บทที่ 13 แต่อย่าแพ้ใจตัวเองก็พอ
เสียงอื้ออึงยังคงดังอยู่รอบข้างผม แต่ผมไม่สามารถบังคับเปลือกตาให้ลืมขึ้นไปมองได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง สมองของผมเริ่มเลือนราง ความทรงจำครั้งสุดท้ายของผมก็คือ
“เฮียสอง!” เสียงของแทนไท
ผมเริ่มรู้สึกตัวและรับรู้ได้ถึงแอร์เย็นฉ่ำที่ลอยมาปะทะผิวกาย มันเย็นเกินไปด้วยซ้ำ จนผมต้องซุกตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม
ผมควานมือเปะปะเพื่อหาจุดที่อบอุ่นที่สุด จนกระทั่งไปเจอหมอนข้างใบใหญ่ที่ผมนอนกอดทุกคืน
“อืม… อุ่นดีจัง” แม้จะแปลกใจนิดหน่อยว่าวันนี้หมอนใบเดิมอบอุ่นกว่าที่เคย แต่ความอ่อนล้ากับอาการปวดไมเกรนก็ทำให้ผมละเลยความสงสัยนั้นไป “ปวดหัวจัง”
และทันทีที่ผมบ่นว่าปวดหัว ผมก็รู้สึกถึงอะไรอุ่น ๆ ที่กดลงมาตรงขมับทั้งสองข้าง ก่อนเจ้าสิ่งนั้นจะค่อย ๆ นวดคลึงวนทั้งขมับและหัวคิ้วของผมอย่างรู้ใจ
“อืม… รู้สึกดีจัง” ผมกระชับวงแขนรัดหมอนข้างใบนั้นแน่น วันนี้มันแข็งไปหน่อยแต่ก็อุ่นดี
ผมหลับไปอีกครั้งอย่างสบายตัว นานเท่าไรไม่รู้แต่อาการปวดหัวหายไปเป็นปลิดทิ้ง ผมรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ท้องของผมเริ่มร้องประท้วง
“อื้อ… หิวจัง” ผมบ่นหิวก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นมาด้วยซ้ำ สองแขนเริ่มบิดไปมาเพื่อยืดเส้นยืดสาย
“ก็หลับไปตั้งหลายชั่วโมงยังไม่ได้กินอะไรเลย เฮียสองไม่ใช่เทพบนสวรรค์นะครับ ถึงจะอิ่มทิพย์ได้”
ผมคงแค่หูแว่วไปเท่านั้นแหละที่ได้ยินเสียงของแทนไทดังอยู่เหนือศีรษะ เป็นเอามากนะเรา หลอนอะไรขนาดนี้
แต่แล้วจู่ ๆ หมอนข้างอุ่น ๆ ของผมก็ขยับได้ ผมรีบเปิดเปลือกตาขึ้นมาทันทีอย่างตกใจสุดขีด
“แทนไท!!!”
“ครับ เมียสอง” ใบหน้าทะเล้นยื่นเข้ามาใกล้ จนผมเห็นชัดเจนทุกรูขุมขน
“นายมาอยู่นี่ได้ไง? ออกไปเดี๋ยวนี้เลยนะ อชิ อชิ อยู่ไหน มาลากไอ้หมอนี่ออกไปจากห้องฉันเดี๋ยวนี้!” ผมโวยวายทันที พลางก็หนีลงมาจากเตียง ผีหรือคน ฝันหรือจริง ก็ยังไม่ชัดเจน
ผมถอยออกมาตั้งสติ ก่อนจะกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาด
เพราะนอกจากคนที่นอนอยู่บนเตียงจะเป็นแทนไทอย่างไม่ต้องสงสัย ไอ้บ้านั่นยังไม่มีเสื้อผ้าสักชิ้นอีกต่างหาก
แล้วแอร์เย็น ๆ ที่ปะทะร่างกายของผม ก็ทำให้ผมต้องก้มลงสำรวจตัวเอง
ทำไมมันหนาวแบบนี้วะ? เชี่ย!!!
ผมยืนเปลือยกายล่อนจ้อนอยู่กลางห้อง ในขณะที่แทนไทชันตัวขึ้นมาจากเตียงแล้วนั่งมองผมด้วยสายตาวับวาว
ผมรีบก้มลงคว้าหมอนที่ร่วงอยู่ใกล้ ๆ มาปิดส่วนกลางลำตัวไว้ ก่อนจะตะคอกออกไปเสียงดังลั่น
“ทำบ้าอะไรของนาย!!!”
นี่ผมเสียท่าไอ้หมอนี่ซ้ำๆ เป็นครั้งที่สามแล้วหรือนี่ แม่งเอ๊ย!!!
“ใจเย็น ๆ ครับ ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย” คนบนเตียงปฏิเสธด้วยสุ้มเสียงกวนตีนสุด ๆ แถมสายตาของมันยังสำรวจร่างกายของผมตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็มาหยุดอยู่ตรงกลางกายที่ผมเอาหมอนมาปิดไว้ “ผมแค่เช็ดตัวให้เฉย ๆ”
“แค่เช็ดตัวแล้วทำไมต้องถอดเสื้อผ้า”
“อ้าว ถ้าไม่ถอดเสื้อผ้า แล้วจะเช็ดทุกซอกทุกมุมได้ยังไงล่ะครับ”
“แล้วนายถอดเสื้อผ้าทำไม?”
“ผมตากแดดทั้งวัน เนื้อตัวมีแต่เหงื่อ กลัวว่าเตียงเฮียสองจะสกปรกก็เลยอาบน้ำก่อน แล้วก็ไม่กล้าถือวิสาสะเอาเสื้อผ้าเฮียมาใส่ด้วย เกรงใจน่ะครับ”
มึงกล้าใช้คำว่าเกรงใจเหรอ? สะเออะขึ้นไปนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงขนาดนั้น!
“แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ไง ทำไมไม่อยู่ที่โรงพยาบาล” ผมจำได้ว่าตัวเองเป็นลม แล้วทำไมผมถึงมาโผล่อยู่ที่เพนต์เฮาส์แทนที่จะไปนอนอยู่ที่โรงพยาบาล
“ที่นี่ใกล้มากกว่าโรงพยาบาล แล้วหมอก็มาดูอาการให้แล้ว บอกว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ให้นอนพัก ตื่นมาให้กินข้าว แค่นั้นก็พอ”
“อชิหายไปไหน?”
“กลับไปพักแล้วครับ”
“แล้วนายสะเออะมาอยู่ทำอะไร?”
“ก็ผมเป็นห่วง”
“ไม่ต้องเสือก กลับไปได้แล้ว”
“โห โคตรน้อยใจเลย อุตส่าห์อุ้มมาส่งถึงที่นี่ ตัวก็ไม่ใช่เบา ๆ เช็ดตัวให้ ให้นอนกอดแทนหมอนข้าง แถมยังนวดขมับให้จนหายปวดไมเกรน ไม่มีความดีเลย”
ผมเริ่มนึกย้อนกลับไปถึงความรู้สึกตอนที่รู้สึกตัวครั้งแรก หมอนข้าง? นวดขมับ? ที่แท้คือไอ้คิ้วบอยนี่เหรอ?
