บทที่ 3 [2]

[2]

“วนกลับมาที่เก่า”

แสงไฟจากสปอตไลต์ดวงใหญ่ภายในสตูดิโอหรูของบริษัท แกรนด์ ไดมอนด์ อาร์ทิสต์ สว่างจ้าเสียจนแสบตา กลิ่นสเปรย์ฉีดผมและเสียงฝีเท้าของทีมงานที่เดินวุ่นวายดังก้องไปทั่วบริเวณ ทว่าสำหรับเพ่ยเพ่ยที่เพิ่งก้าวขาลงจากรถตู้ของเจ้ต้นหอม ที่นี่ไม่ต่างอะไรกับลานประหารในชาติก่อน และแน่นอนว่ามันจะเป็นสมรภูมิแรกที่เขาจะใช้ล้างแค้นในชาตินี้

“ตามเจ้มาไว ๆ เพ่ยเพ่ย อย่ามัวแต่เดินเหม่อ ไฮโซน้ำหวานนั่นมาถึงก่อนแล้วมั้ง”

ต้นหอมหันมาจิกเสียงเขียว พลางยัดบทละครใส่มือบางก่อนจะสะบัดบ๊อบเดินนำเข้าไป

เพ่ยเพ่ยไม่ตอบอะไร เขาเพียงแต่กระชับเป้ใบเก่า และสูดลมหายใจเข้าลึก นัยน์ตากลมโตคู่งามฉายแววนิ่งสงบ ก่อนที่คนตัวเล็กจะจงใจลู่ไหล่ลงเล็กน้อยพร้อมปรับเปลี่ยนท่าทางให้ดูเจียมเนื้อเจียมตัวราวกับเด็กหนุ่มขี้อายและไร้ทางสู้

หน้ากากดอกบัวขาวพร้อมทำงานแล้ว

เมื่อก้าวเดินเข้ามาถึงห้องแต่งตัว ร่างบางก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย เมื่อสายตาปะทะเข้ากับภากรในชุดราชปะแตนสีขาวบริสุทธิ์ โจงกระเบนผ้าไหมยกดิ้นทอง สง่างามสมเป็นข้าราชการหนุ่มอนาคตไกลในบท ‘คุณหลวงพินิจ’ และที่ยืนอยู่ข้างกันคือ 'น้ำหวาน' ที่จัดเต็มในชุดไทยหรูหราสีชมพูกลีบบัว เครื่องประดับทองหยองระยิบระยับขับผิวให้ดูร่ำรวยสมเป็น ‘บัวหลวง’ ลูกเมียแต่ง

วินาทีที่สบตากับภากร หัวใจของเพ่ยเพ่ยกระตุกวูบ ความทรงจำในอดีตพุ่งเข้ามาในหัว

ก่อนจะเจอกับน้ำหวานและสารพัดเรื่องราวที่น้ำหวานโยนใส่เขาให้แปดเปื้อน ภากรคนนี้ก็ดูจะเอ็นดูเขาอยู่พอสมควร ทว่าหลังจากมีเรื่องเขากลับเพิกเฉยและมองเพ่ยเพ่ยเป็นก้อนหินก้อนหนึ่ง

เพ่ยเพ่ยกดความเจ็บปวดและความผิดหวังเอาไว้ในอก ก่อนจะเบิกตากว้างเล็กน้อยและแสร้งทำเป็นหลบสายตาด้วยความประหม่าและระคนเจียมตัว

‘ดูเอาเถอะพี่ซัน ชาตินี้ผมจะทำให้พี่หลงรักตัวร้ายอย่างผมจนโงหัวไม่ขึ้นเลยคอยดู’ เพ่ยเพ่ยลอบคิดในใจอย่างเยือกเย็น

“อ้าว! มาแล้วเหรอเพ่ยเพ่ย หวานรอตั้งนานแน่ะ”

น้ำหวานจีบปากจีบคอพูด รอยยิ้มหวานถูกฉาบไว้บนหน้า ทว่าสายตาที่มองตรงมากลับเต็มไปด้วยความเหยียดหยันและดูแคลน

“เจ้หอมพามาสายจังเลยนะครับ หวานฟิตติ้งเสร็จไปสองชุดแล้ว”

“ขอโทษครับคุณน้ำหวาน เพ่ยเพ่ยไม่มีรถส่วนตัว รถตู้ของบริษัทต้องแวะไปส่งนักแสดงอีกหลายคน เพ่ยเพ่ยต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ”

เพ่ยเพ่ยรีบประนมมือไหว้ น้ำเสียงนุ่มละมุนสั่นเครือน้อย ๆ ราวกับคนสำนึกผิดเต็มประดา ดวงตากลมโตสั่นระริกช้อนขึ้นมองภากรแวบหนึ่งก่อนจะก้มลงมองพื้นตึก

คำพูดเรียบง่ายของเพ่ยเพ่ยทำให้อารมณ์ของคนในห้องเปลี่ยนไปทันที ทีมงานหลายคนเริ่มหันไปซุบซิบและมองน้ำหวานด้วยสายตาแปลก ๆ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าน้ำหวานปาดหน้าแย่งบทนายเอกไปจากเพ่ยเพ่ย การที่เขาร้องทักเรื่องเวลา ทั้งที่รู้ดีว่าบริษัทของพริมโรสเป็นบริษัทเล็ก ๆ มันช่างดูใจดำเหลือเกิน

แม้แต่ภากรเองก็ขมวดคิ้ว สายตาคมกริบจับจ้องไปที่เพ่ยเพ่ยด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด วันนี้เด็กคนนี้ดูบอบบาง น่าสงสาร และไร้เดียงสาจนเขาเริ่มรู้สึกสะกิดใจ

“รีบไปเปลี่ยนชุดเถอะ เดี๋ยวผู้กำกับจะรอนาน”

ภากรเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ามีกระแสความเห็นใจเจืออยู่ประปราย

“ครับพี่ซัน”

เพ่ยเพ่ยรับคำด้วยน้ำเสียงเบาหวิว ราวกับเสียงกระซิบของสายลม ก่อนจะเดินเลี่ยงเข้าไปหลังฉากกั้นเพื่อเปลี่ยนเป็นชุดของ ‘ก้าน’ ตัวร้ายของเรื่องรอยบัว

ภายในห้องลองเสื้อที่ไร้สายตาผู้คน เพ่ยเพ่ยเหยียดยิ้มเย็นชา นิ้วเรียวบางขาวจัดลูบไล้ไปบนเนื้อผ้าป่านสีมุกหยาบ ๆ และโจงกระเบนสีเข้มซีด ๆ ที่ทีมงานจัดไว้ให้สมบทบาทลูกเมียบ่าวผู้ต่ำต้อยที่เกิดจากก้นครัว

เขานึกถึงเนื้อเรื่องย่อของละคร ‘รอยบัว’ ขึ้นมา บทที่น้ำหวานสั่งแก้เพื่อกดหัวเขาในจอ และให้ก้านเป็นตัวร้ายอิจฉาตาร้อนที่คอยจ้องจะแย่งชิงคุณหลวงพินิจและทำลายบัวหลวงพี่ชายที่แสนดี

เมื่อเพ่ยเพ่ยเดินก้าวพ้นฉากกั้นออกมา ทั้งสตูดิโอก็ตะลึงจนเงียบกริบ

ใบหน้างดงามที่ถูกช่างปั้นสลักไว้อย่างบรรจง ผิวพรรณขาวละเอียดนวลเนียนราวกับน้ำนม เมื่อมาตัดกับชุดผ้าป่านเนื้อหยาบสีซอมซ่อกลับยิ่งขับเน้นให้เพ่ยเพ่ยดูงดงามราวกับประติมากรรมชั้นเลิศที่ถูกทิ้งขว้างไว้ในโคลนตม

ดวงตากลมโตดำขลับที่ทอประกายหม่นแสงลงเล็กน้อยและริมฝีปากบางสีชมพูระเรื่อที่เม้มเข้าหากันอย่างเจียมตัว มันสร้างแรงดึงดูดและมิติของตัวละครก้านให้ดูลึกซึ้ง น่าค้นหา และบอบบางจนคนดูอยากจะพุ่งเข้าไปปกป้องมากกว่าจะเกลียดชัง

น้ำหวานที่ยืนมองอยู่ถึงกับหน้าถอดสี มือเรียวจับผ้าไหมกำเข้าหากันจนยับย่น ความดูดีที่เขาจงใจประโคมมากลายเป็นว่ามันดูพยายามมากเกินไป เมื่อเทียบกับความงามธรรมชาติของเพ่ยเพ่ยในชุดบ่าว

ขณะที่ภากรพระเอกหนุ่มเบอร์หนึ่งกลับยืนจ้องมองร่างบางตรงหน้าตานิ่งค้าง สายตาคมสั่นไหวและไม่อาจละสายตาไปจากลูกเมียบ่าวคนนี้ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว

เพ่ยเพ่ยลอบกระตุกยิ้มในใจอย่างผู้ชนะเมื่อเห็นปฏิกิริยาของภากร

หลังจากนั้นเสียงกระซิบกระซาบของทีมงานและช่างแต่งหน้าที่ยืนอยู่รอบนอกเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับเสียงผึ้งแตกรัง สายตาหลายสิบคู่ที่เคยมองเพ่ยเพ่ยด้วยความเวทนาในตอนแรก บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นความชื่นชมและความเห็นใจ

“แกดูสิ ขนาดใส่ผ้าป่านเนื้อหยาบสีซีด ๆ ยังสวยออร่าจับขนาดนี้เลย ถ้าได้ใส่ชุดผ้าไหมสีกลีบบัวชุดนั้นจะขนาดไหน”

“นั่นสิ จริง ๆ บทบัวหลวงต้องเป็นของน้องเพ่ยเพ่ยไม่ใช่เหรอ ฉันได้ข่าวจากวงในมาว่าโดนปาดหน้าเค้กไปวินาทีสุดท้าย ยิ่งตอนที่คุณน้ำหวานแกล้งทักเรื่องมาช้าเมื่อกี้ ยิ่งดูออกเลยว่าจงใจข่ม”

“เออใช่ พูดออกมาได้ ทั้งที่รู้ว่าน้องไม่มีรถส่วนตัว ต้องนั่งรถตู้บริษัทแวะส่งคนอื่น ตัวเองคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด มีรถหรูขับ มีคนประเคนทุกอย่างให้แล้วยังจะใจดำมาเปรียบเทียบกับคนอื่นอีก น่าสงสารน้องเพ่ยเพ่ยจัง เด็กกตัญญูสู้ชีวิตแท้ ๆ”

คำนินทาเหล่านั้นลอยเข้าหูน้ำหวานเป็นระยะจนใบหน้าสวยเฉี่ยวเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ เขาพยายามจะหันไปวีนใส่ทีมงาน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าภากรยังคงจับจ้องไปที่เพ่ยเพ่ยไม่วางตา

น้ำหวานกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ เขากลายเป็นคนใจดำในสายตาทุกคนเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำของไอ้เด็กขี้ข้าคนนี้

เพ่ยเพ่ยที่แสร้งก้มหน้ามองต่ำ หน้ากากก้านและผ้าป่านซอมซ่อผืนนี้ทำงานได้ดีเกินคาด ความต่างของชนชั้นที่น้ำหวานพยายามจะใช้เหยียบย่ำเขา มันได้ย้อนกลับไปผูกคอตัวเขาเองจนแทบหายใจไม่ออกตั้งแต่วันแรกที่ฟิตติ้ง

รอยบัว เป็นเรื่องราวในเรือนของพระยาพิชัยรณรงค์ เมื่อ 'บัวหลวง' ที่รับบทโดยน้ำหวาน บุตรชายคนโตผู้เพียบพร้อมและจิตใจดีงามดั่งดอกบัวพ้นน้ำ ต้องเผชิญกับแผนการร้ายจากน้องชายคนละแม่ที่เกิดจากบ่าวในเรือนอย่าง ก้านที่รับบทโดยเพ่ยเพ่ย

'ก้าน' เติบโตมาด้วยความริษยาที่ฝังรากลึก เขาเกลียดที่ตัวเองเป็นเพียงลูกเมียบ่าวที่ใคร ๆ ก็ต่างมองข้าม แม้บัวหลวงจะพยายามหยิบยื่นความเมตตาและแบ่งปันข้าวของให้เพียงใด ก้านกลับมองว่านั่นคือการเหยียดหยามและเป็นการทำทานเพื่อเอาหน้า

ก้านจึงใช้รูปลักษณ์ที่ดูซื่อ ๆ และหน้าตาที่หวานหยดของตนเองสวมหน้ากากเป็นผู้น้อยที่เจียมตัวต่อหน้าเจ้าคุณพ่อและ 'คุณหลวงพินิจ' ซึ่งรับบทโดย ภากร ชายหนุ่มที่บัวหลวงรัก แต่ลับหลังก้านกลับวางแผนใส่ร้ายพี่ชายตัวเองสารพัด ทั้งการแกล้งทำให้ตัวเองบาดเจ็บแล้วโยนความผิดให้บัวหลวง หรือการขโมยของสำคัญในเรือนไปซ่อนเพื่อชื่นชมความพินาศของคนบนตึกใหญ่

จุดสูงสุดของความร้ายกาจคือก้านพยายามจะแย่งชิงคุณหลวงพินิจมาเป็นของตน เพื่อหวังจะถีบตัวเองขึ้นจากสถานะลูกเมียบ่าว และทำลายความสุขของบัวหลวงให้ย่อยยับลงกับตา

ตอนแรกบทของก้านจะเป็นของนักแสดงอีกคน และเพ่ยเพ่ยจะได้รับบทนายเอกของเรื่องเป็นครั้งแรก ทว่าน้ำหวานที่เพิ่งเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศต้องการจะตามง้อขอคืนดีกับคนรักอย่างภากร

น้ำหวานจึงใช้อิทธิพลของครอบครัวในการบีบผู้จัดซึ่งเป็นน้าสาวและผู้กำกับให้เปลี่ยนตัวนักแสดงที่จะรับบทบัวหลวง

หลังจากกระแสซุบซิบจบลงก็เข้าสู่ขั้นตอนสำคัญที่สุดของวันฟิตติ้ง นั่นคือการถ่ายภาพเซตเพื่อใช้ทำสื่อประชาสัมพันธ์หลักของละคร ช่างภาพระดับมืออาชีพเซตไฟสตูดิโออย่างจัดเต็ม ฉากหลังถูกเปลี่ยนเป็นโทนสีคลาสสิกเพื่อรับกับความเป็นละครพีเรียดฟอร์มยักษ์

“คิวแรกขอถ่ายรูปคู่พระนายก่อนเลยครับ คุณซันกับคุณน้ำหวาน เชิญที่หน้าเซตครับ!” เสียงตากล้องตะโกนเรียกผ่านลำโพง

ภากรผู้เป็นมืออาชีพสาวเท้าก้าวเข้าหน้าไฟด้วยท่าทางสง่างามสมบูรณ์แบบ แววตาของเขาปรับเปลี่ยนเป็นคุณหลวงพินิจผู้สุขุมและมั่นคงในรักได้ทันทีโดยไม่มีข้อกังขา ทว่าปัญหาหลักกลับตกไปอยู่กับคนที่ยืนเคียงข้างอย่างน้ำหวาน

ในบทละคร ‘รอยบัว’ บัวหลวงต้องส่งสายตาอ่อนหวาน อบอุ่น และเปี่ยมไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์ให้แก่คุณหลวง ทว่าในความเป็นจริงตอนนี้น้ำหวานกำลังดิ้นพล่านด้วยความริษยา ความคิดในหัวพะวงอยู่แต่กับกระแสซุบซิบของทีมงานเมื่อครู่ และสายตาของภากรที่แอบมองเพ่ยเพ่ยจนตาค้าง

“คุณน้ำหวานครับ ขอแววตาอ่อนหวานกว่านี้หน่อยครับ ตอนนี้ตาแข็งมากเลย” เสียงตากล้องทักขึ้นเป็นรอบที่สาม

น้ำหวานพยายามสูดหายใจ พยักหน้ารับคำแล้วพยายามฉีกยิ้ม ทว่ายิ่งเขาพยายามฝืน แววตาหยามหมิ่นและเต็มไปด้วยแรงอาฆาตที่ยังมีต่อเพ่ยเพ่ยก็ย่ำแย่จนปิดไม่มิด มันฉายชัดผ่านหน้าเลนส์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“คัทครับ! คุณน้ำหวาน แววตาคุณตอนนี้มันไม่ใช่บัวหลวงเลยครับ มันเหมือนตัวร้ายที่กำลังจะไปฆ่าใครมากกว่า”

ผู้กำกับที่นั่งเช็กภาพจากมอนิเตอร์ถึงกับทนไม่ไหว ต้องเดินเข้ามาตำหนิตรง ๆ ต่อหน้าทีมงานนับสิบชีวิต

“บทบัวหลวงคือคนดีนะครับ แต่แววตาคุณน้ำหวานตอนนี้มัน ตรงข้ามกับบทโดยสิ้นเชิง แข็งกระด้างและดูริษยามาก รบกวนปรับอารมณ์ด่วนครับ”

คำตำหนิอย่างตรงไปตรงมาของผู้กำกับเปรียบเสมือนฝ่ามือที่ตบเข้าฉาดใหญ่บนใบหน้าไฮโซหนุ่ม น้ำหวานอับอายจนหน้าชา สองมือใต้แขนเสื้อสั่นระริก

เพ่ยเพ่ยที่นั่งอยู่ตรงมุมห้องนิ่งมองภาพความหายนะตรงหน้าพลางยกแก้วน้ำขึ้นจิบช้า ๆ แม้ว่าเขาจะพึงใจกับภาพที่เห็นแค่ไหน แต่บนใบหน้างามก็ยังถูกฉาบด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ราวกับกำลังส่งกำลังใจให้กับคนที่อยู่หน้าเซต

‘พยายามเข้าสิซุปตาร์ ในเมื่อแกอยากแย่งบทนายเอกแสนดีไปจากฉัน ชาตินี้ฉันก็จะปล่อยให้แกเล่นไป ต่อให้แกกว้านซื้อผ้าไหมมาประโคมทั้งตัว สันดานข้างในมันก็ปิดไม่มิดอยู่ดี’

“น้ำหวาน ไหวไหม”

ภากรเอ่ยถามเสียงเรียบ คิ้วหนาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกอึดอัดกับพลังงานความขุ่นมัวที่แผ่ออกมาจากคนข้างกาย

“ไหวครับพี่ซัน หวานแค่เพลีย ๆ”

น้ำหวานฝืนตอบพลางตวัดสายตาไปมองเพ่ยเพ่ยที่นั่งเจียมตัวอยู่ไกล ๆ ด้วยความเคียดแค้น

ยิ่งโกรธ แววตาก็ยิ่งแย่ ภาพที่กดชัตเตอร์ออกมาจึงมีเพียงภากรที่รอดอยู่คนเดียว ส่วนน้ำหวานถูกตำหนิซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนบรรยากาศภายในสตูดิโอเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีสายตาซุบซิบของทีมงานรอบนอกคอยตอกย้ำความล้มเหลวของน้ำหวานไม่ขาดสาย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป