บทที่ 1 ทฤษฎีเอาตัวรอด

โรงอาหารกลางของมหาวิทยาลัยในช่วงพักเที่ยง เต็มไปด้วยเสียงจอแจและไอร้อนที่เครื่องปรับอากาศตัวเก่าต้านทานแทบไม่ไหว

ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น ร่างเพรียวบางของ กิ่งฟ้า กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาจัดการข้าวไข่เจียวราคาสี่สิบบาทอย่างตั้งใจ สำหรับเด็กทุนที่ต้องคำนวณค่าใช้จ่ายทุกบาททุกสตางค์อย่างเธอ อาหารมื้อนี้ถือว่าคุ้มค่าและให้พลังงานเพียงพอสำหรับการไปเข้ากะทำงานพาร์ตไทม์ในตอนเย็น

ทว่า... ความสงบสุขของเธอก็ถูกทำลายลงในวินาทีต่อมา

“แกต้องไปสิงในคลาสแทนฉัน!”

เสียงใสแจ๋วของ มะนาว ดังขึ้นพร้อมกับฝ่ามือขาวผ่องที่ประดับด้วยแหวนเพชรเม็ดเล็ก ตบป้าบลงบนโต๊ะสเตนเลสราวกับกำลังประกาศวาระแห่งชาติ ไม่ใช่แค่การขอร้องให้เพื่อนไปนั่งเช็กชื่อแทน

กิ่งฟ้าชะงักช้อนในมือ เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิทในชุดนักศึกษาที่ถูกดัดแปลงให้เข้ารูปเป๊ะปัง พร้อมกระเป๋าแบรนด์เนมใบละเหยียบแสนที่กระแทกวางลงบนโต๊ะด้วยสายตาราบเรียบ

“ไม่ไป”

“โหย ใจร้ายชะมัด!”

มะนาวทำหน้าสลดเกินเบอร์ ทรุดตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม

“นี่เพื่อนรักแกนะ”

“เพราะเป็นเพื่อนไง ถึงยังนั่งฟังแกพล่ามอยู่นี่”

กิ่งฟ้าตอบหน้าตาย พลางตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก

“วิชาหลักการตลาดองค์กรวันนี้ อาจารย์ดุมากใช่มั้ย”

“ก็ใช่ไง! ถึงต้องเป็นแก คนอื่นฉันไม่ไว้ใจ ป๊าฉันขู่ไว้ว่าถ้าเทอมนี้เกรดวิชาบริหารตกอีกล่ะก็ จะยึดบัตรเครดิตแล้วส่งไปเป็นเด็กฝึกงานที่บริษัทป๊าแน่ๆ แกก็รู้ว่าฉันเกลียดการถูกบังคับ!”

กิ่งฟ้าหลุดหัวเราะหึในลำคอ

“ฟังแล้วไม่ค่อยเหมือนคำชมเลยนะ”

มะนาวยกมือขึ้นประสานกันตรงหน้า ทำตาปริบๆ ท่าไม้ตายที่ใช้ทีไรคนรอบข้างก็พร้อมจะประเคนทุกอย่างให้คุณหนูทายาทอสังหาริมทรัพย์คนนี้... แต่น่าเสียดายที่กิ่งฟ้ามีภูมิต้านทานเรื่องนี้สูงระดับสิบ

“นะกิ่ง... ช่วยฉันหน่อย วันนี้ฉันมีนัดไปทำเล็บ เอ๊ย! ไปดูงานที่สตูดิโอกับลูกค้าคุณแม่”

“เมื่อกี้ยังบอกว่าจะไปทำเล็บอยู่เลย”

กิ่งฟ้าดักคออย่างรู้ทัน

“การทำเล็บคือการลงทุนด้านภาพลักษณ์ย่ะ!”          มะนาวเถียงหน้าเฉย

“อย่าดูถูกเรื่องเล็กๆ สิ มันคือการเตรียมพร้อมเพื่อคอนเนกชันในวงการไฮโซ”

“แกควรไปเรียนการตลาดเองมากกว่านะ”

 กิ่งฟ้าพึมพำ พลางรวบช้อนส้อม

“ดูมีแววแถแล้วรอด”

มะนาวยิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นว่าเพื่อนไม่ได้ตัดบทเด็ดขาด จึงรีบดันสมุดเลกเชอร์ปกหนังแท้เล่มใหม่เอี่ยมไปตรงหน้า

“ช่วยจดให้หน่อย เดี๋ยวเลี้ยงข้าวเย็น”

“ฉันมีข้าวกิน”

“งั้นชานมไข่มุกร้านโปรดแก”

“ไม่”

“หมูกระทะพรีเมียม”

“มะนาว...”

“โอเคๆ! งั้นให้เป็นค่าจ้างจดเลกเชอร์!”

กิ่งฟ้าวางช้อนลงช้าๆ เงยหน้าสบตาเพื่อนตรงๆ มะนาวยิ้มแห้ง รู้ตัวทันทีว่าเผลอเหยียบกับระเบิดเข้าให้แล้ว

ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ปีหนึ่ง แตกต่างกันราวฟ้ากับดิน มะนาวรูดบัตรเครดิตคล่องพอๆ กับการหายใจ ส่วนกิ่งฟ้าคือเด็กกำพร้าที่ต้องสู้ชีวิตส่งตัวเองเรียน แต่สิ่งหนึ่งที่มะนาวรู้ดี... คือกิ่งฟ้าเกลียดการถูกสงสาร และเกลียดการถูกเอาเงินมาฟาดหัวที่สุด

“ฉันหมายถึง... แกเสียเวลาไปนั่งเรียนแทนฉัน ฉันก็แค่จะตอบแทนตามมารยาทเพื่อนที่ดีไง”

มะนาวรีบกู้สถานการณ์

“เพื่อนที่ดีต้องไม่ปล่อยให้เพื่อนไปเผชิญหน้ากับวิทยากรสุดโหดลำพังป่ะ!”

กิ่งฟ้าขมวดคิ้ว

“วิทยากร?”

มะนาวรีบฉวยโอกาสเปิดสมาร์ตโฟนแล้วยื่นหน้าจอมาให้ดู ภาพบนนั้นคือโปสเตอร์โปรโมตรายวิชาประจำสัปดาห์ พร้อมรูปถ่ายของผู้ชายคนหนึ่งในชุดสูทสีเข้ม

คุณวายุ วรโชติ ประธานกรรมการบริหาร วรโชติกรุ๊ป วิทยากรพิเศษหัวข้อ

“กลยุทธ์องค์กรยุคใหม่ กับการอ่านเกมตลาดที่เปลี่ยนเร็วกว่าใจคน”

กิ่งฟ้ากวาดตามองรูปนั้นสั้นๆ ผู้ชายในภาพหน้าตาหล่อเหลาคมคายในแบบที่ไม่จำเป็นต้องยิ้มให้ใครก็ทำให้คนมองรู้สึกยำเกรง นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นจ้องมองมาผ่านเลนส์กล้องด้วยความมั่นใจที่ทั้งเย่อหยิ่งและเย็นชา

“อ้อ... แล้ว?”

เธอผลักมือถือคืนให้

“แล้วอะไรล่ะ!”

มะนาวแทบจะเขย่าโต๊ะ

“เขาคือคุณวายุ วรโชติเลยนะ! แกไม่รู้จักจริงดิ! ผู้ชายที่นิตยสารธุรกิจแทบจะกราบขอคิวขึ้นปก! หล่อ รวย โหดเหี้ยม และไม่เคยเห็นหัวใคร! ข่าววงในบอกว่าฮีเพิ่งไล่ผู้บริหารระดับสูงออกรวดเดียวสามคนเพราะทำยอดตก!”

กิ่งฟ้าหรี่ตามองเพื่อนสาว

“ฟังดูเหมือนแกอยากไปส่องเขาเองมากกว่านะ”

“อยากส่องก็ใช่ แต่ไม่อยากนั่งสั่นสามชั่วโมงในห้องแอร์กับคนที่ขึ้นชื่อว่าถามจี้เหมือนสอบสวนนักโทษ ถ้าอาจารย์ไม่บอกว่าจะเอาสไลด์ของเขาไปออกข้อสอบ ฉันก็ไม่มาขอร้องแกหรอกไอ้เพื่อนรัก”

มะนาวพูดตรงไปตรงมา

“แต่แกน่าจะชอบนะ”

“ทำไมฉันต้องชอบ”

“เพราะแกเป็นพวกชอบเถียงอาจารย์ในใจไง”

กิ่งฟ้าหลุดยิ้มมุมปาก

“ในใจ?”

“โอเค บางทีก็เถียงออกเสียง”

 มะนาวรีบคว้ามือเพื่อนเมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มอารมณ์ดีขึ้น

“เอาอย่างนี้ ช่วยฉันคาบนี้ ฉันเลี้ยงข้าวเย็นทั้งอาทิตย์เลย”

“เว่อร์ไป”

“สามวัน”

“ไม่”

“สองวันบวกกาแฟสดทุกเช้า”

กิ่งฟ้าถอนหายใจยาวอย่างระอาใจ ส่ายหน้าเบาๆ ให้กับความตื๊อที่ไม่เคยมีใครเอาชนะได้ สมองอันชาญฉลาดคำนวณความคุ้มค่าอย่างรวดเร็ว กาแฟสดสองแก้วกับข้าวสองมื้อ ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าเธอไปได้เกือบสามร้อยบาท... เงินจำนวนนี้ต่อชีวิตเธอได้อีกหลายวัน

“ช่วยแค่คาบนี้คาบเดียวนะ”

มะนาวแทบกรี๊ดลั่นโรงอาหาร

“รักที่สุด!”

“แต่ตกลงกันก่อน ฉันแค่เข้าไปนั่งเรียน เอาหูไปฟัง เอาสมาธิไปจดเลกเชอร์เพื่อให้แกได้มีอ่านก่อนสอบ แต่จะไม่ยกมือขานรับเช็กชื่อเป็นชื่อแกเด็ดขาด”

“ได้หมดเลยเพื่อนรัก! แค่มีตัวแทนหมู่บ้านไปนั่งในคลาส จดประเด็นสำคัญมาให้ ฉันก็สบายใจแล้ว”

“ตรรกะพังพินาศมาก”

“คนสวยและรวยมากมักมีตรรกะเป็นของตัวเองเสมอจ้ะ”

 มะนาวยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะรัวนิ้วกดยุกยิกบนหน้าจอโทรศัพท์ ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงแจ้งเตือนโอนเงินก็ดังขึ้นจากเครื่องของกิ่งฟ้า

กิ่งฟ้าหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแล้วขมวดคิ้วมุ่น   “มะนาว โอนมาทำไมห้าร้อย”

“ค่ารถจ้ะค่ารถ!”

 อีกฝ่ายชิงพูดรัวเร็ว

“อย่าทำหน้านิ่งใส่ฉันสิ ฉันกลัวนะเว้ย”

“มหา’ลัยเดียวกัน เดินข้ามตึกไปสิบนาทีก็ถึง จะมีค่ารถอะไร”

“งั้นถือซะว่าเป็นค่าชดเชยความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ที่ต้องไปนั่งทนฟังผู้ชายหล่อดุตั้งสามชั่วโมงก็แล้วกัน”

บทถัดไป