บทที่ 10 10

เช้าวันต่อมารถของอาทยุตขับเข้ามาที่บ้านแบบตรงเวลาอย่างที่พูดไว้จริงๆ ท่านมีสีหน้าไม่ดีเท่าไหร่เดาว่าคงยังไม่รู้เรื่องอะไร เพียงแต่ได้รับคำสั่งจากบิดาของเธอเลยต้องรีบมา

“ไป ขึ้นรถไปได้แล้ว” วรเมธบอกลูกสาวเสียงเข้ม แววตายังคงดุดัน

“ตั้งใจเรียนแล้วกันนะ ส่วนจะเรียนอะไรนั่งคิดก่อนแล้วกัน ยังมีเวลาให้คิด” วุฒิภัทรคนที่ไม่เคยปลอบน้องสาววันนี้เขาต้องทำหน้าที่นั้นแทน เพราะวาริชาดวงตาบวมก่ำคงร้องไห้มาทั้งคืน

“อะไรกันพี่เมธ ผมเพิ่งมาถึงนะเนี่ย ให้นั่งพักก่อนไม่ได้เหรอ” ทยุตงงงวยเล็กน้อยที่ได้ยินพี่ชายตัวเองบอกให้หลานขึ้นรถไปเลย

“ไม่ต้อง พายัยวิวไปได้แล้ว” วรเมธไม่มีความสงสารหรือใจอ่อนให้กับลูกที่ชอบโกหก ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าวาริชากำลังยืนร้องไห้จนสะอื้น

“พี่บังคับหลานให้ไปเรียนที่กรุงเทพฯ หรือเปล่าเนี่ย”

“ตามใจมากจนเสียคน ดรอปมาตั้งสองปีแล้ว อยู่บ้านเฉยๆ ไม่สร้างประโยชน์อะไรให้สักอย่าง ขึ้นรถไปสิ !” คนเป็นพ่อตวาดใส่ลูกจนวาริชาสะดุ้ง ทยุตเห็นอย่างนั้นจึงกอดหลานเอาไว้

“ใจเย็นๆ สิพี่ หลานมันกลัวหมดแล้ว” นานๆ จะเห็นพี่ชายตัวเองเป็นแบบนี้ นี่คงทะเลาะอะไรกันมาถึงได้ดูโมโหจนเขาแปลกใจ “ไม่เป็นไรนะวิว ขึ้นรถเถอะลูก”

วาริชาฝืนตัวเล็กน้อย เธอเดินไปหาวรเมธก่อนจะไหว้คนเป็นพ่อทั้งที่ตัวยังสั่นเทาเพราะร้องไห้ ท่านไม่มองเธอด้วยซ้ำไป แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังอยากจะกอดท่าน               

“พ่อจ๋า หนูจะไปกรุงเทพฯ หนูสัญญาว่าจะตั้งใจเรียน” เธอจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอีกแล้ว จะตั้งใจเรียนรอวันที่บิดาไปงานรับปริญญาของเธอ “ฮึก กอดหนูหน่อยได้ไหม...”

วุฒิภัทรมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่โหวงเหวง เมื่อคนเป็นพ่อเลือกที่จะเดินกลับเข้าไปในบ้านแทนที่จะกอดลูกสาวคนเล็กตามคำขอ

“ตั้งใจเรียนล่ะ ถ้าถึงแล้วโทรบอกผมด้วยนะอา” ประโยคหลังวุฒิภัทรหันไปบอกกับทยุต ก่อนที่จะจับมือน้องสาวแล้วพาไปส่งขึ้นรถ

มีแค่ข้าวของจำเป็นเท่านั้นที่เธอจับยัดลงกระเป๋า นั่งรถมาไม่กี่ชั่วโมงก็มาถึงบ้านของอาทยุตซึ่งเป็นบ้านทาวน์โฮมมีสามชั้น ห้องนอนของเธออยู่ชั้นสาวเพราะอาบอกว่าท่านเดินขึ้นไม่ไหว

“เอกสารต่างๆ เตรียมมาหมดแล้วใช่ไหมวิว ถ้าขาดเหลืออะไรรีบบอกอานะ จะได้บอกให้พี่วุฒิเขาแฟกซ์มาให้” ทยุตสงสารหลานสาวตัวเองแต่เลือกที่จะไม่ถาม เพราะดูเหมือนจิตใจตอนนี้ยังบอบช้ำ

“ค่ะ ขอบคุณอามากนะคะ”

“ตามสบายนะ คิดว่าที่นี่ก็คือบ้านของเรา” วาริชายกมือไหว้อาตัวเองอีกครั้งก่อนที่ท่านจะเดินออกจากห้องไป ห้องนอนของเธอกว้างใหญ่พอๆ กับห้องที่บ้านก็ตาม แต่ทำไมตอนนี้ถึงได้รู้สึกว้าเหว่มากกว่าทุกครั้ง เธอกดโทรศัพท์หวังจะโทรบอกบิดาว่าตอนนี้ถึงบ้านของอาทยุตแล้ว

แต่ทว่า...ท่านไม่ได้สาย ไม่ว่าจะโทรกี่ครั้งก็ยังเหมือนเดิม

“หนูขอโทษ...” สุดท้ายจึงเลือกที่จะส่งข้อความไลน์ไปบอกแทน ท่านกดอ่านแล้วแต่ไรข้อความตอบกลับ นั่นทำให้เธอรู้ว่าโทรศัพท์อยู่ที่ตัวท่านเพียงแต่ไม่อยากรับสายก็เท่านั้น

รายชื่อของใครอีกคนที่อยู่ด้านบนของคนเป็นพ่อ...จิณณ์

วาริชาหลับตาลงข่มความเจ็บปวดที่ตีตื้นขึ้นมาอีกระลอก เธอวางเจ้าเครื่องมือสื่อสารไว้ข้างๆ ก่อนจะถอดสร้อยที่ยังสวมติดตัวออกไป หากมันตัดใจได้ง่ายๆ เหมือนกับการถอดสร้อยก็คงจะดี

หวังว่าสักวันต่อจากนี้ไป เธอคงจะลืมผู้ชายใจร้ายได้สักที มันอาจต้องใช้เวลานาน...แต่เธอต้องทำให้ได้

‘วิวคงเลิกรักพี่’

‘นั่นมันเรื่องของเธอ...เพราะฉัน  ไม่ได้รักเธอเลย’

จะสายแล้ว !

วาริชารีบเร่งฝีเท้าจ้ำก้าวอย่างไวเมื่อเข็มนาฬิกามันเดินไปเรื่อยๆ จนใกล้เข้าเวลางาน เมื่อคืนเธอนอนไม่หลับเพราะนั่งรับงานนอกและนั่งทำทั้งคืน สรุปก็เลยตื่นสายแบบนี้ยังไงล่ะ

แต่นอกจากเหตุผลนั้นแล้วยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เธอข่มตาไม่ลง เพราะเมื่อวานเป็นวันเกิดของบิดาของเธอ ลองโทรไปเพื่อที่จะพูดคุยกับท่านแต่มันก็ยังเป็นเหมือนเดิม เมื่อวุฒิภัทรบอกว่าท่านออกไปเลี้ยงฉลองข้างนอก แต่พี่ชายของเธอคงลืมไปว่าเบอร์ที่เธอโทรไปนั้นคือเบอร์ของคนเป็นพ่อ...

ท่านไม่มีทางลืมพกโทรศัพท์ตัวเองหรอก

ตอนนี้เธอเข้าทำงานที่บริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีพนักงานไม่กี่คนแต่เธอมองว่ามันดีกว่าการที่ต้องอยู่ร่วมกับคนมากมาย อาชีพของเธอคืออินทีเรียดีไซน์หรือคนออกแบบตกแต่งภายใน มันเป็นอาชีพที่ดูท้าทายดีเธอเรียนจบสถาปัตย์จากมหาวิทยาลัยรัฐบาลที่ดันสอบติดตอนนี้เธอทำงานมาได้เกือบจะสองปีแล้ว ทุกอย่างเหมือนจะไปได้ด้วยดีแต่จริงๆ มันไม่ใช่

ยังเหมือนเดิม...เหมือนกับตอนที่เพิ่งมาถึงกรุงเทพฯ ครั้งแรก

“ไง มาสายนะยะตัวเธอ” เสียงทักทายปนเสียงหัวเราะของสุชาดาดังขึ้น ก่อนที่เพื่อนสนิทจะยื่นกระดาษทิชชูมาให้เพื่อซับเหงื่อ หลังจากที่เธอเพิ่งหย่อนสะโพกลงกับเก้าอี้ประจำโต๊ะ

“ขอบคุณมากนะต่าย ดีนะเตรียมงานไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” วาริชาสูดลมหายใจเข้าปอดลึก อีกสิบนาทีจะเริ่มประชุม เห็นว่าหุ้นส่วนอีกคนจะเข้ามาดูแลบริษัท ทำงานมาเกือบสองปีเธอเพิ่งรู้ว่าบริษัทนี้มีหุ้นส่วนสามคนไม่ใช่สองคนอย่างที่คิด

“ใจเย็น เดี๋ยวหอบตายเสียก่อน พวกพี่โจ้กับพี่ตี้ยังไม่มาเลย” ที่นี่ดูแลกันเหมือนพี่น้อง แต่ไม่วายยังมีบางคนที่ชอบเอารัดเอาเปรียบโยนงานให้คนอื่น คนแบบนี้คงมีทุกที่สุชาดาได้แต่ปลงใจ แต่คนพวกนั้นไม่มายุ่งวุ่นวายกับเธอหรอก เพราะคนที่โดนคือวาริชาต่างหากล่ะ

เพื่อนเธอดันไม่มีปากมีเสียงเสียด้วยสิ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป