บทที่ 9 [8]
[8]
“ไม่เย็นแล้วครับพี่รินทร์ หลานชายพี่จงใจเอาพานทุบหัวนักแสดงร่วมกลางเซต” ผู้กำกับสวนกลับเสียงแข็ง แววตาเด็ดขาด ไม่ยอมลดราวาศอก
“ถ้าพี่รินทร์ยังควบคุมพฤติกรรมของนักแสดงคนนี้ไม่ได้ ปล่อยให้มาแผลงฤทธิ์และทำร้ายคนอื่นตามใจชอบจนกองต้องสั่งเบรกตั้งแต่คิวแรกแบบนี้ ผมคงต้องขอนัดวันเปลี่ยนตัวผู้กำกับอย่างที่เคยพูดไว้”
คำขู่คำขาดของผู้กำกับมือทองทำเอาคุณสิรินทร์หน้าถอดสี ละครถ่ายไปออนไป ถ้าขาดผู้กำกับคนนี้ไป มีหวังละครพินาศย่อยยับแน่นอน หล่อนรู้ดีว่าเงินทองของตระกูลภัทรวรเมศอาจจะซื้อหล่อนได้ แต่ซื้อความถูกต้องหน้าเซตและกระแสแอนตี้ของทีมงานในนาทีนี้ไม่ได้เลยสักนิด
“สติแตกแบบกู่ไม่กลับ”
ภายในห้องโถงใหญ่ที่ติดเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ บรรยากาศกลับร้อนระอุจนแทบระเบิด ทันทีที่ประตูไม้สักบานหนาปิดลง เสียงกระแทกส้นเท้าอันเกรี้ยวกราดของคุณสิรินทร์ก็หยุดกึก หล่อนหันขวับมาเผชิญหน้ากับหลานชายตัวดีที่เดินตามเข้ามาด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“น้ำหวาน! แกทำบ้าอะไรของแก!”
คุณสิรินทร์ระเบิดอารมณ์ใส่ทันทีโดยไม่มีการอ้อมค้อม นิ้วเรียวที่ปลายเล็บเคลือบด้วยเจลสีแดงสดชี้ตรงไปที่หน้าหลานชาย
“แกคิดว่าตัวเองกำลังเล่นขายของอยู่หรือไง ถึงได้เอาพานเงินไปทุบหัวนักแสดงร่วมกลางเซตต่อหน้ากล้องขนาดนั้น”
“หวานไม่ได้ตั้งใจ หวานก็บอกแล้วนี่”
น้ำหวานแผดเสียงสู้ พลางกอดอกสะบัดหน้า
“หวานบอกแล้วไงว่าตื่นเช้า แสงแดดริมน้ำมันก็แยงตาพอดี มือมันก็เลยลื่น อีกอย่างไอ้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้านั่นมันก็แค่หัวโน ไม่ได้ถึงกับหัวร้างข้างแตกเสียหน่อย น้ารินทร์จะมาเดือดร้อนทำไม”
“ฉันไม่ได้เดือดร้อนเพราะไอ้เด็กเพ่ยเพ่ยนั่น! แต่ฉันเดือดร้อนเพราะแกกำลังจะทำกองถ่ายของฉันพัง”
คุณสิรินทร์ตวาดกลับจนน้ำหวานสะดุ้ง
“แกไม่เห็นสายตาของทีมงานทั้งกองถ่ายเมื่อกี้หรือไง ช่างกล้อง ช่างไฟ ช่างแต่งหน้า ทุกคนแอนตี้แกหมดแล้ว แล้วที่สำคัญที่สุด ผู้กำกับเขาขู่จะถอนตัวถ้าฉันไม่จัดการเรื่องนี้ แกก็รู้ว่าถ้าไม่มีเขา ละครฟอร์มยักษ์ถ่ายไปออนแอร์ไปเรื่องนี้คงไม่มีทางรอดแน่นอน”
“ก็ช่างหัวผู้กำกับสิ น้ารินทร์เป็นถึงผู้จัดใหญ่คุมช่องนี้แท้ ๆ เงินทุนครึ่งหนึ่งในการสร้างละครเรื่องนี้ก็มาจากกระเป๋าเงินของคุณพ่อหวาน เงินตั้งกี่ล้าน น้ารินทร์จะไปกลัวขี้ปากไอ้พวกข้าเก่าเต่าเลี้ยงในกองทำไม แค่ไล่ผู้กำกับออกแล้วหาคนใหม่เสียก็สิ้นเรื่อง”
น้ำหวานโวยวาย และอ้างอำนาจเงินตราของตระกูลอย่างลำพองใจ
“หยุดทำตัวโง่ ๆ โตแต่ตัวแบบนี้เสียทีน้ำหวาน”
คุณสิรินทร์จ้องหน้าหลานชายด้วยสายตาเขียวปัด แววตาเด็ดขาดทำเอาน้ำหวานถึงกับเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง
“แกฟังฉันให้ดี ๆ นะ เงินของพ่อแก มันซื้อฉันได้ แต่มันซื้อความถูกต้องหน้าเลนส์และกระแสแอนตี้ของคนดูในทวิตเตอร์นาทีนี้ไม่ได้เลยสักนิด แกเพิ่งฉาวโฉ่เรื่องปาดเค้กบทบัวหลวงมาหมาด ๆ ขืนมีข่าวลือหลุดออกไปอีกรอบว่าแกจงใจทำร้ายร่างกายนักแสดงดาวรุ่งกลางกองถ่ายจนผู้กำกับประท้วงลาออก ละครเรื่องนี้โดนคว่ำบาตรตั้งแต่อีพีแรกแน่ แล้วแบรนด์เนมตั้งแต่หัวจรดเท้าของแกก็ช่วยอะไรไม่ได้”
น้ำหวานอ้าปากค้าง ใบหน้าสวยเฉี่ยวซีดเผือดสลับเขียวคล้ำด้วยความขัดใจเมื่อรู้ว่าอำนาจเงินที่ตนเคยใช้ข่มคนอื่นมาตลอดเริ่มไร้ผลในสถานการณ์นี้ หน้าอกบางกระเพื่อมไหวด้วยความอัดอั้น ทั้งอับอายที่โดนผู้ใหญ่ด่า และแค้นใจที่เห็นภากรปกป้องศัตรู
“น้ารินทร์จะให้หวานทำยังไง หวานไม่ยอมโดนปลดหรอกนะ หวานต้องได้ใกล้ชิดพี่ซัน ไม่งั้นหวานจะคืนดีกับพี่ซันได้ยังไง”
คุณสิรินทร์พยายามสะกดอารมณ์พลางหมุนแหวนเพชรที่นิ้วมือ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและเยือกเย็นที่ทำให้น้ำหวานแทบกระอักเลือดตาย
“แกไม่มีสิทธิ์เลือกน้ำหวาน พ้นสิบนาทีที่พักกองนี้แล้ว แกต้องเดินตามฉันออกไปที่ลานดินริมน้ำนั่น แล้วก้มหัวไหว้ขอโทษเพ่ยเพ่ยต่อหน้าภากรและทีมงานทุกคน”
แสงแดดภายนอกคฤหาสน์ยังคงทวีความร้อนระอุ ทว่าภายในรถตู้วีไอพีคันหรูสีขาวของภากรที่จอดสตาร์ตเครื่องทิ้งไว้ในมุมร่มไม้ กลับมีเพียงความเงียบสงบและความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศที่เปิดเร่งไว้จนอุณหภูมิลดต่ำ
เบาะหนังแท้สีครีมปรับด้วยระบบไฟฟ้าขัดกับลานดินเปื้อนฝุ่นริมน้ำภายนอกราวกับเป็นโลกคนละใบ
ร่างบางของเพ่ยเพ่ยถูกประคองให้นั่งลงบนเบาะกัปตันตัวใหญ่หนานุ่มอย่างแผ่วเบา โดยมีพระเอกหนุ่มเบอร์หนึ่งของวงการคอยดูแลไม่ห่าง ภากรหันไปรับถุงเจลประคบเย็นที่ห่อด้วยผ้าขนหนูผืนสะอาดมาจากชินจิ ผู้จัดการส่วนตัวของตน ก่อนจะก้าวขึ้นมาบนรถแล้วเลื่อนปิดประตูสไลด์ไฟฟ้าจนสนิท ตัดขาดเสียงเซ็งแซ่และความวุ่นวายของกองถ่ายภายนอกออกไปโดยสิ้นเชิง
“พี่ซันครับ จริง ๆ ให้เพ่ยไปนั่งพักที่เต็นท์แอร์รวมกับพี่ ๆ สวัสดิการก็ได้ครับ รถพี่ซันหรูขนาดนี้ ฝุ่นจากเสื้อเพ่ยจะทำรถของพี่ซันเลอะนะครับ”
เพ่ยเพ่ยเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม ใบหน้าหวานก้มลงมองกางเกงโจงกระเบนเนื้อหยาบของตัวเองด้วยท่าทางเกรงใจ
“ช่างหัวเบาะมันสิ”
ภากรดุเสียงเรียบ ทว่านัยน์ตาคู่คมกลับเต็มไปด้วยความอาทร เขาขยับกายเข้าไปนั่งคุกเข่าลงบนพื้นรถตรงเบื้องหน้าของเด็กหนุ่มอย่างไม่นึกถือตัว มือหนายื่นไปจับมือน้อยที่กำลังจะยกขึ้นลูบหัวตัวเองให้วางลงบนตัก
“อยู่นิ่ง ๆ เลย เจ็บขนาดนี้ก็ยังจะห่วงเรื่องอื่นอีก”
มือหนาขยับประคองเจลประคบเย็นแตะลงบนรอยปูดบริเวณขมับและศีรษะของเพ่ยเพ่ยอย่างเบามือที่สุด สัมผัสที่เย็นเยียบตัดกับความอุ่นซ่านจากฝ่ามือของภากรทำเอาเพ่ยเพ่ยสะดุ้งน้อย ๆ ดวงตากลมโตฉ่ำหยาดน้ำตาช้อนขึ้นสบตากับพระเอกหนุ่มในระยะประชิด
ภากรลอบกลืนน้ำลาย แววตาของเขาไหวระริกยามที่ได้พิจารณาเครื่องหน้าสละสลวยของคนตรงหน้าใกล้ ๆ ผิวพรรณของเพ่ยเพ่ยเนียนละเอียด นัยน์ตาใสซื่อราวกับลูกกวางตัวน้อยที่กำลังตื่นตระหนกและบอบช้ำ ภาพลักษณ์เหล่านี้มันกระตุ้นสัญชาตญาณการปกป้องในอกของชายหนุ่มจนบีบรัดไปหมด
ยิ่งคิดถึงตอนที่พานเงินหนาหนักร่วงกระแทกหัวน้องต่อหน้าต่อตา ความโกรธแค้นที่มีต่อน้ำหวานก็ยิ่งลุกโชน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเพ่ยเพ่ย เขาทำได้เพียงส่งผ่านความอ่อนโยนทั้งหมดผ่านฝ่ามือที่คอยกดประคบแผลให้อย่างทะนุถนอม
“เจ็บมากใช่ไหม พี่ขอโทษแทนกองถ่ายด้วยนะที่ดูแลเพ่ยไม่ดี”
เสียงทุ้มต่ำเอ่ย แววตาคมคายฉายชัดถึงความปวดใจจนเพ่ยเพ่ยจับสังเกตได้
‘หวั่นไหวขนาดนี้แล้วเหรอพี่ซัน มือสั่นสิบรอบแล้วนะ’
เพ่ยเพ่ยคิดในใจ ทว่าภายนอกกลับรีบสวมหน้ากากดอกบัวขาวผู้แสนดีสวนกลับไปทันควัน
“ไม่ใช่นะครับพี่ซัน พี่ซันไม่ต้องขอโทษเลยครับ คุณน้ำหวานเขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ อย่างที่บอกก็ได้ เพ่ยเป็นแค่นักแสดงโนเนมที่ได้โอกาสมาเล่นละครฟอร์มยักษ์ขนาดนี้ เพ่ยทนได้ทุกอย่างเลยครับ ขอแค่พี่ซันไม่โกรธ ไม่เครียด แล้วเราถ่ายละครเรื่องนี้ด้วยกันจนจบ เพ่ยก็ดีใจที่สุดแล้วครับ”
ประโยคแสนดีที่ยอมกลืนความเจ็บปวดเพื่อส่วนรวม แถมยังหยอดคำหวานว่าแคร์ความรู้สึกของภากรที่สุด ยิ่งทำให้พระเอกหนุ่มรู้สึกราวกับถูกค้อนหนัก ๆ ทุบเข้ากลางอก ความสงสาร ความเอ็นดู และความถูกชะตาพวยพุ่งขึ้น จนถึงขีดสุด ภากรแอบกระชับมือที่ประคองใบหน้าหวานแน่นขึ้น แววตาคมดิ่งลึกคล้ายซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่มากกว่าเพื่อนร่วมงานเอาไว้โดยที่เจ้าตัวก็อาจจะไม่ทันรู้ตัว
ภายในห้องแอร์บนตึกใหญ่ หลังจากโดนคุณสิรินทร์เทศนาหลานชายจนหูชา น้ำหวานก็จำต้องกลืนเลือด พร้อมพยักหน้ารับคำสั่งอย่างดื้อแพ่ง ใบหน้าสวยเฉี่ยวบึ้งตึงจนแทบเขียวคล้ำในขณะที่เดินก้าวฉับ ๆ ลงมาจากเรือนใหญ่ เขาคาดหมายในใจไว้แล้วว่าจะยอมเข้าไปเอ่ยคำว่าขอโทษแบบส่ง ๆ รีบพูดรีบจบให้มันผ่านไปพอเป็นพิธีเพื่อรักษาเก้าอี้นายเอกและโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับอดีตคนรักเอาไว้
ทว่าแผนการที่จะยอมลดตัวลงมาขอโทษแบบขอไปทีของน้ำหวานพลันพังทลายลงทันที เมื่อสายตาของไฮโซหนุ่มตวัดไปเห็นประตูรถตู้วีไอพีของภากรค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของคนสองคนที่ก้าวเดินลงมา ภากรที่กำลังประคองกอดร่างบอบบางของเพ่ยเพ่ยลงมาจากรถส่วนตัวอย่างทะนุถนอม มือหนาโอบประคองอยู่ที่แผ่นหลังบางไม่ยอมห่าง ในขณะที่เพ่ยเพ่ยในชุดเสื้อผ้าป่านซอมซ่อก็แสร้งทำเป็นเดินเซและซบเข้าหาแผงอกแกร่งของพระเอกหนุ่มราวกับนกน้อยปีกหักที่แสนเปราะบางและน่าสงสาร
ภาพความสนิทสนมขับเน้นให้รัศมีความเปล่งปลั่งของทั้งสองคนดูโดดเด่นตัดกับลานดินริมน้ำ และแน่นอนว่ามันเปรียบเสมือนค้อนปอนด์หนัก ๆ ทุบเข้ากลางใจของน้ำหวานอย่างจัง เขาที่เคยเป็นเจ้าของพื้นที่ตรงนั้น เขาเป็นคนที่ภากรเคยตามใจ ทว่าตอนนี้กลับถูกเด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าชุบมือเปิบเข้าไปนั่งในรถตู้หรูแทนที่
วินาทีนั้น สติและคำตักเตือนของคุณสิรินทร์ปลิวหายไปกับสายลมที่พัดโชยมาจากริมน้ำเจ้าพระยาแทบทันที สมองของน้ำหวานปรี๊ดแตกจนกู่ไม่กลับ เพลิงริษยาและระเบิดอารมณ์หึงหวงพวยพุ่งขึ้นสมองจนหน้ามืดตามัว
“อีเพ่ยเพ่ย!!!”
น้ำหวานหวีดร้องเสียงแหลมสูงจนทีมงานทั้งกองถ่ายพากันสะดุ้ง ไฮโซหนุ่มลืมสิ้นทุกมาดผู้ดีที่ควรเยื้องย่างอย่างสง่างามตามบทบัวหลวง เขาสาวเท้าวิ่งกระแทกส้นลงมาจากบันได และตรงดิ่งพุ่งเข้าใส่คนทั้งคู่ราวกับเสือร้ายที่กำลังบ้าคลั่ง สองมือเรียวเอื้อมออกไปข้างหน้า หวังจะกระชากร่างของเพ่ยเพ่ยให้ออกห่างจากอกของภากรและเหวี่ยงลงพื้นดินให้หายแค้น
ระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่ถึงคืบ มือน้ำหวานกำลังจะเอื้อมไปถึงสาบเสื้อผ้าป่านของคนตัวเล็กอยู่แล้ว ทว่าสัญชาตญาณและการปกป้องของภากรกลับไวกว่า
ชายหนุ่มตวัดสายตาคมกริบมองภาพตรงหน้าด้วยความรังเกียจ ก่อนจะเบี่ยงตัวก้าวเข้ามารับแรงปะทะแล้วกางแขนออกบังร่างของเพ่ยเพ่ยเอาไว้ข้างหลังอย่างมิดชิด พร้อมกับใช้มืออีกข้างผลักข้อมือของน้ำหวานออกอย่างแรงจนไฮโซหนุ่มเสียหลักและเซถอยหลังไปสองสามก้าว
“หยุดบ้าได้แล้วน้ำหวาน ทำร้ายคนอื่นหน้ากล้องยังไม่พอ ยังจะมาตามรังควานนอกจออีกหรือไง”
ภากรตวาดลั่น แววตาคมคายคุกรุ่นไปด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะเผาไหม้ทุกอย่าง น้ำหวานที่ถูกผลักถึงกับชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นมองอดีตคนรัก หยาดน้ำตาร่วงเผาะลงอาบสองแก้มที่ฉาบด้วยเครื่องสำอางราคาแพง ความน้อยเนื้อต่ำใจและความหึงหวงที่สะสมมานานระเบิดออกมาราวกับเขื่อนแตก
เขากรีดร้องลั่นต่อหน้าทีมงาน ช่างกล้อง ช่างไฟ นับร้อยชีวิตที่พากันยืนอ้าปากค้างเพราะช็อกกับเหตุการณ์ตรงหน้า
“พี่ซัน! พี่ซันทำแบบนี้กับหวานได้ยังไง”
น้ำหวานสะอื้นไห้พลางชี้หน้าภากรสลับกับเพ่ยเพ่ยที่แอบโผล่หน้าหวานฉ่ำน้ำตามาเกยไหล่ของภากรและแสร้งทำเป็นตัวสั่นหวาดกลัวอยู่ข้างหลัง
“พี่ซันนอกใจหวาน พี่ซันทำกับหวานแบบนี้ไม่ได้ ปล่อยมือจากมันนะ ปล่อยมือมันเดี๋ยวนี้!”
เสียงกรีดร้องกล่าวหาว่าภากรนอกใจดังก้องสะท้อนไปถึงหมู่เรือนไทยริมน้ำ คุณสิรินทร์ที่เพิ่งเดินตามลงมาจากตึกถึงกับเอามือกุมขมับ ส่วนทีมงานพากันซุบซิบจนดังกระหึ่มกองถ่ายทันที เพ่ยเพ่ยซึ่งกำลังซบอยู่ที่แผ่นหลังของภากรแม้ตัวจะสั่นเทาและสีหน้าหวาดกลัว ทว่าในใจกลับกำลังรื่นเริงเป็นที่สุด
‘ร้องไห้ประจานตัวเองเข้าไปน้ำหวาน ประกาศให้คนทั้งโลกรู้ บิดเบือนความจริงเข้าไป ยิ่งแกดิ้นรนหาเรื่องสาดโคลนใส่ฉันมากเท่าไหร่ แบรนด์เนมบนตัวแกก็จะยิ่งกลายเป็นเศษผ้าขี้ริ้วเร็วมากเท่านั้น’
