บทที่ 2 ตอนที่ 1 (60%)

ภวัตยังไม่ตอบในทันที เขามองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา ดวงตาคมกวาดผ่านเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบง่าย กระโปรงสีอ่อนที่ดูไม่ได้แพงแต่สะอาดตา ป้ายชื่อร้านดอกไม้เล็ก ๆ ที่ติดอยู่บนอก และมือเล็กที่จับแจกันร้าวไว้แน่นจนปลายนิ้วขาวซีด

“คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” ภวัตถามเสียงต่ำอย่างสงบ ทั้งที่คนรอบข้างต่างคาดว่าเขาจะตำหนิเธออย่างรุนแรง

“ไม่ค่ะ พิมพ์ไม่เจ็บค่ะ แต่สูทของคุณเปียกหมดเลย พิมพ์ขอโทษนะคะ พิมพ์จะรับผิดชอบ               ทุกอย่างค่ะ” พิมพ์พิศารีบพูดออกมายาวเหยียดด้วยความตกใจ ดวงตากลมโตเริ่มมีน้ำคลอเพราะกลัวว่าเรื่องนี้จะทำให้ร้านดอกไม้เดือดร้อน

“รับผิดชอบทุกอย่าง?” ภวัตทวนคำช้า ๆ ขณะมองเธอนิ่งกว่าที่ควรจะเป็น

“ค่ะ ถ้าต้องส่งซักหรือซ่อม พิมพ์จะจ่ายให้ค่ะ ถึงอาจจะต้องขอผ่อนก็ได้ แต่พิมพ์ไม่หนีแน่นอนค่ะ” พิมพ์พิศาตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง แม้ริมฝีปากจะสั่นน้อย ๆ เพราะรู้ดีว่าสูทตัวนี้คงแพงเกินกว่าค่าแรงทั้งเดือนของเธอ

เลขาของภวัตที่ยืนอยู่ไม่ไกลเกือบหลุดสีหน้าแปลกใจ แขกบางคนมองหญิงสาวอย่างนึกขำ บางคนมองอย่างตำหนิ แต่ภวัตกลับไม่รู้สึกอยากหัวเราะเลยสักนิด

เขาเคยเจอผู้หญิงมากมายที่พยายามสร้างสถานการณ์เพื่อให้ได้เข้าใกล้เขา บ้างแกล้งทำแก้วไวน์หกใส่ บ้างแกล้งเดินสะดุด บ้างแกล้งลืมของไว้เพื่อหาเรื่องคุยต่อ แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับแตกต่างโดยสิ้นเชิง เธอกลัวจริง กังวลจริง และพร้อมรับผิดชอบจริง ทั้งที่ไม่มีทางรู้เลยว่าตัวเองจะชดใช้ไหวหรือไม่ความจริงใจแบบนั้นทำให้ภวัตนิ่งไปชั่ววินาที

“คุณชื่ออะไร” ภวัตถามออกไปโดยไม่ละสายตาจากใบหน้าหวานที่กำลังตื่นตระหนก

“พิมพ์พิศาค่ะ พิมพ์ทำงานที่ร้านดอกไม้ที่รับจัดงานคืนนี้ค่ะ” เธอตอบอย่างรวดเร็วพร้อมก้มศีรษะอีกครั้ง คล้ายอยากทำตัวให้เล็กที่สุดเพื่อไม่ให้เขาโกรธมากกว่าเดิม

“พิมพ์พิศา” ภวัตเอ่ยชื่อเธอเบา ๆ ราวกับต้องการจำให้ขึ้นใจ

“ค่ะ พิมพ์พิศา ศิริกานต์ค่ะ ถ้าคุณต้องการข้อมูลติดต่อ พิมพ์ให้เบอร์โทรกับที่อยู่ร้านไว้ได้เลยค่ะ” หญิงสาวรีบอธิบายด้วยความกลัวว่าเขาจะคิดว่าเธอไม่มีความรับผิดชอบ

“ผมยังไม่ได้บอกว่าจะเอาเรื่องคุณ” ภวัตพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่ประโยคนั้นกลับทำให้พิมพ์พิศาชะงักไปทันที

“แต่ว่าพิมพ์ทำสูทคุณเปียก แล้วยังทำแจกันของงานเสียด้วยค่ะ” เธอพูดเบาลงกว่าเดิม พลางเหลือบมองรอยเปียกบนอกเสื้อเขาอย่างรู้สึกผิดจนแทบอยากร้องไห้

“แจกันไม่ใช่ปัญหา ส่วนสูทก็แค่เปียก” ภวัตตอบเหมือนมันเป็นเรื่องเล็กน้อย ทั้งที่คนรอบข้างรู้ดีว่าสูทตัวนั้นราคาอาจเท่ากับเงินเดือนหลายเดือนของพนักงานทั่วไป

“สำหรับคุณอาจจะเป็นแค่สูทเปียก แต่สำหรับพิมพ์มันเป็นความผิดที่พิมพ์ต้องรับผิดชอบค่ะ” พิมพ์พิศาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ น้ำเสียงยังสั่น แต่ความตั้งใจในดวงตากลับชัดเจนจนภวัตมองเห็น

ประโยคนั้นทำให้บางอย่างในอกของภวัตสะดุดเบา ๆ         เขาไม่คุ้นกับคนที่ไม่หาข้ออ้าง ไม่โยนความผิดให้สถานการณ์ ไม่พยายามเอาตัวรอดด้วยการยิ้มหวานหรือออดอ้อน แต่เลือกยืนรับความผิดทั้งที่ตัวเองกลัวจนหน้าซีด

“ถ้าอย่างนั้นคุณอยากรับผิดชอบยังไง” ภวัตถาม พลางมองเธอด้วยแววตาที่ลึกขึ้นกว่าเดิม

“พิมพ์จะจ่ายค่าซักสูทให้ค่ะ แล้วถ้าแจกันต้องชดใช้ พิมพ์ก็จะชดใช้ให้ร้านหรือโรงแรมค่ะ แต่ขอให้พิมพ์ผ่อนได้ไหมคะ พิมพ์ยังเรียนอยู่ แล้วแม่พิมพ์ก็ไม่ค่อยสบาย พิมพ์อาจไม่มีเงินก้อนตอนนี้ แต่พิมพ์สัญญาว่าจะไม่ผิดคำพูดค่ะ” พิมพ์พิศาอธิบายยาวด้วยน้ำเสียงที่พยายามเข้มแข็ง แต่ท้ายประโยคกลับเบาจนแทบจมหายไปกับเสียงดนตรี

ภวัตมองหยดน้ำที่เกาะอยู่ตรงปลายคางเล็กของเธอ ไม่รู้ว่าเป็นน้ำจากแจกันหรือเหงื่อจากความตื่นกลัวกันแน่ เขาควรจบบทสนทนานี้ง่าย ๆ ด้วยการบอกว่าไม่เป็นไร แล้วปล่อยให้พนักงานพาเธอออกไป แต่เขากลับไม่อยากให้เธอหายไปจากสายตาเร็วขนาดนั้น ความรู้สึกนี้แปลกเกินไปสำหรับผู้ชายอย่างภวัต

“ผมไม่ต้องการเงินของคุณ” เขาพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ ขณะเลขาของเขาเลิกคิ้วเล็กน้อยเพราะไม่คาดว่าจะได้ยินคำตอบแบบนั้น

“แล้วคุณต้องการให้พิมพ์ทำอะไรคะ” พิมพ์พิศาถามอย่างไม่สบายใจ เพราะคนอย่างเธอรู้ดีว่าโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ

“จัดดอกไม้ให้ผมหนึ่งช่อ” ภวัตตอบช้า ๆ เหมือนเพิ่งคิดขึ้นได้ ทั้งที่แท้จริงแล้วเขาอยากหาเหตุผลให้เธอต้องกลับมาพบเขาอีกครั้ง

“คะ?” พิมพ์พิศาเผลอทำหน้าสับสนจนดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างน่าเอ็นดู

“ถ้าคุณรู้สึกผิดจริง ก็จัดดอกไม้ช่อใหม่ให้ผมสักช่อหนึ่ง ไม่ต้องแพง ไม่ต้องใหญ่ แค่เลือกเองกับมือก็พอ” ภวัตอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่ดวงตากลับจับอยู่ที่ใบหน้าเธอราวกับไม่อยากพลาดปฏิกิริยาแม้แต่นิดเดียว

“แค่นั้นจริง ๆ เหรอคะ” พิมพ์พิศาถามอย่างไม่แน่ใจ เพราะข้อเรียกร้องของเขาดูง่ายเกินไปเมื่อเทียบกับความเสียหายที่เธอก่อ

“สำหรับตอนนี้ แค่นั้นก็พอ” ภวัตตอบ และคำว่า “สำหรับตอนนี้” ที่หลุดออกมาอย่างแผ่วเบานั้นมีความหมายลึกกว่าที่หญิงสาวเข้าใจ

“ถ้าอย่างนั้นพิมพ์จะจัดให้ดีที่สุดค่ะ พรุ่งนี้พิมพ์จะเอามาส่งให้ที่โรงแรมนะคะ” เธอตอบด้วยความโล่งใจเล็กน้อย แม้หัวใจยังเต้นแรงไม่หาย

“ไม่ต้องรีบจนทำตัวเองลำบาก เอาเวลาที่คุณสะดวก” เขาพูดพลางก้มมองมือเล็กที่ยังจับแจกันร้าวไว้แน่นจนเขากลัวว่าเศษแก้วจะบาดเธอมากกว่าเสียดายแจกัน

“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่ไม่เอาเรื่องพิมพ์” เธอกล่าวพร้อมก้มศีรษะให้อย่างจริงใจจนปอยผมอ่อนหล่นลงข้างแก้ม

ภวัตเกือบยื่นมือไปปัดปอยผมนั้นให้ แต่เขาห้ามตัวเองไว้ทัน ความคิดนั้นเกิดขึ้นเร็วและแปลกเสียจนเขาเองยังต้องขมวดคิ้วกับตัวเอง

“เอาแจกันให้พนักงานจัดการเถอะ มือคุณอาจโดนแก้วบาด” ภวัตบอกด้วยน้ำเสียงที่ยังคงนิ่ง แต่แฝงความใส่ใจอย่างที่คนสนิทของเขาคงสังเกตได้ทันที

“อ้อ ค่ะ พิมพ์ลืมไปเลยค่ะ” พิมพ์พิศารีบก้มมองแจกันในมือ ก่อนจะค่อย ๆ ส่งให้พนักงานโรงแรมที่เดินเข้ามารับอย่างระมัดระวัง

ในจังหวะนั้นปลายนิ้วของเธอมีรอยแดงบาง ๆ จากการถูกขอบแก้วครูด ภวัตมองเห็นทันที เขาหันไปหาเลขาโดยไม่ต้องรอให้ใครพูด

“พาคุณพิมพ์พิศาไปทำแผล แล้วให้คนจัดโต๊ะรับรองใหม่ให้เรียบร้อย” ภวัตสั่งเสียงเรียบ แต่แววตาที่มองเลขากลับจริงจังจนอีกฝ่ายรีบพยักหน้ารับทันที

“ค่ะ คุณภวัต” เลขาสาวตอบอย่างนอบน้อม ก่อนหันไปผายมือเชิญพิมพ์พิศาอย่างสุภาพ

“ไม่เป็นไรค่ะ แผลนิดเดียวเอง พิมพ์ยังต้องช่วยดูดอกไม้ในงานต่อค่ะ” พิมพ์พิศารีบปฏิเสธเพราะกลัวว่าจะทำให้ทุกอย่างยุ่งยากไปกว่านี้

“คุณจะช่วยงานต่อได้ดีกว่านี้ ถ้ามือไม่เจ็บ” ภวัตพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ดัง แต่หนักแน่นพอจะทำให้คนฟังปฏิเสธต่อไม่ออก

“ค่ะ ถ้าอย่างนั้นพิมพ์ขอรบกวนไม่นานนะคะ” เธอยอมรับในที่สุดพร้อมก้มหน้าลงเล็กน้อย ใบหน้าเริ่มมีสีเลือดกลับมาเพียงนิดเดียว

ภวัตยืนมองพิมพ์พิศาเดินตามเลขาออกไปจากโถงจัดเลี้ยง ร่างเล็กในชุดเรียบง่ายค่อย ๆ หายลับไปหลังบานประตูด้านข้าง ท่ามกลางสายตาของแขกหลายคนที่ยังมองตามด้วยความสนใจ แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรต่อหน้าผู้เป็นเจ้าของงาน

“คุณภวัตครับ เราคุยเรื่องเงื่อนไขการลงทุนต่อได้ไหมครับ” นักลงทุนคนเดิมเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง หลังเห็นว่าเหตุการณ์ตรงหน้าดูเหมือนจะจบลงแล้ว

“ได้ครับ” ภวัตตอบโดยหันกลับไปด้วยสีหน้าเรียบเฉยอีกครั้ง แต่สมาธิส่วนหนึ่งของเขากลับไม่อยู่ตรงนั้นอีกต่อไป

เขายังคงพูดคุยเรื่องธุรกิจได้อย่างไร้ที่ติ จำตัวเลขได้แม่น วิเคราะห์ผลตอบแทนได้คมชัด และตอบคำถามทุกข้อโดยไม่สะดุด แต่ภาพดวงตากลมโตที่มองเขาอย่างหวาดกลัวและจริงใจกลับลอยวนอยู่ในความคิดซ้ำ ๆ พิมพ์พิศา ชื่อของเธอเหมือนกลีบดอกไม้เล็ก ๆ ที่หล่นลงในผืนน้ำนิ่งของชีวิตเขา และทำให้เกิดระลอกคลื่นอย่างเงียบงัน

หลังทำแผลเสร็จ พิมพ์พิศากลับมาช่วยดูแลดอกไม้ในงานต่อ เธอพยายามไม่มองไปทางภวัตอีก เพราะทุกครั้งที่เห็นร่างสูงสง่าในชุดสูทเปียกเป็นรอยจาง ๆ ความรู้สึกผิดก็แล่นขึ้นมากดอกจนหายใจไม่ทั่วท้อง เธอบอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าพรุ่งนี้ต้องจัดดอกไม้ช่อที่ดีที่สุดมาให้เขา แม้ไม่รู้ว่าผู้ชายระดับนั้นจะพอใจกับดอกไม้จากเด็กส่งดอกไม้ธรรมดาอย่างเธอหรือไม่

งานเลี้ยงดำเนินไปจนถึงเกือบห้าทุ่ม แขกเหรื่อเริ่มทยอยกลับ พนักงานโรงแรมเก็บแก้วไวน์และจานอาหารอย่างเป็นระเบียบ ร้านดอกไม้ที่พิมพ์พิศาทำงานอยู่ส่งคนมารับอุปกรณ์บางส่วนกลับ เธอช่วยตรวจนับแจกันและอุปกรณ์จนแน่ใจว่าไม่ตกหล่น ก่อนจะเดินออกมาทางประตูหลังด้วยร่างกายเหนื่อยล้า

โทรศัพท์ในกระเป๋าผ้าสั่นเบา ๆ เธอหยิบขึ้นมาดู เห็นชื่อแม่ปรากฏบนหน้าจอ จึงรีบกดรับทันที

“แม่ยังไม่นอนอีกเหรอคะ พิมพ์บอกแล้วไงคะว่าไม่ต้องรอ เดี๋ยวพิมพ์กลับเองได้ค่ะ” พิมพ์พิศาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อได้ยินเสียงไอเบา ๆ ของมารดาจากปลายสาย

“แม่แค่อยากรู้ว่าลูกเลิกงานหรือยัง วันนี้กลับดึกมากไหม” ดารินถามด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง แต่ยังพยายามทำให้ลูกสาวสบายใจ

“เลิกแล้วค่ะ เดี๋ยวพิมพ์จะนั่งรถเมล์กลับ ถ้าไม่ทันก็เรียกวินหน้าปากซอยเอาค่ะ แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ” พิมพ์พิศาตอบพลางเดินออกจากประตูหลังโรงแรมไปยังทางเดินด้านข้างที่เงียบกว่าหน้าโถงใหญ่

“อย่าประหยัดจนลำบากตัวเองนักนะลูก ถ้าดึกมากก็นั่งแท็กซี่เถอะ” ดารินเตือนด้วยความเป็นห่วง แม้รู้ดีว่าเงินทุกบาทในบ้านต้องใช้อย่างระมัดระวัง

“พิมพ์ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ แม่กินยาหรือยังคะ” หญิงสาวถามกลับด้วยความห่วงใย พร้อมกระชับกระเป๋าผ้าใบเก่าบนไหล่

“กินแล้วลูก รีบกลับนะ แม่จะรอเปิดไฟไว้ให้” ดารินตอบอย่างอ่อนโยน ก่อนเสียงไอจะดังขึ้นอีกครั้งจนพิมพ์พิศาขมวดคิ้วด้วยความกังวล

“แม่ไม่ต้องรอนะคะ พักผ่อนเลย พิมพ์ถึงบ้านแล้วจะเข้าไปห่มผ้าให้เองค่ะ” พิมพ์พิศาพูดเสียงนุ่ม พยายามซ่อนความเหนื่อยและความกังวลไม่ให้แม่รับรู้

หลังวางสาย เธอถอนหายใจเบา ๆ แววตาที่เคยตกใจเพราะเหตุการณ์ในงานเลี้ยงเปลี่ยนเป็นความหนักอึ้งของชีวิตจริง เธอต้องหาเงินเพิ่ม ต้องพาแม่ไปตรวจตามนัด ต้องจ่ายค่าเทอมงวดถัดไป และตอนนี้ยังมีเรื่องชดใช้ความผิดพลาดในคืนนี้อีกหนึ่งเรื่อง แม้ภวัตจะบอกว่าไม่ต้องจ่ายเงิน แต่เธอก็ยังรู้สึกติดค้างเขาอยู่ดี

หญิงสาวก้มมองปลายนิ้วที่ถูกแปะพลาสเตอร์ไว้อย่างเรียบร้อย ภาพใบหน้าคมเข้มของผู้ชายคนนั้นลอยขึ้นมาในความคิดอีกครั้ง

เขาไม่ได้ดุอย่างที่เธอกลัว ไม่ได้ดูถูก ไม่ได้ทำให้เธออับอายต่อหน้าคนมากมาย ทั้งที่เขามีสิทธิ์ทำแบบนั้นได้ทุกอย่าง

“คนอะไร หน้านิ่งจนน่ากลัว แต่ก็ใจดีกว่าที่คิด” พิมพ์พิศาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ขณะเดินออกไปยังป้ายรถเมล์ด้วยหัวใจที่ยังไม่สงบ

เธอไม่รู้เลยว่า บนชั้นสูงของโรงแรม ด้านหลังกระจกใสบานใหญ่ มีสายตาคู่หนึ่งมองตามร่างเล็กของเธอไปจนลับสายตา

บทก่อนหน้า
บทถัดไป