บทที่ 10 [9]

[9]

“เอาอะไรมานอกใจ”

ท่ามกลางเสียงซุบซิบที่ดังระงมไปทั่วลานดิน และสายตานับร้อยคู่ที่จ้องมองมาเป็นจุดเดียว ภากรทำเพียงแค่พ่นลมหายใจออกมาแผ่วเบา ชายหนุ่มไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกหรือโกรธเกรี้ยวจนสติหลุดเหมือนอดีตคนรักเลยแม้แต่นิดเดียว

ทว่าแววตาคู่คมที่ตวัดกลับไปมองน้ำหวานนั้นกลับแฝงไปด้วยความเงียบงัน ความเย็นชา และความเบื่อหน่ายอย่างถึงที่สุด

“นอกใจงั้นเหรอ”

ภากรทวนคำพูดนั้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ชายหนุ่มเหยียดยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพช ก่อนจะขยับก้าวขาไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อเผชิญหน้ากับไฮโซหนุ่มสติแตกอย่างเต็มตา โดยที่แขนแกร่งยังคงกางกั้นปกป้องร่างบางของเพ่ยเพ่ยไว้ข้างหลังไม่ยอมห่าง

“คิดดีแล้วใช่ไหม ที่พูดคำนั้นออกมาต่อหน้าทุกคน”

คำถามที่เปี่ยมด้วยแรงกดดันทำเอาเสียงร้องไห้โฮของน้ำหวานชะงักไปเสี้ยววินาที ภากรจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่คลอไปด้วยหยาดน้ำตาของอดีตคนรัก ก่อนจะตีแผ่ความจริงที่ทำให้หน้ากากผู้ดีแสนสูงส่งของน้ำหวานหลุดลุ่ยจนแทบไม่เหลือชิ้นดี

“คนที่บล็อกเบอร์ บล็อกไลน์ บล็อกทุกอย่าง แล้วหายหน้าไปไม่ติดต่อกลับมาเลยตลอดสี่ปีคือน้ำหวานไม่ใช่เหรอ”

น้ำหวานอ้าปากค้างกับสิ่งที่ภากรเอ่ย เขาคิดว่าอดีตคนรักจะห่วงหน้าตาและชื่อเสียงมากกว่านี้ ฉากหน้าของภากรคือนักแสดงที่มีชื่อเสียงระดับประเทศก็จริง แต่เบื้องหลังของเขาคือตระกูลใหญ่ที่ทำธุรกิจมายาวนานและมีเงินทุนหมุนเวียนเป็นหมื่นล้าน

“คนที่หนีไปต่างประเทศ ควงไฮโซหนุ่มคนใหม่เข้าโรงแรม ขยันลงรูปคู่ลงสตอรี่อินสตาแกรมอวดคนทั้งโลกเพื่อประชดพี่ก็คือน้ำหวาน”

“พี่ซัน”

น้ำหวานเริ่มหน้าถอดสี ริมฝีปากบางสั่นระริก และพยายามจะอ้าปากเถียง ทว่าเสียงของพระเอกหนุ่มกลับดังขึ้นเพื่อหักล้างทุกข้อกล่าวหา

“คนที่ส่งข้อความมาบอกเลิกพี่ ในวันที่พี่ยังส่งไลน์ไปง้อก็คือน้ำหวาน”

ภากรเค้นเสียงเรียบ ทว่าเน้นย้ำทุกถ้อยคำชัดเจนจนทีมงานรอบ ๆ ที่ยืนฟังอยู่ถึงกับร้องอ๋อออกมาเบา ๆ สายตาประณามตวัดกลับไปที่น้ำหวานทันที ที่แท้ตัวเองเป็นคนทิ้งเขาไปควงคนอื่นเองแท้ ๆ พอเห็นเขาเมินเฉยกลับมาทำเป็นบ้าคลั่งใส่ร้ายคนอื่น

“ในเมื่อวันนั้นน้ำหวานเลือกที่จะทิ้งพี่ไปเอง เลือกที่จะตัดสัมพันธ์และบอกเลิกพี่อย่างเด็ดขาด วันนี้น้ำหวานจะมาแสดงกิริยาต่ำ ๆ ทวงคืนอะไรจากพี่อีก รู้ตัวไหมว่าการกระทำของตัวเองมันน่ารังเกียจแค่ไหน”

คำตอกกลับนิ่ง ๆ ของภากรเปรียบเสมือนฝ่ามือที่ตบเข้ากลางใบหน้าสวยของน้ำหวานจนหงายหลัง เขายืนตัวสั่นเทาท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบและเสียงหัวเราะเยาะของพวกช่างกล้องและสตาฟกองถ่าย

เขาอับอายจนแทบจะกระอักเลือดตายอยู่ตรงลานดินริมน้ำ โดยที่มีเพ่ยเพ่ยแอบลอบมองภาพหงส์ปีกหักตรงหน้าด้วยแววตาสะใจอย่างลึกล้ำ เขาสะใจที่ความรักอันเห็นแก่ตัวของน้ำหวานกำลังเป็นอาวุธย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเอง

คุณสิรินทร์ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลก็ระบายลมหายใจยาว หล่อนมองหลานชายที่กำลังอ้าปากกรีดร้อง สลับกับมองผู้กำกับมือทองที่ยืนกอดอกหน้าเขียวปัด และทีมงานนับร้อยชีวิตที่พากันยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิป

วิญญาณผู้จัดละครมืออาชีพและมาเฟียคุมช่องสั่งการให้คุณสิรินทร์รีบแก้ไขเรื่องราวนี้โดยด่วนเพราะมันเกินเยียวยาแล้ว ความคิดที่จะเกลี้ยกล่อมให้น้ำหวานยอมลดตัวลงมาเอ่ยคำขอโทษเพื่อรักษาเก้าอี้นายเอกถูกลบออกจากสมองของคุณสิรินทร์ทันที ขืนปล่อยให้เด็กเอาแต่ใจคนนี้อยู่ในกองถ่ายต่อไป มีแต่จะดึงให้โพรเจกต์นี้พังพินาศย่อยยับลงไปสู่ก้นแม่น้ำเจ้าพระยา

สิ่งที่หล่อนเลือกในตอนนี้ ไม่ใช่การอุ้มชูอีกแล้ว แต่เป็นการตัดน้ำหวานออกจากปัญหาให้ไวที่สุด

“พี่โจ้สั่งพักกองถ่ายยาวของวันนี้ทันทีเลยค่ะ วันนี้ยกเลิกคิวถ่ายทั้งหมด” คุณสิรินทร์หันไปสั่งเสียงเฉียบขาด สตาฟและทีมงานพากันชะงักและรีบแยกย้ายไปเก็บของทันทีตามคำสั่งประกาศพักกอง

จากนั้นผู้จัดสาวใหญ่ก็หมุนตัวเดินหลบฉากกลับเข้าไปในโซนส่วนตัวอันเงียบสงบ หล่อนหยิบสมาร์ตโฟนเครื่องหรูขึ้นมา ก่อนจะกดต่อสายตรงถึง ‘คุณรมิดา’ พี่สาวของเธอซึ่งเป็นมารดาของน้ำหวาน รอสายไม่นานปลายทางก็กดรับ

“พี่ดาคะ นี่รินทร์เองนะ”

คุณสิรินทร์กรอกเสียงต่ำลงไปในสาย แววตาคู่คมฉายประกายเด็ดขาด ไม่มีความลังเลหลงเหลืออยู่เลยสักนิด

“รินทร์จะโทรมาบอกพี่ดาว่า รินทร์จะให้น้ำหวานถอนตัวจากละคร”

“ว่ายังไงนะยัยรินทร์! เกิดอะไรขึ้น!” ปลายสายอุทานเสียงหลง

“ลูกชายตัวดีของพี่เพิ่งเอาพานเงินทุบหัวนักแสดงดาวรุ่งที่เป็นคู่กรณีกลางเซต แถมยังสติแตกวิ่งลงมาอาละวาดกรีดร้องด่าทอภากรว่านอกใจประจานตัวเองต่อหน้าทีมงานนับร้อยชีวิต”

คุณสิรินทร์เอ่ยรวบยอดด้วยน้ำเสียงระอา

“เงินทุนของพี่ดากับพี่เขย รินทร์ยินดีคืนให้ทุกบาททุกสตางค์ค่ะ แต่รินทร์ไม่สามารถให้คนที่คุมสติและอารมณ์ตัวเองไม่ได้ มาทำลายงานและทำลายช่องของรินทร์ได้ค่ะ รินทร์ตัดสินใจดีแล้ว วันหลังรินทร์จะเข้าไปกราบขอโทษพี่ดากับพี่เขยที่บ้านเองค่ะ รินทร์ผิดที่ดูแลหลานไม่ได้”

คุณสิรินทร์กดตัดสายทิ้งทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้พี่สาวได้อ้อนวอนหรือต่อรอง หล่อนหันขวับไปมองทางลานดินริมน้ำ รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นที่มุมปาก เก้าอี้นายเอกที่น้ำหวานเคยแย่งปาดหน้าเค้กเขามาก็กำลังจะลอยกลับไปสู่มือของคนที่เหมาะสม และเธอก็จะใช้การถอนตัวของน้ำหวานนี่แหละ เรียกกระแสให้คนกลับมาสนใจและสนับสนุน ‘รอยบัว’ อีกครั้ง

ความอับอายและเสียงหัวเราะเยาะของทีมงานโดยรอบกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทำลายระบบประสาทของน้ำหวานจนพังยับเยิน ไฮโซหนุ่มยืนตัวสั่นเทา น้ำตาไหลพรากจนมาสคาร่าเปรอะเปื้อนใบหน้าสวยจนกลายเป็นสีกระดำกระด่าง ไม่เหลือเค้าลางของหงส์ผู้สูงศักดิ์อีกต่อไป

ยังไม่ทันที่น้ำหวานจะได้กรีดร้องอาละวาดโวยวายรอบสอง สมาร์ตโฟนของผู้จัดการส่วนตัวของเขาก็ดังลั่นขึ้นมาเสียก่อน เมื่อปลายสายคือคำสั่งประกาศิตจากคุณรมิดา ฝ่ายนั้นจึงโทรมาสั่งการโดยตรงหลังวางสายจากคุณสิรินทร์ให้พาน้ำหวานกลับบ้าน

บอดี้การ์ดร่างใหญ่สองคนพร้อมกับผู้จัดการส่วนตัวก็ไม่รอช้า พวกเขาพากันกรูเข้าไปล็อกตัวและพาน้ำหวานออกไปจากบริเวณลานดินริมน้ำทันที ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอย่างขัดใจของน้ำหวานที่ค่อย ๆ แผ่วจางหายไปเมื่อถูกลากขึ้นรถตู้หรูส่วนตัวและขับออกไปจากคฤหาสน์สามโคกอย่างหมดสภาพ

เมื่อตัวปัญหาหลักถูกกำจัดออกไป บรรยากาศภายในกองถ่ายละคร ‘รอยบัว’ ก็กลับคืนสู่ความสงบ ทีมงานสตาฟทุกคนต่างเร่งรีบเก็บข้าวของและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อแยกย้ายกลับบ้านหลังจากมีคำสั่งเลิกกองอย่างเป็นทางการของวัน

คุณสิรินทร์สูดหายใจเข้าลึก พยายามปรับสีหน้าและอารมณ์ให้คงที่ ก่อนจะก้าวเท้าฉับ ๆ เดินตรงเข้ามาหาคนเจ็บที่ยังคงมีพระเอกหนุ่มเบอร์หนึ่งคอยประคองอยู่ไม่ห่าง ผู้จัดสาวใหญ่ค้อมศีรษะลงเล็กน้อย แววตาฉายประกายความรู้สึกผิดอย่างจริงใจขณะเอ่ยปากขอโทษเด็กหนุ่มด้วยตัวเอง

“เพ่ยเพ่ย พี่รินทร์ต้องขอโทษแทนน้ำหวานด้วยที่ทำให้ต้องมาเจ็บตัวในคิวแรกแบบนี้” คุณสิรินทร์เอ่ยเสียงนุ่ม ก่อนจะกวาดสายตามองรอยปูดแดงที่ขมับของคนตัวเล็ก แล้วตัดสินใจเอ่ยประโยคสำคัญที่ทำเอาต้นหอมผู้จัดการของเพ่ยเพ่ยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

“เพื่อเป็นการชดเชยความผิดพลาดทั้งหมด พี่รินทร์ตัดสินใจแล้วค่ะ ว่าจะคืนบท ‘บัวหลวง’ นายเอกของเรื่องนี้ให้เพ่ยเพ่ย”

“เอ๊ะ!”

เพ่ยเพ่ยเบิกตากลมโตขึ้นกว้าง แสร้งทำสีหน้าตกใจและตื่นตระหนกอย่างถึงที่สุด ร่างบางรีบยกมือน้อย ๆ ขึ้นโบกไปมากลางอากาศ ลนลานปฏิเสธด้วยท่าทางเจียมเนื้อเจียมตัวราวกับไม่กล้าเอื้อมคว้าของสูง

“ทำไมล่ะครับคุณสิรินทร์ เพ่ยไม่ได้เป็นอะไรมากเลยครับ แค่หัวโนนิดเดียวเอง ประคบเย็นเดี๋ยวก็หายแล้วครับ ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดเปลี่ยนบทใหญ่โตขนาดนี้เลยครับ”

คุณสิรินทร์มองท่าทางแสนดีและเกรงใจคนอื่นของเพ่ยเพ่ยด้วยความเอ็นดู หล่อนเอื้อมมือไปตบไหล่บางเบา ๆ ก่อนจะเฉลยความจริงด้วยน้ำเสียงราบเรียบเด็ดขาด

“ไม่ใช่เพราะเรื่องหัวโนหรอกค่ะเพ่ยเพ่ย แต่น้ำหวานเขาจำเป็นจะต้องถอนตัวจากละครเรื่องนี้”

คำตอบของคุณสิรินทร์ทำให้ต้นหอมที่ยืนลุ้นอยู่ข้าง ๆ ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ทว่าดวงตาคมกริบของภากรที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ตลอดกลับจับจ้องไปยังใบหน้าของผู้จัดสาวใหญ่ ชายหนุ่มมองเห็นร่องรอยความเครียด ความอิดโรย และความกังวลลึก ๆ ที่ฉายชัดผ่านนัยน์ตาของคุณสิรินทร์อย่างปิดไม่มิดหลังพูดคำว่าถอนตัวออกมา

ภากรรู้จักคุณสิรินทร์ดีพอที่จะอ่านเกมออก การตัดน้ำหวานออกจากปัญหามันสะใจคนในกองและถูกต้องตามกระแสสังคม แต่มันต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงครั้งใหญ่หลวง เพราะเงินทุนเกือบครึ่งที่นำมาใช้สร้างละครฟอร์มยักษ์เรื่องนี้มาจากกระเป๋าของตระกูลภัทรวรเมศซึ่งเป็นพ่อน้ำหวาน การถอนตัวของน้ำหวานย่อมหมายถึงท่อน้ำเลี้ยงก้อนโตที่จะต้องถูกดึงกลับคืนไป และละคร ‘รอยบัว’ อาจจะต้องเผชิญภาวะชะงักงันเพราะขาดเม็ดเงินหมุนเวียน

พระเอกหนุ่มเบอร์หนึ่งขยับกายก้าวออกมารับหน้าแทนคนตัวเล็ก แววตาคู่คมนิ่งสงบ ทว่าเปี่ยมไปด้วยบารมีของมาเฟียตัวจริงในวงการบันเทิง

“ถ้าคุณรินทร์กำลังกังวลเรื่องเงินทุนในส่วนของน้ำหวานที่จะขาดหายไปหลังจากถอนตัวล่ะก็ คุณรินทร์เลิกคิดมากได้เลยครับ”

ภากรเหยียดยิ้มบางเบาพลางกระชับอ้อมแขนที่โอบไหล่เพ่ยเพ่ยให้แน่นขึ้น

“เงินทุนในส่วนที่ขาดไปทั้งหมด ไม่ว่าจะกี่สิบล้าน ผมจะเป็นคนออกทุนให้ในนามบริษัทของผมเองทั้งหมด ขอแค่ให้เพ่ยเพ่ยได้เล่นบทบัวหลวงอย่างสบายใจ โดยไม่มีคนไร้สติมาตามรังควานอีกก็พอ”

คำเสนอตัวออกทุนเองอย่างป๋าของภากร เปรียบเสมือนระฆังช่วยชีวิตที่ดังขึ้นกลางอกของคุณสิรินทร์ ผู้จัดสาวใหญ่ตาเป็นประกายวาบด้วยความโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก ในขณะที่เพ่ยเพ่ยแอบลอบยิ้มกริ่มในใจภายใต้กิริยาเอียงอายระคนเกรงใจ

‘สมน้ำหน้านะน้ำหวาน นอกจากจะเสียผู้ชาย เสียชื่อเสียง เสียเก้าอี้นายเอกแล้ว แม้แต่อำนาจเงินที่แกภูมิใจนักหนาก็ยังโดนพี่ซันใช้เงินที่หนากว่าฟาดหน้าหงายกลับไปจนไม่เหลือชิ้นดี!’

บทก่อนหน้า
บทถัดไป