บทที่ 12 เด็กนาย

“นั่งด้วยกันสักเดี๋ยวสิ” ผมถูกลูกค้า VVIP ของผมร้องขอให้นั่งคุยด้วย หลังจากที่ผมวาง Dirty Coffee ลงตรงหน้า

ผมนั่งลงอย่างว่าง่าย เพราะในใจลึก ๆ ก็อยากนั่งคุยด้วยอยู่แล้ว แต่ที่ลึกยิ่งไปกว่านั้นคืออยากแสดงให้รู้ว่าผมงอนอยู่

มีสิทธิ์อะไรไม่รู้แหละที่จะงอนคนตรงหน้า แต่ต่อให้คุณปานเทพมีบุญคุณกับผมขนาดไหนก็ไม่มีสิทธิ์ตีก้นผมขนาดนั้นปะครับ เพราะฉะนั้น ผมมีสิทธิ์งอน

ผมกระแทกก้นลงบนเก้าอี้ตรงข้ามอย่างแสนงอน แม้จะยังรู้สึกเจ็บนิด ๆ แกล้งทำสีหน้าเคืองหน่อย ๆ

“เดี๋ยวนี้กลายเป็นเด็กไม่มีมารยาทไปแล้วเหรอ? เจอผู้ใหญ่ถึงไม่ยกมือไหว้” แต่ดูเหมือนคนต้นเหตุที่ทำให้ผมทั้งเจ็บตูดทั้งเจ็บใจกลับไม่ได้สำนึกอะไรเลย ยังจะสอนเรื่องมารยาทผมอีก

กลัวว่าจะกลายเป็นคนไม่น่ารักในสายตาคนตรงหน้า ผมก็เลยยกมือไหว้

“สวัสดีครับ” แล้วก็สะบัดหน้าเชิดใส่ หันไปยิ้มให้พี่โยชิกับพี่ไนท์ที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไป

“เป็นยังไงบ้าง?” ดีนะที่ยังมีแก่ใจถามถึง ก็เจ็บสิ จะเป็นไงล่ะครับ “หมายถึงเรื่องเรียนน่ะ ใกล้สอบมิดเทอมแล้วไม่ใช่เหรอ?”

สาบานสิ ว่าไม่ได้แกล้งให้ผมเข้าใจผิดที่ขึ้นต้นคำถามด้วยประโยคแบบนั้น นี่ไม่คิดจะพูดถึงเรื่องที่ทำให้ผมเจ็บเลยเหรอครับ

“ใช่ครับ ใกล้สอบแล้ว แต่ไม่รู้ว่าจะอ่านหนังสือไหวมั้ย” ผมก็เลยตีหน้าเศร้าเล่าความจริง

“ทำไมล่ะ?” คนตรงหน้าแสดงท่าทางเป็นห่วงพอสมควร

ผมขยับก้นเล็กน้อย เลื่อนหน้าเข้าไปใกล้ เอามือทั้งสองเท้าคางไว้ สบตาคนตรงหน้า

“เจ็บก้นครับ”

ผมแอบเห็นแววขำแกมเอ็นดูในแววตา เนี่ย! จะมาหาว่าผมเข้าข้างตัวเองไม่ได้นะครับ ก็อาการของคนตรงหน้าเป็นซะแบบเนี้ย

มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดของพี่โยชิตอนที่พยุงผมขึ้นไปนั่งบนรถในคืนนั้น

[“อย่าเสียใจไปเลยครับ”

พี่โยชิปลอบในขณะที่ผมใช้หลังมือป้ายน้ำตาป้อย ๆ ตอนนั้นมันชาไปหมด ยอมรับว่าไม่คิดว่าจะโดนคุณปานเทพฟาดขนาดนั้น

“ทำไมต้องตีผมแรงขนาดนี้ด้วย” ผมตัดพ้อ

“คุณโปรดรุกขนาดนั้น นี่ถ้าเป็นคนอื่นโดนเก็บไปแล้วนะครับ”

“พี่โยชิหมายความว่าไงเหรอครับ?”

“ใจเย็น ๆ สิครับ นายน่ะ ทายาทคนโตของตระกูลลีนะครับ อยู่ ๆ จะให้ยอมรับว่าแพ้ทางเด็กในอุปการะอย่างคุณโปรดง่าย ๆ ได้ยังไงล่ะครับ”]

“ถ้าทำอะไรบ้า ๆ แบบนั้นอีก เธอโดนดีแน่” คำขู่ที่ลอยมานั้นทำให้ผมตื่นจากภวังค์

โอ๊ย! อยากโดนจังเลยครับ ถ้าโดนแล้วดีจริง ๆ ผมก็อยากโดนทั้งคืนทั้งวันนั่นแหละครับ

ผมกลั้นยิ้มให้กับคำขู่ของคนตรงหน้า มันไม่ได้น่ากลัวเหมือนน้ำเสียงที่พยายามส่งมาเลยสักนิด เพราะแววตาคู่นั้นมันบอกว่า ผมน่ารักน่าเอ็นดูจะตายไป

“ถ้าคุณปานเทพไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ เกรงใจเจ้าของร้าน” ผมขอตัวเอาดื้อ ๆ เพราะทนสายตาสอดรู้สอดเห็นของเจ้าของร้านกับสมุนทั้งหลายไม่ไหวจริง ๆ

“เลิกงานแล้วจะไปส่ง”

ผมต้องยกคิ้วอย่างแปลกใจ “ว่างเหรอครับ?” ไม่ได้กวนนะครับ แต่เพราะปกติคุณปานเทพงานรัดตัว เมื่อก่อนผมจะขอเข้าพบ ยังไม่เคยมีโอกาส แต่ช่วงนี้ทำไมได้เจอกันถี่จัง แถมยังจะรอไปส่งผมอีก

“ก็ไม่ได้มีธุระไปไหนนี่ จะนั่งทำงานรออยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน” ว่าแล้วก็หยิบไอแพดออกมา แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาสไลด์

ผมส่งสายตาไปหาพี่โยชิกับพี่ไนท์อย่างงง ๆ ‘เจ้านายพี่เป็นอะไร?’ แต่สองคนนั้นกลับพร้อมใจกันยักไหล่ แล้วก็อมยิ้ม

“แหม ๆๆๆๆ หัวกระไดไม่แห้งเลยแม่เอ๊ย! เย็นคนค่ำคน” ผมเตรียมรับคำชม เอ๊ย! คำกระแนะกระแหน แซะเบา ๆ จากกองเชียร์หลังเคาน์เตอร์ไว้แล้วละครับ

“ผมอยู่ทีมน้องอรรถ หล่อเข้มเป็นกันเอง”

“หนูอยู่ทีมคุณปานเทพ เรียบหรูดูแพง”

แย่งกันเลือกทีมใหญ่เลยครับ แถมรู้จักชื่อด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่าใครเสือก ‘ไอ้โรม!’

“เนี่ยเหรอคุณปานเทพ คนที่ส่งน้องโปรดเรียนอะ หล่อเนอะ” พี่แก้วไวน์มองคุณปานเทพตาเป็นมันเลยครับ

“คนนี้แหละครับ คุณปานเทพของผม” อุ๊ย! ปากลั่น ผมหมายถึง คนนี้แหละครับ คุณปานเทพ แต่ผมก็ไม่ได้แก้อะไรนะครับ ใครจะเข้าใจยังไงก็เชิญ

“วุ้ย! แสดงความเป็นเจ้าของ หมั่นไส้ ช่วยเกรงใจดอกกุหลาบในกระเป๋าด้วยนะคะน้องโปรด” พี่แก้วไวน์ตบแก้มผมเบา ๆ เป็นการเตือนสติ ผมก็ลืมไปครับว่าเสียบกุหลาบขาวไว้ในกระเป๋าผ้ากันเปื้อน คุณปานเทพจะเห็นมั้ยนะ คงไม่มั้ง ไม่อย่างนั้นคงถามแล้วละครับ

“คุณปานเทพมาหามึงถึงที่นี่ มีอะไรป่าววะ?” โรมันก็สงสัยเหมือนผมเหมือนกันครับ

“ไม่รู้ว่ะ แต่บอกว่าจะไปส่งหลังเลิกงานน่ะ เดี๋ยวก็รู้” ผมรอถามอีกทีตอนนั้นก็ได้ครับ

“หรือว่าคุณปานเทพจะรู้วะ ว่ามีคนมาจีบมึง ก็เลยรีบมากันท่า” โรมันตั้งข้อสงสัย

“บ้าน่า จะรู้เร็วอะไรขนาดนั้น ยังไม่ถึงสองชั่วโมงเลยนะมึง”

“ก็ไม่แน่ ว่าที่ผัวมึงอะ ธรรมดาที่ไหนล่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป