บทที่ 22 22

วาริชาหลับตาลงแน่นด้วยความเจ็บปวด มันลืมได้ง่ายแบบนั้นก็คงดี เธอคงไม่ต้องมานั่งเจ็บเหมือนทุกวันนี้ บอกตัวเองย้ำๆ ว่าเรื่องของเธอกับจิณณ์ไมมีวันเป็นจริง เขาไม่เคยรักเธอที่ผ่านมามันคือภาพลวงตา ผู้ชายคนนั้นแค่หลอกใช้เห็นเธอเป็นหมากเดินเกมก็เท่านั้น

พอเขาทำดีเข้าหน่อยก็ยอมโอนอ่อนได้ง่ายๆ ไม่ต่างอะไรจากเมื่อก่อน อยากให้ความรู้สึกในตอนนั้นมาบรรจบอีกรอบหรือไงกัน

“เจ็บพอหรือยังวิว...ให้เจ็บมากกว่านี้ จะทนได้อย่างนั้นเหรอ” ไม่มีคำตอบไหนจะดังได้เท่าเสียงหัวใจที่กำลังร้องไห้อยู่ในตอนนี้

ก๊อก ! ก๊อก !

เสียงเคาะบางอย่างทำให้ร่างบางสะดุ้งจนต้องรีบลุกขึ้น หันไปมองก็พบเจอกับเจ้าของร่างสูงถ้าจำไม่ผิดเขาคือลูกค้าคนสำคัญ แต่เธอนึกชื่อไม่ออกสักที

“มีอะไรให้ช่วยหรือเปล่าคะ” ตอนนี้พักเที่ยง ทำไมเขาถึงมาที่นี่ ให้เดาคงมีนัดกับจิณณ์

“ขอโทษทีครับ ผมเห็นเงาของคุณที่สะท้อนกับกระจก เป็นห่วงเลยเดินมาดูให้แน่ใจ” นพรุจบอกยิ้มๆ เขาเคยเจอผู้หญิงคนนี้แต่ไม่เคยมีโอกาสได้พูดคุยกันสักเท่าไหร่ “ไม่สบายหรือเปล่าครับ”

“เอ่อ ไม่เป็นอะไรค่ะ แค่เพลียๆ เลยมานั่งเล่นตรงนี้เฉยๆ” วาริชามองซ้ายมองขวารู้สึกอึดอัดแปลกๆ

“ผมคงมารบกวนคุณ” ท่าทางที่ดูอึกอักไม่ยอมสบตาผู้พูด ทำให้นพรุจคิดว่าเธอเป็นคนที่เข้าสังคมไม่เก่งสักเท่าไหร่ เพราะแบบนี้กระมังเวลาที่มีตัวแทนบริษัทนี้ไปหาเขามักจะไม่ใช่ผู้หญิงคนนี้

“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ขอโทษนะคะที่ทำให้คิดแบบนั้น”

“ผมนพรุจครับ เรียกว่ารุจก็ได้” ชายหนุ่มแนะนำตัวแล้วยื่นมือออกมา หากเธอไม่ยื่นมือออกไปจับก็คงกลายเป็นการเสียมารยาทอย่างถึงที่สุด

“วาริชาค่ะ ชื่อเล่น...วิว” มือบางยื่นไปจับตามมารยาทก่อนจะรีบดึงมือตัวเองกลับมา โชคดีที่นพรุจไม่ใช่ผู้ชายประเภทอย่างที่เธอกลัว

“ความจริงแล้วผมตั้งใจจะมานั่งเล่นตรงนี้ ครั้งก่อนเดินคุยโทรศัพท์จนมาเจอมุมเหมาะๆ ผมว่ามองลงไปแล้วมันสวยดี” นพรุจเดินเข้ามา มือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋ากางเกงมองแล้วให้มาดเหมือนพวกนักธุรกิจ “ยิ่งตอนเที่ยงแบบนี้ผู้คนดูวุ่นวาย แถมรถยังเต็มถนนแบบนี้ มันสะท้อนให้ผมคิดว่าบางทีตัวเองก็ควรหาความสุขให้กับชีวิตบ้าง ยิ่งมองก็ยิ่งเบื่อ...ผมอยากไปใช้ชีวิตอยู่ที่ต่างจังหวัดในบั้นปลายชีวิต” ประโยคท้ายเขาหันมาบอกเธอ วาริชาแปลกใจเล็กน้อยที่ชายหนุ่มแปลกหน้าอยู่ๆ มาพูดคุยเป็นกันเองกับเธอ

แต่อดที่จะยอมรับไม่ได้ว่าคำพูดของเขาคือความจริง...

“ชีวิตมนุษย์เงินเดือนก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ วิวคิดว่าบางคนเขาก็คิดเหมือนคุณ เพียงแต่ต้นทุนชีวิตของคนเรามันต่างกัน” เธอเองก็เป็นหนึ่งในนั้น อยากกลับไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัดแต่ไม่รู้ว่าคนที่นั่นจะยอมรับเธอหรือเปล่า จะอยากให้ลูกหรือน้องสาวคนนี้กลับไปอยู่ด้วยไหม

“ทุกคนมีจุดเริ่มต้นเหมือนกัน ถึงต้นทุนชีวิตจะน้อยกว่าคนอื่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำไม่ได้ ไม่มีอะไรที่จะสำเร็จหากไม่เริ่มลงมือทำ”

“แต่บางที...ปัจจัยหลักก็ไม่ได้มีแค่เงินนี่คะ มนุษย์เรายังโหยหาความรักและความอบอุ่น มีเงินมากมายก็ใช่ว่าจะมีความสุข มันซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกหรือของสนองตัณหาได้ก็จริง แต่มันซื้อความรักไม่ได้”

นพรุจลอบมองหญิงสาวข้างๆ ถ้อยคำที่เธอพูดออกมานั้นยังไม่เศร้าเท่าแววตาของเธอในตอนนี้ มันทำให้เขานึกถึงมารดาตัวเองที่ลาจากโลกนี้ไปแล้ว “คุณทำให้ผมนึกถึงแม่”

“วิวน่ะเหรอคะ” เธอนึกอิจฉาทุกคนบนโลกนี้ที่เคยเห็นหน้ามารดาของตัวเอง เพราะเธอไม่มีโอกาสได้เห็นท่านเลยสักครั้ง รูปถ่ายสักใบก็ไม่มี

“แต่แม่ผมเสียไปแล้วครับ”

“เสียใจด้วยนะคะ” เธอเข้าใจความรู้สึกของเขาเช่นกัน แต่อย่างน้อยในช่วงที่ท่านยังอยู่คงรักและดูแลนพรุจดีน่าดู ผู้ชายคนนี้ดูมีมารยาทและเป็นคนอบอุ่น ถึงจะเพิ่งเคยคุยกันแต่ก็เคยเจอกันมาหลายครั้งแล้ว พนักงานทุกคนมักจะเอ่ยปากชมลับหลังว่าลูกค้าคนนี้น่ารักโดยเฉพาะนัชชา

“ผมคงต้องไปแล้วล่ะ เอาไว้วันหลังจะมาคุยด้วยใหม่นะครับ อ้อ...แล้วก็ยินดีทีได้รู้จักนะวิว” นพรุจลอบมองหญิงสาวแม้จะอยากยื่นมือออกไปจับแต่ไม่กล้าทำ กลัวว่าเธอจะมองเขาในแง่ลบไปเสียก่อน

“เช่นกันค่ะ ขับรถดีๆ นะคะ” วาริชายกมือไหว้ชายหนุ่มตรงหน้า ถึงอย่างไรเขาก็อายุมากกว่าเธอ และดูว่าน่าจะมากกว่าจิณณ์สักสองสามปีด้วยซ้ำ

หลังจากวันนั้นที่เขาถามเรื่องเรือนหอ ตัวเธอเองพยายามที่จะห่างจากชายหนุ่มเพราะไม่อยากพาตัวเองกลับสู่ที่เดิม แต่เหมือนเขาจะมองออกหรือกำลังกลั่นแกล้งเธออีกครั้งเมื่อมีคำสั่งโดยตรงให้ออกไปพบลูกค้าด้วยกัน แน่นอนว่ามันน่าอึดอัดเพราะเขาเอาแต่ถามเรื่องเดิมๆ

‘ถ้าแต่งแนวดิบๆ ผู้หญิงจะชอบหรือเปล่า’

‘ไม่รู้สิคะ วิวไม่ใช่พี่นาว’

‘ถามในฐานะที่เธอเป็นผู้หญิงไง’

‘ผู้หญิงทุกคนมีความชอบต่างกันหมดค่ะ ถ้าชอบเหมือนกันคงมีสามีคนเดียวกันไปทั่วโลกแล้ว’

‘ตอบได้ดีนี่ หรือเธออยากจะมีสามีคนเดียวกับนาวเขาล่ะ’

‘พี่จิณณ์ !’

‘ทำไม พูดแทงใจดำเหรอ’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป