บทที่ 13 13

วันงานรับปริญญามีเพียงอาทยุตที่มาร่วมยินดี เพราะวุฒิภัทรบอกว่าบิดาป่วยลงมากรุงเทพฯ ไม่ได้ แถมยังบอกว่าไม่ต้องขึ้นมาหาเพราะมันจะเสียเวลาให้อยู่ที่นี่ดีแล้ว

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นวาริชารู้คำตอบอยู่แก่ใจ แต่เธอเลือกที่จะไม่พูดออกไป เก็บความน้อยอกน้อยใจไว้กับตัวเองและตั้งหน้าตั้งตาตั้งใจทำงาน พอเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งจึงขออนุญาตอาทยุตมาเช่าห้องอยู่คนเดียว ถึงมันจะต้องหาเงินเพิ่มในแต่ละเดือนแต่มันทำให้เธอสบายใจขึ้นมานิดหน่อย แต่บางคืนก็อดที่จะร้องไห้ไม่ได้

เธอเหงา...

ร่างบางลุกขึ้นนั่งเปิดกระเป๋าควานหาโทรศัพท์ เลื่อนดูรายชื่อที่คอยโทรหาทุกๆ อาทิตย์แม้ทางปลายสายจะไม่อยากคุยกับเธอก็ตาม รอไม่นานนักก็กดรับ

“วิวเองจ้ะ”

‘พ่อหลับแล้ว แกมีอะไรหรือเปล่า’ คนที่พูดคือพี่ชายของเธอ เหลือบมองนาฬิกาตอนนี้มันเพิ่งหนึ่งทุ่ม ปกติแล้วคนเป็นพ่อจะชอบนั่งดูโทรทัศน์หากไม่ดูช่องกีฬาก็จะดูพวกสารคดี

“มะ...ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ วิวก็แค่...อยากคุยกับพ่อกับพี่วุฒิเท่านั้นเอง” เธอกำมือเข้าหากันแน่น เรื่องครอบครัวสำหรับเธอมันละเอียดอ่อนต่อหัวใจมากๆ “วิว...คุยได้ไหมจ๊ะพี่วุฒิ”

‘เป็นอะไรหรือเปล่า’ มันอาจเป็นคำถามที่ดูไม่มีอะไร แต่วาริชากับตื้นตันจนอยากร้องไห้ เชื่อไหมว่าพี่ชายของเธอไม่ได้ถามคำๆ นี้มาหลายปีแล้ว ‘ทำงานเหนื่อยเหรอ’

“วิวคิดถึงพ่อกับพี่วุฒิ” เวลาท้อหรือเหนื่อยๆ อยากได้อ้อมกอดจากคนในครอบครัวก็ยังดี “เมื่อไหร่พ่อจะหายโกรธวิวจ๊ะ พี่วุฒิ...”

‘...’ คงไม่ใช่แค่บิดาที่ยังโกรธเธออยู่

“ยังไงก็ฝากบอกพ่อด้วยนะจ๊ะ วิวโอนเงินให้แล้ว เงินเดือนเพิ่งออกน่ะ”

‘แกไม่ต้องโอนมาแล้ววิว บ้านเราก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แกอยู่นู่นมันมีความจำเป็นต้องใช้มากกว่า’

“อย่าห้ามวิวเลยจ้ะ ให้วิวโอนเถอะนะ วิวทำงานแล้วมันเป็นหน้าที่ของลูก” สร้างปัญหามาตั้งแต่เล็กๆ อย่างน้อยพอมีงานทำแล้วก็อยากตอบแทนพระคุณท่านบ้าง เธอหวังเล็กๆ ว่าบางทีท่านคงจะภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้บ้าง สักนิดก็คงจะดี

คุยได้ไม่กี่คำพี่ชายของเธอก็ขอวางสาย สุดท้ายก็ต้องกลับมานั่งเหงาอีกแล้ว คำที่เธออยากได้ยินมากที่สุดก็คือ ‘กลับบ้านไหม’ ดูเหมือนไม่มีใครยินดีเท่าไหร่ เธอไม่ชินกับชีวิตในเมืองกรุง มันแสนจะวุ่นวายและต้องรีบเร่งตลอดเวลา ตื่นมาเจอแต่ควันรถและเสียงรถยนต์ วงจรชีวิตเดิมๆ ที่แสนจะอึดอัด เธออยากกลับบ้านไปทำงานอยู่ในไร่ในสวน อยากกินมะม่วงก็ใช้ไม้สอยหรือปีนเก็บที่ต้นเอา นึกย้อนไปตอนนั้นแล้วมีความสุขเหลือเกิน

แต่เธอ...ทำร้ายตัวเอง ทำร้ายครอบครัวด้วยความโง่ โง่ที่ไปรักผู้ชายอย่างจิณณ์             

‘ไม่ต้องชงเข้มมาก เธอคงจำได้’

คำพูดของเขาทำให้เธอลังเลในตอนนั้น สุดท้ายก็เลือกที่จะใส่น้ำตาลไปช้อนครึ่ง เธอจำได้แต่พยายามไม่จำ หวังว่าจิณณ์จะเข้าใจ

กลิ่นหอมกาแฟในตอนเช้าทำให้เจ้าของร่างบางรีบเร่งฝีเท้า เธอติดกาแฟมากตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยตอนปีที่สามปี เพราะทั้งทำงานและเรียนควบคู่ไปด้วยจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน รู้ว่าดื่มมากมันไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ แต่ถ้าไม่ดื่มเธอจะง่วงมากจนลืมตาแทบไม่ขึ้น ตอนนี้เธอเลิกมาได้สี่ห้าเดือนแล้ว ลองหันมากินพวกชาร้อนแทน

“อ้าววิว มาพอดีเลย พี่มีเรื่องจะวานหน่อย เห็นมีแค่เธอที่พอช่วยพี่ได้” เดินเข้ามาในออฟฟิตก็เจองานใหญ่ทันที การที่สุกัญญาพูดทำนองนี้ไม่ต้องเดาให้มากความ

“เรื่องอะไรคะพี่แอ้ม” วาริชาปาดเหงื่อที่ซึมตามไรผม อากาศร้อนๆ ทำให้เธอเหนื่อยง่ายมากกว่าเดิม ใจอยากจะวางของที่โต๊ะแล้ววิ่งไปล้างหน้าในห้องน้ำ

“ลูกสาวพี่ป่วยตอนนี้อยู่โรงพยาบาลน่ะ” หัวหน้าเอ่ยเสียงเครียดพลอยให้คนฟังเครียดตามไปด้วย ตอนเด็กๆ เธอก็ป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล จำได้ว่าตอนนั้นวรเมธคนเป็นพ่อนั้นรีบบึ่งมาหาทันที เสียงแหบห้าวตะโกนลั่นเมื่อเธอตัวร้อนจี๋ หมอและพยาบาลพากันตัวสั่นเพราะท่าทีของบิดาเธอ

“พี่แอ้มรีบไปหาลูกเถอะค่ะ เดี๋ยววิวดูแลงานให้” 

“ขอบใจมากนะวิว ”สุกัญญายิ้มให้อย่างซาบซึ้งใจ จับมือลูกน้องตัวเองเขย่านิดๆ ด้วยความขอบคุณ “แต่มันมีเรื่องอื่นนี่สิ พรุ่งนี้มีนัดกับลูกค้านอกสถานที่ พี่อยากให้พี่วิวไปแทนพี่หน่อยได้ไหม ต่างจังหวัดน่ะ”

“ได้ค่ะ จังหวัดไหนคะพี่แอ้ม” เรื่องออกนอกสถานที่มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะต้องไปดูขนาดพื้นที่ของบ้านลูกค้า

“ไม่ไกลเท่าไหร่หรอก อุทัยธานีน่ะจังหวัดเล็กๆ วิวไม่ต้องไปเองนะเพราะเดี๋ยวคุณจิณณ์เขาจะไปด้วย” วาริชายืนนิ่งเมื่อได้ยินแบบนั้น จังหวัดนั้นคือบ้านของเธอยิ่งไปกว่านั้นเธอต้องกลับไปกับผู้ชายคนนั้น 

“ที่พักจองไว้เรียบร้อยแล้ววิว พี่รบกวนหน่อยนะ นัดเจอกับลูกค้าช่วงบ่ายๆ ที่โน่น พรุ่งนี้ก็ออกแต่เช้ามาเจอคุณจิณณ์ที่บริษัทแล้วไปพร้อมเขา”

“ค่ะพี่แอ้ม” วาริชาตอบเสียงแผ่ว หากเธอรู้ว่าจะเป็นแบบนี้คงปฏิเสธไปตั้งแต่แรก

วิ่งหนีในกรอบหรือไง ทำไมเหมือนตอนนี้เธอกำลังกลับมายืนที่เดิม...จุดเริ่มต้นของความรู้สึกโง่ๆ

“แกโอเคไหมวะวิว ไม่สบายหรือเปล่าหน้าซีดๆ” สุชาดาเดินมาหาเพื่อนที่โต๊ะ เห็นเอาแต่นั่งเหม่อจนเป็นห่วง “พรุ่งนี้ต้องออกต่างจังหวัดแทนพี่แอ้มใช่ไหม”

“อื้อ ลูกแกป่วยเข้าโรงพยาบาลน่ะ” วาริชาตอบเพื่อนเสียงอ่อน ทำไมเธอรู้สึกเหนื่อยๆ ไม่รู้ว่าเหนื่อยที่กายหรือว่าใจกันแน่ ไม่อยากอยู่ใกล้จิณณ์เลย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป