บทที่ 8 ตอนที่ 2(100%)
เธอรีบเข็นรถดอกไม้ออกจากลิฟต์โดยมีพนักงานเข้ามาช่วย ภวัตมองตามแผ่นหลังเล็กที่ดูรีบร้อนหนีความใกล้ชิดนั้น แล้วมุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เธอไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้สึกอะไร
เธอแค่พยายามไม่รู้สึก และนั่นยิ่งทำให้เขาอยากอยู่ในชีวิตเธอมากขึ้นกว่าเดิม
เย็นวันเดียวกัน โรงแรมมีงานเลี้ยงรับรองนักลงทุนต่างชาติในห้องบอลรูมขนาดกลาง พิมพ์พิศากับทีมร้านดอกไม้ต้องอยู่จัดดอกไม้จนเกือบค่ำ เธอคิดว่าจะได้กลับทันทีหลังงานเริ่ม แต่กลับได้ยินเสียงซุบซิบของพนักงานบางคนตรงมุมทางเดินระหว่างเก็บอุปกรณ์
“เห็นคุณมนัสวีมาหรือยัง สวยมากเลยนะ เหมาะกับคุณภวัตสุด ๆ” พนักงานหญิงคนหนึ่งพูดเบา ๆ แต่เสียงยังดังพอให้พิมพ์พิศาที่เดินผ่านได้ยิน
“เขาว่าผู้ใหญ่สองบ้านอยากให้แต่งงานกันนี่นา ถ้าได้กันจริงก็เหมาะสมทุกอย่าง ทั้งฐานะ ทั้งธุรกิจ” อีกคนตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“แต่คุณภวัตไม่ค่อยสนใจผู้หญิงคนไหนเลยนะ มีคุณมนัสวีนี่แหละที่ดูเข้าถึงเขาได้” คนแรกพูดต่ออย่างมั่นใจ
พิมพ์พิศาชะงักเท้าโดยไม่ตั้งใจ ชื่อมนัสวีไม่ใช่ชื่อที่เธอรู้จัก แต่คำว่า “ผู้ใหญ่สองบ้านอยากให้แต่งงานกัน” กลับทำให้หัวใจเธอกระตุกแปลก ๆ เธอบอกตัวเองทันทีว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเธอเลย ภวัตเป็นใคร มีใครเหมาะสมกับเขา หรือจะแต่งงานกับใคร ล้วนไม่ใช่เรื่องที่เด็กส่งดอกไม้อย่างเธอควรใส่ใจ
แต่ทั้งที่บอกตัวเองแบบนั้น เธอกลับรู้สึกเหมือนมีบางอย่างหนัก ๆ กดทับอยู่กลางอก
เมื่อเธอเดินผ่านประตูห้องบอลรูมเพื่อจะนำกรรไกรจัดดอกไม้ไปเก็บ ภาพหนึ่งก็ปรากฏตรงหน้าและตอกย้ำความจริงที่เธอพยายามไม่คิด
หญิงสาวในชุดราตรีสีแชมเปญเดินเคียงข้างภวัตอย่างสง่างาม เธอสวยจัดแบบที่คนมองต้องเหลียวหลัง ผิวขาวผ่อง ใบหน้าแต่งอย่างประณีต ทุกท่วงท่าดูมั่นใจและคุ้นชินกับสังคมหรูหรา เธอหันไปพูดอะไรบางอย่างกับภวัต ก่อนยิ้มหวานและแตะท่อนแขนของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ
ภวัตไม่ได้ยิ้มตอบมากนัก แต่ก็ไม่ได้ดึงแขนหนี เขาเพียงฟังนิ่ง ๆ ตามแบบของเขา ขณะที่แขกหลายคนมองทั้งคู่ด้วยสายตาชื่นชมราวกับเห็นภาพที่เหมาะสมอย่างสมบูรณ์แบบ
“คุณภวัตคะ คืนนี้มนัสคิดว่าคุณควรอยู่คุยกับคุณพ่อของมนัสสักหน่อยนะคะ ท่านอยากคุยเรื่องแผนลงทุนใหม่กับคุณมาก แล้วก็...เรื่องที่ผู้ใหญ่คุยกันไว้ด้วยค่ะ” มนัสวีกล่าวด้วยน้ำเสียงหวานนุ่ม แววตาที่มองภวัตมีความเป็นเจ้าของซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน
“เรื่องลงทุนคุยได้ ส่วนเรื่องอื่นผมคิดว่าเคยตอบชัดเจนแล้ว” ภวัตตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่เย็นห่าง ทว่าในสายตาคนนอก มันอาจดูเหมือนการสนทนาระหว่างคนสนิทที่มีเรื่องส่วนตัวร่วมกัน
“คุณภวัตก็ยังดุเหมือนเดิมนะคะ แต่มนัสไม่ถือหรอกค่ะ เพราะรู้ว่าคุณเป็นคนแบบนี้” มนัสวีกล่าวพร้อมหัวเราะเบา ๆ ก่อนขยับเข้าใกล้เขาอีกนิดอย่างจงใจให้คนรอบข้างเห็น
พิมพ์พิศามองภาพนั้นเพียงครู่เดียวก็รีบหลบสายตา เธอรู้สึกเหมือนตัวเองไม่ควรยืนอยู่ตรงนี้ ไม่ควรฟัง ไม่ควรมอง และไม่ควรปล่อยให้หัวใจรู้สึกอะไรทั้งนั้น
หญิงสาวก้มหน้าลงแล้วรีบเดินออกจากบริเวณนั้นทันที มือที่ถือกรรไกรจัดดอกไม้กำแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
ภวัตหันมาทางประตูในจังหวะที่เธอกำลังเดินหายไปพอดี ดวงตาคมหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นแผ่นหลังเล็กที่คุ้นตาเดินเร็วผิดปกติ เขารู้ทันทีว่าเธอได้ยินบางอย่าง และอาจเห็นบางอย่างที่ทำให้เข้าใจผิด
“คุณภวัตคะ คุณฟังมนัสอยู่หรือเปล่าคะ” มนัสวีถามด้วยรอยยิ้มหวาน แต่แววตาเริ่มแข็งขึ้นเมื่อเห็นว่าเขามองตามใครบางคนไป
“ผมมีธุระ ขอคุยกับคุณพ่อคุณเรื่องงานทีหลัง” ภวัตกล่าวอย่างสุภาพ แต่ตัดบทชัดเจน ก่อนดึงแขนออกจากมือของเธออย่างแนบเนียน
“ธุระตอนนี้หรือคะ งานเพิ่งเริ่มเองนะคะ” มนัสวีถามเสียงอ่อน แต่รอยยิ้มเริ่มฝืนเมื่อรู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งไว้กลางงาน
“ใช่ ตอนนี้” ภวัตตอบสั้น ๆ แล้วเดินออกไปโดยไม่รอฟังคำทัดทาน
มนัสวียืนมองตามร่างสูงของเขาด้วยสายตาไม่พอใจ เธอหันไปทางประตูที่พิมพ์พิศาเพิ่งเดินผ่านไปเมื่อครู่ ความรู้สึกบางอย่างบอกเธอว่า ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่แค่พนักงานร้านดอกไม้ธรรมดาอย่างที่เห็น
ด้านพิมพ์พิศาเดินมาถึงทางเดินหลังโรงแรม เธอพยายามจัดเก็บอุปกรณ์ให้เร็วที่สุดเพื่อจะได้กลับร้าน ใจหนึ่งบอกว่าต้องรีบออกไปจากที่นี่ แต่อีกใจกลับสับสนจนไม่เข้าใจตัวเอง เธอไม่มีสิทธิ์รู้สึกอะไรกับภวัตเขาเป็นเจ้าของโรงแรม เป็นนักธุรกิจระดับสูง เป็นผู้ชายที่มีผู้หญิงสวยสง่าและเหมาะสมยืนข้าง ๆ ส่วนเธอเป็นเพียงลูกจ้างร้านดอกไม้ที่เคยทำแจกันร้าวใส่เขา ความใกล้ชิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นช่วงนี้อาจเป็นเพียงความสุภาพของเขา เป็นเพียงมารยาทของคนมีอำนาจที่เมตตาคนตัวเล็กกว่าเท่านั้น
“พิมพ์พิศา” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้หญิงสาวสะดุ้งจนเกือบทำกรรไกรในมือหล่น
เธอหันกลับไป เห็นภวัตยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว แสงไฟสีอุ่นจากเพดานทอดเงาลงบนใบหน้าคมเข้ม ทำให้ดวงตาของเขาดูลึกยิ่งกว่าเดิม
“คุณภวัต มีอะไรหรือเปล่าคะ” พิมพ์พิศาถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่แววตาของเธอไม่เหมือนเดิม มันมีความระวังและระยะห่างที่ภวัตสังเกตเห็นทันที
“คุณจะกลับแล้วหรือ” ภวัตถาม พลางก้าวเข้ามาใกล้ช้า ๆ
“ค่ะ งานดอกไม้เรียบร้อยแล้ว พิมพ์ต้องเอาอุปกรณ์กลับร้านค่ะ” เธอตอบพร้อมก้มหน้าลงเล็กน้อย ไม่สบตาเขานานเหมือนทุกครั้ง
“เมื่อครู่คุณเห็นอะไร” ภวัตถามตรงเกินไปตามนิสัยของเขา
พิมพ์พิศานิ่งไปทันที เธอไม่คิดว่าเขาจะถามออกมาตรง ๆ แบบนี้ และยิ่งไม่รู้ว่าตัวเองควรตอบอย่างไรโดยไม่ทำให้ดูเหมือนสนใจเรื่องส่วนตัวของเขา
“พิมพ์ไม่ได้ตั้งใจมองค่ะ แค่เดินผ่านเท่านั้นเอง” เธอตอบอย่างระมัดระวัง พยายามรักษาน้ำเสียงให้เป็นปกติ
“ผมไม่ได้ถามว่าตั้งใจหรือไม่ ผมถามว่าคุณเห็นอะไร” ภวัตกล่าวเสียงนิ่ง แต่ความจริงจังในดวงตาทำให้เธอหลบตาอีกครั้ง
“เห็นคุณอยู่กับแขกค่ะ พิมพ์เลยคิดว่าไม่ควรรบกวน” พิมพ์พิศาตอบเลี่ยง ๆ ขณะบังคับตัวเองไม่ให้พูดถึงผู้หญิงในชุดราตรีสีแชมเปญคนนั้น
“มนัสวีไม่ใช่คนรักของผม” ภวัตกล่าวออกมาโดยไม่อ้อมค้อม ราวกับอ่านใจเธอออกทั้งหมด
พิมพ์พิศาเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที หัวใจเต้นแรงอย่างไม่ทันตั้งตัว
“พิมพ์ไม่ได้ถามเรื่องนั้นนะคะ” เธอพูดเบา ๆ แต่ใบหน้าร้อนขึ้นเพราะรู้สึกเหมือนถูกจับได้ว่าแอบคิดมาก
“แต่คุณอยากรู้” ภวัตกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจจนหญิงสาวไปต่อไม่ถูก
“พิมพ์ไม่มีสิทธิ์อยากรู้เรื่องส่วนตัวของคุณค่ะ” พิมพ์พิศาตอบอย่างสุภาพ แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ภวัตไม่พอใจอย่างประหลาด
“ถ้าผมบอกว่าคุณมีสิทธิ์ล่ะ” เขาถามเสียงต่ำ ดวงตาคมจับอยู่ที่ใบหน้าหวานไม่วาง
พิมพ์พิศารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวบางลง เธอกำกรรไกรจัดดอกไม้แน่นขึ้น ก่อนจะค่อย ๆ สูดลมหายใจเพื่อเรียกสติ
“อย่าพูดแบบนั้นเลยค่ะ คุณภวัต คนอื่นได้ยินจะเข้าใจผิด พิมพ์เป็นแค่คนส่งดอกไม้ของร้านเล็ก ๆ ไม่เหมาะจะมีข่าวอะไรกับคุณหรอกค่ะ” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่ม แต่แฝงความเจ็บบาง ๆ ที่ตัวเองก็ไม่อยากยอมรับ
ภวัตมองเธอนิ่ง คำว่า “ไม่เหมาะ” จากปากเธอทำให้บางอย่างในอกของเขาตึงขึ้นอย่างไม่ชอบใจ เธอกำลังวางระยะห่างระหว่างเขากับเธอด้วยเหตุผลเรื่องฐานะ ทั้งที่เขาเพิ่งเริ่มทำให้เธอคุ้นกับการมีเขาอยู่ใกล้
“ใครบอกว่าคุณไม่เหมาะ” ภวัตถามเสียงต่ำลงกว่าเดิม
“ไม่ต้องมีใครบอกหรอกค่ะ พิมพ์รู้ตัวเองดี” เธอตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ ที่ไม่ได้สดใสเหมือนทุกครั้ง
“คุณชอบตัดสินตัวเองแทนคนอื่นหรือ” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่เริ่มแข็งขึ้นเล็กน้อย เพราะไม่ชอบเห็นเธอลดค่าตัวเอง
“พิมพ์ไม่ได้ตัดสินค่ะ พิมพ์แค่รู้ว่าชีวิตของเราต่างกันมาก คุณอยู่ในโลกที่พิมพ์แค่เดินผ่านก็ยังรู้สึกว่าตัวเองไม่ควรแตะต้องอะไรแรง ๆ ส่วนพิมพ์อยู่ในโลกที่ต้องคิดก่อนใช้เงินทุกบาท มันไม่ได้ผิดนะคะ แต่มันต่างกันจริง ๆ” เธอพูดออกมายาวกว่าที่ตั้งใจ น้ำเสียงแผ่วลงในท้ายประโยคเหมือนกลัวว่าตัวเองจะล้ำเส้น
ภวัตเงียบไป ดวงตาคมมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น เธอไม่ได้พูดเพื่อตัดพ้อ ไม่ได้พูดเพื่อเรียกร้องความสงสาร แต่พูดเพราะเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ และความเชื่อนั้นคือกำแพงที่เขาต้องหาทางข้ามไปให้ได้
“มนัสวีเป็นลูกสาวนักธุรกิจที่ครอบครัวผมรู้จัก ผู้ใหญ่บางคนอยากจับคู่ แต่ผมไม่เคยตกลง ไม่เคยรับปาก และไม่เคยคิดจะแต่งงานกับเธอ” ภวัตอธิบายชัดเจนทีละคำ ทั้งที่ปกติไม่เคยเสียเวลาอธิบายเรื่องส่วนตัวให้ใครฟัง
“คุณไม่จำเป็นต้องบอกพิมพ์ก็ได้ค่ะ” พิมพ์พิศาพูดเสียงเบา แต่หัวใจที่หนักอึ้งเมื่อครู่กลับค่อย ๆ เบาลงอย่างน่ากลัว
“จำเป็น” ภวัตตอบทันทีโดยไม่ลังเล
พิมพ์พิศานิ่งไปอีกครั้ง เธอมองเขาอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายอย่างเขาต้องมาอธิบายเรื่องนี้กับเธอ ทำไมต้องตามออกมา ทำไมต้องมองเธอเหมือนคำตอบของเธอสำคัญ
“เพราะอะไรคะ” เธอถามออกไปอย่างแผ่วเบา
ภวัตมองเธออยู่หลายวินาที ความจริงบางอย่างเกือบหลุดออกมาจากริมฝีปาก เขาอยากบอกว่าเพราะเขาไม่อยากให้เธอเข้าใจผิด อยากบอกว่าเขาไม่ต้องการให้เธอมองเขาเป็นผู้ชายของผู้หญิงคนอื่น อยากบอกว่าเขาเริ่มรอเวลาที่จะได้เจอเธอในแต่ละวันมากกว่ารอผลกำไรจากโครงการใหญ่เสียอีก แต่เขารู้ว่าพูดมากเกินไปตอนนี้ เธอจะตกใจและถอยหนี
เขาจึงเลือกคำตอบที่ปลอดภัยกว่า
“เพราะผมไม่ชอบให้คุณเข้าใจผิด” ภวัตกล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่ง แต่ความหมายกลับทำให้หัวใจของพิมพ์พิศาสั่นไหวอย่างหนัก
“พิมพ์ไม่ได้สำคัญขนาดนั้นหรอกค่ะ” เธอตอบเบา ๆ พร้อมหลุบตาลงเพื่อซ่อนความรู้สึกที่เริ่มควบคุมยาก
“อย่าตัดสินแทนผม” ภวัตกล่าวสั้น ๆ แต่น้ำเสียงหนักแน่นจนพิมพ์พิศาเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง
ทางเดินหลังโรงแรมเงียบลงราวกับทั้งโลกเหลือเพียงคนสองคน เสียงดนตรีจากห้องบอลรูมลอยมาเบาบางเหมือนอยู่ไกลแสนไกล พิมพ์พิศารู้ว่าตัวเองควรรีบกลับ ควรหยุดบทสนทนานี้ ก่อนที่หัวใจจะเผลอคิดไปไกลกว่าที่ควร
“พิมพ์ต้องกลับแล้วค่ะ เดี๋ยวที่ร้านจะรอ” เธอกล่าวพร้อมก้มศีรษะให้เขาอย่างสุภาพ
ภวัตมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ แม้ไม่อยากปล่อยให้เธอเดินไปทั้งที่ระหว่างเขากับเธอยังมีความคลุมเครือมากมาย
“กลับดี ๆ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ค่ะ ขอบคุณนะคะ แล้วก็...ขอบคุณที่อธิบายเรื่องเมื่อครู่ค่ะ” พิมพ์พิศาพูดเสียงเบา ก่อนรีบหันกลับไปเก็บอุปกรณ์และเดินออกจากทางเดินนั้น
ภวัตยืนมองตามเธอจนแผ่นหลังเล็กหายลับไปหลังประตูบริการ คราวนี้เขาไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้พอใจกับความบังเอิญที่ตัวเองสร้างขึ้นเหมือนหลายวันก่อน เพราะเขาเริ่มเห็นชัดว่าพิมพ์พิศาไม่ได้เป็นเพียงผู้หญิงซื่อ ๆ ที่จะเดินเข้ามาในชีวิตเขาได้ง่าย ๆ
เธอมีความกลัว มีศักดิ์ศรี และมีกำแพงสูงกว่าที่เขาคิด ที่สำคัญ เธอเริ่มถอยทันทีเมื่อรู้สึกว่าตัวเองอาจเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม
