บทที่ 5 ให้โอกาส

ตอนที่5 ให้โอกาส

ไพลิน

“ตัดสินใจได้หรือยัง” ระหว่างที่ฉันยืนดูวิวที่แสนสวยอยู่เสียงเข้มที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นด้านหลัง ฉันไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ว่าเสียงใคร มันก็มีอยู่คนเดียวนั่นแหละ

“อืม” ฉันตอบก้องภพออกไปเมื่อมันเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ ฉัน

“เอายังไง” แล้วก้องภพก็ถามเอาคำตอบจากฉันอีกครั้ง

“กูจะอยู่ที่นี่แหละ” ฉันบอกมันออกไปหลังจากคิดมาอย่างดีแล้ว

“จริงดิ?” ก้องภพถามออกมาอย่างดีใจเหมือนไม่อยากเชื่อคำพูดของฉัน

“หน้ากูเหมือนล้อเล่นหรือไง” ฉันหันไปตอบมันอย่างเหนื่อยใจ

“เออ เดี๋ยวกูติดต่อช่างให้มึงเลย” ก้องภพได้ยินแบบนั้นก็บอกออกมาอย่างกระตือรือร้นเหมือนกลัวฉันจะเปลี่ยนใจ แต่ไม่ค่อยจะรีบเลยนะเพื่อนฉัน

“กลัวกูเปลี่ยนใจหรือไง” ฉันหันไปแหย่มันกลับอย่างกวนอารมณ์มันทันที ก่อนจะมองวิวตรงหน้าต่อ

ตอนนี้ฉันมาพักผ่อนอยู่ที่เขาใหญ่ซึ่งมันก็ผ่านมาเป็นเดือนแล้ว สภาพทางด้านจิตใจของฉันมันก็ดีขึ้นมาระดับหนึ่งและฉันก็ตัดขาดทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับผู้ชายคนนั้นไปแล้ว และมันก็คงจะสมใจเขาแล้วเหมือนกันที่ได้อิสระเต็มที่

แต่ก็นะ ด้วยความที่มีคนเกี่ยวข้องรู้จักกันวนเป็นโซ่มันก็เลยทำให้ฉันได้ข่าวคราวของเขาเข้าหูฉันบ้างแม้ไม่อยากรับรู้เท่าไหร่ก็ตาม อย่างเรื่องที่เขาได้คบกับผู้หญิงคนนั้นอย่างเปิดเผยแล้ว แต่ฉันก็เลือกที่จะไม่สนใจและพยายามเลี่ยงที่จะได้ยินหรือเห็นเรื่องของเขา อีกทั้งให้ก้องภพเองก็ปิดเรื่องที่ฉันอยู่ที่นี่ไว้ด้วย

ที่นี่เป็นโรงแรมของครอบครัวก้องภพที่มาเปิดใหม่ได้ปีกว่าๆ เท่านั้น แต่ก็ได้รับความนิยมมากจนก้องภพมันต้องลงมาดูแลเองแบบนี้แหละ มันก็ชวนฉันมาอยู่ที่นี่ด้วย ฉันจึงตัดสินใจจะเปิดร้านกาแฟใหม่ที่นี่ไปด้วยเลย เพราะร้านเก่าที่ฉันเคยทำฉันขายไปแล้ว และฉันก็ชอบบรรยากาศที่นี่มาก ที่เที่ยวธรรมชาติเยอะมากและสวยๆ ทั้งนั้นเลย อีกอย่างมันเป็นที่ที่ไม่มีใครรู้จักเรา มันเลยเหมาะที่จะอยู่เริ่มต้นใหม่

หลายเดือนต่อมา...

วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ จากวันเป็นเดือน จากหนึ่งเดือนกลายเป็นหลายเดือน ทุกอย่างของฉันที่นี่ก็ลงตัวหมดอย่างดี ฉันเองก็มีความสุขกับชีวิตใหม่ของฉันที่นี่เหมือนกัน และฉันก็ต้องขอบคุณคนที่อยู่ข้างฉันตั้งแต่เด็กจนถึงตอนนี้มันก็ยังไม่หนีหรือทิ้งฉันไปไหนอย่างเพื่อนของฉัน ไอ้ก้องภพ

“ไพลิน” น้อยครั้งที่ก้องภพจะเรียกชื่อฉันเต็มๆ แบบนี้ มันทำให้ฉันฟังแล้วทะแม่งๆ ยังไงไม่รู้

“ทำไมมึงต้องเรียกกูซะเต็มยศขนาดนั้นด้วย” ฉันเงยหน้าถามมันอย่างสงสัยและระแวงไม่น้อย เพราะตอนนี้เรานั่งกินเข้าเย็นกันอยู่ที่ระเบียงที่สามารถมองเห็นวิวเขาได้กว้างมากกกก

“กูกับมึงรู้จักกันมานานแล้ว จะบอกว่ารู้จักกันมาตั้งแต่จำความได้ก็ว่าได้” แล้วก้องภพก็เริ่มพูดขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มระหว่างเรา ซึ่งก็ไม่ได้ผิดจากที่มันพูด

“.....” ฉันมองก้องภพเริ่มพูดอะไรแปลกๆ ออกมา ทำให้ฉันมองมันตาค้างทันทีกับความจริงจังที่หาได้ยากของมัน

“กูรู้ว่ามึงคิดกับกูแค่เพื่อน แต่สำหรับกูมึงเป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งครอบครัว เป็นทั้งคนรู้ใจ หรือจะพูดง่ายๆ ว่าเป็นทุกอย่างสำหรับกู และอีกอย่างที่กูอยากให้มึงเป็นให้กู...” ก้องภพหยุดพูดแล้วสื่อแววตาออกมา ซึ่งฉันรู้ว่ามันกำลังจะพูดอะไร

“.....” ฉันมองมันนิ่งๆ เหมือนเดิม ยังคงไม่มีคำใดที่จะพูดกับมันออกไป

“กูชอบมึงมานานแล้ว จนถึงตอนนี้กูก็ชอบมึง” แล้วมันก็พูดความรู้สึกของมันออกมาอย่างตรงไปตรงมา

“.....” และฉันก็รู้มาตั้งแต่ตอนที่ฉันคบกับผู้ชายคนนั้นได้สักพักแล้วว่าก้องภพคิดกับฉันมากกว่าเพื่อน เพราะตอนแรกฉันก็สงสัยว่าทำไมผู้ชายคนนั้นเขาไม่ชอบก้องภพ แต่เขาก็บอกเสมอว่าผู้ชายมันดูกันออกเหมือนที่ผู้หญิงมองกันออกมานั่นแหละ

อีกทั้งตอนนั้นฉันไปหาผู้ชายคนนั้นที่คณะ บังเอิญไปได้ยินตอนที่เขาสองคนทะเลาะกัน แล้วก้องภพก็พูดออกจากปากตัวเองเลยว่ามันคิดกับฉันมากกว่าเพื่อนจริงๆ แต่ไม่ได้หวังครอบครอง และที่สำคัญมันก็วางตัวกับฉันเป็นเพื่อนตามปกติทำให้ฉันไม่อึดอัดเวลาอยู่กับมัน

“มึงให้โอกาสกูได้ดูแลมึงในฐานะที่มากกว่าเพื่อน ในฐานะที่ผู้ชายคนหนึ่งเขาดูแลผู้หญิงคนหนึ่งได้ไหม” ก้องภพขอฉันออกมาอย่างจริงจัง พร้อมกับสายตาที่กำลังรออย่างมีความหวัง

“สถานะของเพื่อนมันมั่นคงที่สุดมึงก็รู้” ฉันไม่ได้จะปฏิเสธมัน แต่ฉันแค่อยากย้ำให้มันแน่ใจอีกสักครั้งเพราะฉันเองก็ไม่อยากให้เราสองคนต้องกลายเป็นคนอื่นแล้วลำบากใจที่จะเจอกันในสักวัน

“กูรู้ มึงกับกูก็ยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม แค่เพิ่มเติมความพิเศษเข้าไปอีก” แล้วมันก็ตอบรับอย่างไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

แต่ไม่คิดว่าเพื่อนฉันมันจะมีโมเม้นแบบนี้ เห็นแบบนี้ก้องภพมันก็ผ่านผู้หญิงมาเยอะนะ แต่มันก็ไม่ได้ว่าเอาไม่เลือกขนาดนั้น

“แล้วมึงแน่ใจเหรอ ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น เราจะไม่เปลี่ยนไป” ฉันถามิส่งที่กังวลและอยากรักษาไว้ให้ดีที่สุดไว้

“กูบอกมึงแล้วว่าเรายังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม แค่ความพิเศษของกูคือมีสิทธิ์จะแสกนผู้ชายที่เข้ามาหามึง หวงมึงจากแค่ที่เคยห่วง แล้วเมื่อไหร่ที่มึงพร้อมจะให้กูเป็นแฟนมึงก็ค่อยบอกกู...”

“หรือถ้ามึงอยู่กับกูแล้วรู้สึกว่ากูเป็นได้แค่เพื่อนมึงจริงๆ มึงก็บอกกูได้ กูยอมรับการตัดสินใจของมึง แล้วเรื่องนี้ก็จบเราก็ทิ้งความพิเศษนั้นไปแค่นั้น” ก้องภพอธิบายออกมายาวเหยียดทีเดียวให้ฉันเข้าใจ พูดสิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ไม่ได้กดดันเร่งรัดหรือเอาสถานะชัดเจนอะไรในตอนนี้

“มึงแน่ใจว่ามึงจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้” ฉันถามกลับไปอีกครั้งเพื่อความมั่นใจในตัวมันว่าจะทำได้จริงๆ อย่างที่พูดหรือเปล่า

“กูชอบมึงมานานแล้ว แล้วมึงเคยเห็นกูเปลี่ยนไปจากเดิมไหมล่ะ อีกอย่างที่กูบอกความรู้สึกเพราะกูไม่อยากปิดบังมึงอีก ตอนนั้นมึงยังมีแฟนกูเลยไม่อยากทำให้มึงลำบากใจ...”

“แต่ตอนนี้มึงไม่มี กูเลยเลือกจะพูดมันออกไป” แล้วก้องภพก็ย้อนถามควาไม่สบายใจของฉันออกมาให้นึกย้อนกับทีผ่านมร

ซึ่งอันนี้ไม่เถียงว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ  มันไม่เคยเปลี่ยนไปเลย มันยังคงวางตัวเป็นเพื่อนและทำหน้าที่เพื่อนได้อย่างไม่มีอะไรแปลกไปหรือให้ใครอึดอัดใจได้เลย

“ก็ได้ กูให้โอกาสมึง ตอนนี้มึงก็เป็นเพื่อนที่เพิ่มความพิเศษขึ้นมา” ฉันเงียบใช้ความคิดกับตัวเองอีกนิด ก่อนจะตัดสินใจตอบก้องภพกลับไปจากความรู้สึกที่มันไม่ได้มีอะไรเสียหายเลยสักอย่าง

“มึงพูดแล้วนะ ต่อไปกูเป็นผู้ดูแลมึงแล้วนะ” ก้องภพรีบถามกลับด้วยรอยยิ้มคาดคั้นทันที

แล้วแบบนี้มันจะให้ฉันคิดกับมันมากกว่าเพื่อนได้ยังไงกันล่ะ มันทำตัวอยู่ในเส้นที่ยังคงความเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันไม่เปลี่ยนอ่ะ หรือถ้าจะมากกว่าเพื่อนก็เหมือนพ่อคนที่สองมากกว่าซะอีก

แต่ในเมื่อมันอยากลองทำหน้าที่นี้ดู ฉันก็จะลองให้มันได้ทำดูสักครั้ง อีกอย่างมันเป็นคนที่ดีที่สุดกับฉันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าวันหนึ่งฉันจะรักมันมากกว่าเพื่อนฉันก็ไม่เสียใจเหมือนกัน

“เออ กูเคยหลอกมึงเหรอ” ฉันยืนยันออกไปอย่างที่ผ่านการคิดมาดีแล้ว เพราะกลัวมันจะคิดว่าฉันหลอกจนร้องไห้ออกมาก่อน

“เยส!!! มึงน่ารักที่สุดเลย” แล้วมันก็ไม่ปิดบังความตื่นเต้นดีใจของตัวเองเลยสักนิด พร้อมกับชมฉันออกมาอย่างประจบประแจงอีกด้วย

“อันนี้กูรู้นานแล้ว” ฉันยักไหล่ตอบกลับอย่างไม่จริงจังกับสิ่งที่มันพูด

“เรื่องหลงตัวเองกูยกให้” แล้วมันก็ว่าออกมาอย่างกวนประสาทอีกครั้ง

แต่ฉันไม่สนใจหรอกไหวไหล่ให้กับมันอย่างไม่สนใจ ก่อนจะกินข้าวต่อ เพราะนอกจากเวลาจะเย็นแล้วตอนนี้อาหารก็คงจะเย็นแล้วเหมือนกัน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป