินซูหนานนั้น ไม่ได้ทำให้หวังจื่อรั่วรู้สึกสะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
“ข้าไม่มีทางถึงจุดจบง่าย ๆ หรอก เพราะข้ากำลังจะได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว หลินซูหนานเวลานี้ถึงจุดจบสิ้นสกุลหลินของเจ้าแล้ว” กล่าวจบนางก็หันหลังเดินออกจากคุกหลวงไป
ปล่อยให้หลินซูหนานต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากยาพิษที่ค่อย ๆ คร่าชีวิตของนางไปทีละน้อย
หญิงสาวล้มตัวลงนอนบนพื้น ความเจ็บปวดจากพิษทวีความรุนแรงขึ้น ร่างกายของนางกำลังถูกเผาผลาญจากภายใน ในขณะที่ลมหายใจสุดท้ายกำลังจะหมดลง ก็ได้นึกถึงความทรงจำที่ดีกับครอบครัว นางเห็นภาพพ่อแม่และพี่น้องที่รักยิ้มแย้มจนก่อเกิดความรู้สึกอบอุ่นในใจขึ้นมา แม้จะต้องเผชิญกับความตายในครั้งนี้ก็ตาม
จากนั้นไม่นานเปลือกตาของนางก็ค่อย ๆ ปิดลง พร้อมกับลมหายใจสุดท้ายที่หลุดลอยไป
หลังจากหลินซูหนานสิ้นใจ คนในตระกูลหลินก็ต้องมารับชะตากรรมเดียวกัน พวกเขาถูกจับกุมและประหารชีวิตทั้งหมด ความอยุติธรรมนี้ ทำให้ตระกูลหลินต้องมาสิ้นสุดลงในรุ่นของหลินซูหนาน
ข่าวการสิ้นสุดของตระกูลหลินแพร่กระจายไปทั่วแคว้น ผู้คนบางส่วนรู้สึกเศร้าโศก และเสียดายต่อความสูญเสียของตระกูลที่จงรักภักดีกับราชสำนักมาอย่างช้านาน
แต่ก็มีผู้คนบางส่วนที่ยินดี และสนับสนุนการกระทำของหวังจื่อรั่ว รวมถึงสนับสนุนให้เสนาบดีฝ่ายเหนือบิดาของนางขึ้นรับตำแหน่งเป็นราชครูคนต่อไป
แสงแดดอ่อน ๆ ของยามเช้าส่องกระทบลงบนใบหน้าของหวังจื่อรั่ว นางหลับตาลงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และปล่อยออกมาด้วยความพึงพอใจ รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนริมฝีปาก เมื่อคิดถึงความสำเร็จที่ได้กำจัดหลินซูหนานและสกุลหลินไปแล้ว
นางยกถ้วยชาขึ้นมาจิบช้า ๆ ลิ้มรสชาอันหอมกรุ่นที่เพิ่งชงใหม่ ๆ รสชาติของชาทำให้นางรู้สึกผ่อนคลาย และดื่มด่ำไปพร้อมกับความสำเร็จที่ได้รับ
