บทที่ 3 ผู้มีบุญคุณ

“ก็ผมตื่นเต้น ดีใจที่จะได้เจอคุณปานเทพนี่ครับ”

ตั้งแต่วันนั้น เมื่อสองปีก่อน ผมก็ไม่มีโอกาสได้พบคุณปานเทพ เจ้าของกาสิโนผู้มีพระคุณคนนั้นอีกเลย มีเพียงพี่โยชิเท่านั้น ที่แวะเวียนมาหา นำเงินค่าเทอมมาให้ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ หากขาดเหลือ ซึ่งความจริงผมดูแลตัวเองได้ ค่าแรงที่พี่แก้วไวน์จ่ายให้ ก็เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมทั้งดูแลค่าใช้จ่ายในบ้านด้วย เพราะหลังจากพ่อรักษาตัวหาย ได้ออกจากโรงพยาบาล ผมก็ให้พ่ออยู่บ้านเฉย ๆ ปลูกต้นไม้ เลี้ยงแมวเลี้ยงหมาแค่ให้ผ่อนคลาย ไม่อยากให้ต้องทำงานหนักอีก

แต่คุณปานเทพก็จำกัดชั่วโมงทำงานพาร์ตไทม์ของผม โดยส่วนที่ขาดเหลือก็จะให้พี่โยชิจัดการให้

[จันทร์ถึงศุกร์ทำแค่วันละ 2 ชั่วโมงก็พอ ส่วนเสาร์อาทิตย์ ก็เลือกเอาว่าจะทำวันไหนแค่วันเดียว อีกวันก็เอาไว้พักผ่อน และดูแลตัวเองบ้าง]

นั่นเป็นประโยคที่ยาวที่สุดที่คุณปานเทพพูดกับผม ตอนที่โทรหาผมในวันเปิดเทอมวันแรกตอนผมขึ้นปี 2

และอีกครั้งก็ตอนนั้น

[มีคนบอกว่าไม่ยอมกินข้าวเช้า อยากเป็นโรคกระเพาะหรือไง อย่าให้ได้ยินอีก]

ผมก็เลยไม่เคยไม่กินข้าวเช้าอีกเลย

ทั้ง ๆ ที่คุณปานเทพก็มีงานที่กรุงเทพมากมาย และใช้เวลาที่นี่มากกว่าที่เกาะเสียอีก แต่น่าเสียดาย ที่ผมไม่เคยมีโอกาสได้เข้าพบเลยสักครั้งตลอดสองปีที่ผ่านมา แล้วจะไม่ให้ผมดีใจได้ยังไงล่ะครับ เมื่อพี่โยชิบอกว่าคุณปานเทพจะมาหาผมในสัปดาห์หน้า

เย็นนี้ ผมทำงานอย่างมีความสุขมากครับ ผมหุบยิ้มไม่ได้เลย ในใจก็เต้นตึกตักรุนแรงกว่าทุกวัน ผมเริ่มนับถอยหลัง

7 6 5 4 3 2 1…ถึงเวลาแล้วสินะ พรุ่งนี้แล้วครับ ที่ผมจะได้เจอกับผู้มีพระคุณ

ไม่ใช่พรุ่งนี้ครับ แต่เป็นวันนี้!

ผมรีบวิ่งออกมาจากตึกเรียนอย่างไม่คิดชีวิต หลังจากรับสายจากพี่โยชิ ว่าจอดรถรออยู่ตรงลานจอดรถหลังตึกคณะ และที่สำคัญ นายนั่งรออยู่ในรถด้วย

“ก็วันนั้นพี่โยชิบอกว่าสัปดาห์หน้าไม่ใช่เหรอครับ ผมก็คิดว่าพรุ่งนี้เสียอีก”

[พี่หมายถึงประมาณสัปดาห์หน้าน่ะ ขอโทษนะที่ไม่ได้ระบุวันที่ชัดเจน แล้วพี่ก็ยุ่งจนลืมโทรบอกก่อนน่ะ]

นั่นแหละครับ ผมก็วิ่งดิครับ

อุตส่าห์เตรียมชุดเก่งรีดเอาไว้เรียบร้อย แต่กลับต้องอยู่ในเสื้อช็อปปอน ๆ แถมเพิ่งเตะบอลกับเพื่อนเมื่อตอนบ่าย ไหวมั้ยเนี่ยโปรดปราณ

ผมวิ่งไปก็ยกแขนซ้ายขวาขึ้นมาสำรวจกลิ่น ดีนะนี่ที่ผมเป็นคนไม่มีกลิ่นตัว แถมน้ำหอมที่ฉีดมาเมื่อเช้าก็ยังหลงเหลือกลิ่นจาง ๆ คงพอไหวมั้ง หวังว่าจะไม่โดนถีบลงจากรถเสียก่อนนะ

ผมยืนหอบแฮกอยู่ข้างรถคันหรูที่ดูดีที่สุดในรัศมีของลานจอดรถหลังตึกคณะ พี่โยชิยืนรอรับอยู่ข้างรถสีดำคันนั้นด้วยใบหน้าเคลือบยิ้ม

“บอกแล้วว่าไม่ต้องรีบ”

แหม พี่โยชิยังมีหน้ามาพูด ‘ไม่ต้องรีบนะ นายรออยู่ในรถ’ นั่นเป็นประโยคที่พี่โยชิบอกผมทางโทรศัพท์ เหาะได้เหาะแล้วครับ

“เชิญครับ” พี่โยชิเปิดประตูรถให้ผม เชื้อเชิญให้ขึ้นไปนั่ง แต่ผมยังลังเล

ก็…จะให้ผมนั่งเบาะหลังกับคุณปานเทพน่ะเหรอครับ ผมส่งสายตาเป็นคำถาม พี่โยชิก็พยักหน้า ผมก็เลยจำต้องก้าวขาสั่น ๆ ขึ้นไป

ภายในรถยนต์คันหรูเปิดแอร์เย็นฉ่ำ แต่มันไม่ได้ทำให้ผมเย็นลงได้เลย ความประหม่า ตื่นเต้น ทำให้ผม…ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะวางมือวางเท้าไว้ตรงไหน

คุณปานเทพปรายตามองผมเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปสนใจหน้าจอไอแพดในมืออีกครั้ง

“สวัสดีครับ” นี่แหละคือสิ่งที่ผมควรทำ คือการยกมือไหว้

คุณปานเทพพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนจะสั่งให้คนขับรถออกรถ หลังจากพี่โยชิขึ้นนั่งด้านหน้าข้างคนขับอีกคน แล้วคุณปานเทพ…ก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย จนกระทั่ง

“อยากกินอะไร?”

เป็นประโยคแรกหลังจากความเงียบครอบคลุมยาวนานกว่าครึ่งชั่วโมง

“อะไรก็ได้ครับ” ผมกล่าวอย่างเกร็ง ๆ

“ไปร้านประจำก็แล้วกัน” คุณปานเทพสั่งคนขับรถ แล้วความเงียบก็ปกคลุมอีกครั้ง

ปกติผมเป็นคนพูดเยอะนะครับ แต่วันนี้ผมรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเลย ผมไม่กล้าทำอะไรเลย ไม่กล้าแม้แต่หายใจแรง ๆ

ผมเดินตามคุณปานเทพเข้ามาในโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา ร้านประจำที่ว่าคือร้านอาหารฝรั่งเศสริมน้ำ บรรยากาศภายในถูกตกแต่งด้วยโทนสีขาวสว่าง ให้ความรู้สึกหรูหราและอบอุ่น ภายในร้านไม่ได้ใหญ่มาก แต่มีความเป็นส่วนตัว โต๊ะที่เรานั่งเป็นโซนติดกระจกซึ่งสามารถมองเห็นวิวสวย ๆ ของแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างชัดเจน วิวหลักล้านเลยละครับ

ผมรู้สึกว่า เสื้อช็อปกับที่นี่มันไม่เข้ากันเอาเสียเลย คิดถึงเสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงสแล็กผ้าเนื้อดีที่แขวนอยู่ที่ห้องจัง กูเตรียมเอาไว้แล้วแท้ ๆ แง…

“อยากกินอะไร สั่งเลย”

ผมก้มหน้าอ่านเมนูภาษาต่างชาติ พยายามเดาว่ามันคืออะไรแต่ก็ไม่ไหวครับ ผมจึงเหล่ตามองคนตรงหน้า

“Crevettes Carabineros crabe”

แล้วแอบฟังสิ่งที่คุณปานเทพสั่ง มันคืออะไรอะ? ผมเดาว่าเป็นปูอะไรสักอย่าง

“แล้วก็…”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป