บทที่ 4 อยากได้เขา

คุณปานเทพสั่งไปอีกหลายเมนูเลยครับ ผมฟังไม่ออกสักเมนู แล้วก็ขี้เกียจเดาแล้วละครับ รอดูดีกว่า

สรุปผมไม่ต้องสั่งอะไรเลยครับ คุณปานเทพสั่งให้เรียบร้อย ผมได้แต่ขอบคุณในใจ ไม่อย่างนั้น ผมคงโดนพนักงานฆ่าตายด้วยสายตา ก็ผมเอาแต่ก้มหน้าอ่านเมนู อ่านเท่าไรก็ไม่เข้าใจครับ แต่ตอนที่คุณปานเทพสั่งเสร็จเรียบร้อย แล้วผมจะเก็บเมนู ก็เพิ่งรู้ว่า เปิดไปอีกหน้าจะเป็นเมนูภาษาไทยครับ ง่ะ! โง่จริงจัง

ระหว่างที่เรารออาหาร บทสนทนาของเราก็เริ่มขึ้นครับ

“ช่วงนี้เรียนหนักหรือเปล่า”

“ก็นิดหน่อยครับ ขึ้นปี 3 แล้ว ลงเรียนหลายตัว ปิดเทอมเทอมหน้าก็ต้องไปฝึกงานแล้วครับ” ผมอธิบายแผนการเรียนของปีนี้ทั้งปี

“เพลา ๆ งานที่ร้านกาแฟลงหน่อยดีมั้ย จะได้ไม่เหนื่อยมาก” คุณปานเทพแนะนำ

“ผมทำได้ครับ ไม่ได้เหนื่อยอะไรเลย”

“ถ้าขาดเหลืออะไรก็บอกแล้วกัน”

“แค่คุณปานเทพจ่ายค่าเทอมให้ ผมก็ขอบคุณมากแล้วละครับ ว่าแต่…”

ผมเว้นระยะ กำลังตัดสินใจว่า จะถามออกไปได้มั้ยนะ สิ่งที่ยังค้างคาใจตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน

[“เรื่องค่าเทอมของเธอ ต่อไปนี้ฉันจะจัดการให้”

“ทำไมครับ?”

“ไม่ได้ช่วยฟรี ๆ หรอกน่า”

“แลกกับ?”

“ถึงเวลาแล้วจะบอก ตั้งใจเรียนก็แล้วกัน”]

“คุณปานเทพจะบอกได้หรือยังครับ?”

คนตรงหน้ายกคิ้วสูงเป็นเชิงถาม “บอกเรื่อง?”

ผมสูดลมเข้าปอดเรียกความกล้า “ก็เรื่องที่ช่วยเรื่องค่าเทอมของผม”

“แล้ว?” จำไม่ได้แล้วหรือไงว่าเคยพูดอะไรเอาไว้ คนแก่ลืมง่าย ในขณะที่ผม ยังค้างคาใจมาตลอดระยะเวลา 2 ปี ด้วยเชื่อเสมอว่า โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี

“ค่าเทอมของผม…แลกกับอะไรครับ?”

สายตาคมกริบช้อนขึ้นมาสบตาผม ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “อายุเท่าไรแล้วเราน่ะ?”

“เดือนหน้าก็จะ20แล้วครับ” ผมตอบ ไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวอะไรกับสิ่งที่ผมถาม

“เดือนหน้าจะบอกก็แล้วกัน” คุณปานเทพว่าอย่างนั้น ผมไม่ทันได้ถามอะไรต่อ ทำไมต้องเดือนหน้า? บอกตอนนี้ไม่ได้เหรอไง? แต่ก็ไม่ทันได้ถามครับ เพราะบริกรกำลังลำเลียงอาหารเข้ามาเสิร์ฟ

สลัดควินัว พร้อมด้วยเนื้อปูสด ๆ

พัฟหอย และ ขนมปัง Sourdough กับทาร์ทาร์เนื้อ

แซลมอนนอร์เวย์ในสลัดเกรปฟรุ้ท

จากนั้นก็เป็นขนมปังหลากหลายชนิด เสิร์ฟคู่กับเนยหลายชนิดเช่นกัน

มันเป็นขนมปังที่อร่อยที่สุดเลยครับ และที่สำคัญ ขอได้เรื่อย ๆ บริกรว่าอย่างนั้น ผมก็เลยจัดหนักเลยครับ

จากนั้นก็เริ่มเป็นอาหารที่หนักขึ้น

จานหลักเป็นสเต๊กเนื้อลูกวัว อีกจานสั่งมาเป็นสเต๊กเนื้อนกพิราบราดซอสไวน์แดง

ปิดท้ายด้วยมูสช็อกโกแลต

ระหว่างมื้ออาหาร ผมชวนคุณปานเทพคุยหลายเรื่อง ทั้งเรื่องที่กาสิโน ทั้งเรื่องที่คุณปานเทพต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ ผมรู้มาจากพี่โยชิน่ะครับ แล้วก็อีกมากมายหลายอย่าง

ใบหน้าคมแต่ขาวสะอาดเพราะมีเชื้อจีนเกือบครึ่ง ยิ้มบ้าง ขรึมบ้างตลอดมื้อค่ำ คุณปานเทพพูดไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นผมมากกว่า ไม่รู้สิครับ ผมหายเกร็งตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ คงเพราะสายตาคู่นั้นมั้งครับ สายตาอบอุ่นเจือความเอ็นดูที่ส่งมาให้ไม่ขาด ริมฝีปากหยักลึกที่พยายามยิ้มให้ทุกครั้งที่ผมพยายามเล่าเรื่องตลก แม้มันจะฝืดก็ตาม ความเอื้ออาทรที่ผมสัมผัสได้ยามที่คุณปานเทพถามถึงสุขภาพหรือความทุกข์ใจในเรื่องอื่น ๆ ทั้งหมดนั่นมันทำให้ผม…

“โรม… กูอยากได้”

ผมคร่ำครวญกับเพื่อนร่วมห้องอย่างโรมันทันทีที่กลับถึงห้องพัก

“อยากได้อะไรวะ? แล้วนี่มึงเป็นอะไรเนี่ย หน้าแดงเชียว ดื่มมาเหรอ?” โรมันถามอย่างห่วงใย พร้อมกับมือหนาที่กุมข้างแก้มแดง ๆ ของผม

“กูไม่ได้ดื่ม”

“แล้วเป็นห่าอะไร?” มันสะบัดมือจนหัวผมแทบหลุดจากบ่า ก่อนจะจ้องผมตาเขม็ง

“กูอยากได้” ผมรู้ตัวดีว่าตอนนี้ผมร้อนรุ่มไปหมด ร้อนรุ่มตั้งแต่นั่งมาในรถสีดำคันหรูนั่นแล้ว

“ไม่นะเว้ย ไอ้โปรด เดี๋ยวมันจะมองหน้ากันไม่ติดนะมึง กูรักมึงนะ แต่ไม่ใช่แบบนั้น” โรมันรีบถอยหลังไปจนชิดขอบเตียง ก่อนจะทำท่าปลดกระดุมเสื้อ “แต่ถ้าแบบไม่มีพันธะ กูก็ไม่ติดนะ”

“สัด! กูไม่ได้หมายถึงมึง อย่ามาหื่นใส่กู เดี๋ยวกูฟ้องแก้วใสนะ” ผมแทบจะหมดอารมณ์พิศวาสที่คั่งค้างมาจากข้างนอก

“เออ ๆ กูล้อเล่น รู้หรอกน่า กูก็เอามึงไม่ลงเหมือนกันแหละ ว่าแต่ ท่าทางแบบนี้ ไปโดนตัวไหนมาเนี่ยมึง” โรมันเริ่มถามอย่างจริงจัง ผมจึงรีบเดินไปนั่งข้าง ๆ มัน

“คุณปานเทพ” พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระเส่า พลางก็คิดถึงใบหน้าคมของเจ้าของชื่อ

“คุณปานเทพ?” โรมันขมวดคิ้วมุ่นอย่างใช้ความคิด “ผู้มีพระคุณของมึงอะนะ?” แล้วมันก็หันมาจ้องหน้าผม

“อือ”

“เชี่ย! ไอ้เนรคุณ! มึงคิดแบบนี้ได้ไงเนี่ย” แล้วมันก็ด่าผม ที่คิดอกุศลกับผู้มีพระคุณ

“เนรคุณที่ไหนล่ะ กูอยากตอบแทนบุญคุณเค้าต่างหาก” ผมแก้ตัวแบบเข้าข้างตัวเองสุด ๆ ผมไม่ใช่เด็ก 14 นะครับ 

ผม! โปรดปราณ บุญฤทธิ์ วิศวะปีสาม เดือนคณะผู้ที่ผู้ชายเกือบครึ่งมหาวิทยาลัย อยากจะเททั้งกาย เททั้งใจให้ แล้วมีเหรอที่ผมจะอ่านสายตาของคนที่นั่งจ้องหน้ากันบนโต๊ะอาหารกว่าชั่วโมงคนนั้นไม่ออก

“มึงถามเค้ายัง? ว่าเค้าอยากได้มึงป่าว ไอ้ง่าว”

เป็นประโยคที่ทลายความมั่นหน้าของผมลงไปครึ่งหนึ่งเลยละครับ

“ไม่ลองก็ไม่รู้”

ผมว่าอย่างนั้น ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ อย่างหมายมั่น

โปรดปราณจะออกศึกตีแดนสวรรค์ สอยเทพบนนั้นลงมาสักองค์ แล้วเค้าคนนั้นก็คือ คุณปานเทพ!

บทก่อนหน้า
บทถัดไป