บทที่ 18 ฝันร้ายที่เป็นจริง 1/3
“กินยาดักก่อนบอกเลย” เรื่องคุยคนเดียวขอให้บอกผมทำประจำ
ผมหยิบยาแก้แพ้อากาศมากินดักเอาไว้ก่อนเพราะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองจะไม่ไหวเต็มที เวลานี้ผมควรจะพักผ่อนสิไม่ใช่มานอนค้างที่ห้องของเจ้าของร้านที่นี่ เเต่ถือซะว่าดูเเลเขาที่อุตส่าห์เสียสละเวลามาสอนผมก็เเล้วกัน อีกอย่างเขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเท่าไหร่นัก นอกจากจะหน้าหม้ออย่างเดียว
ที่นี่มันเป็นห้องใต้หลังคาของร้านพี่เคน ซึ่งมันก็น่าอยู่นะ ไม่ได้กว้างเกินไป เหมาะสำหรับนอนค้างหรือเฝ้าร้านนี่แหละ แต่ประเด็นคือตอนนี้มันหนาวไง ขนาดไม่ได้เปิดแอร์นะเนี่ย
ผมหันมาจ้องคนร่างสูงที่นอนหลับนิ่งไม่รู้สึกตัว ริมฝีปากขยับเล็กน้อยคล้ายจะตื่นเเต่ก็นิ่งเงียบไป ผมเดินกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงเขาตามเดิม
เห็นหน้าเเบบนี้ก็อดไม่ได้ที่จะ ..สงสาร
“ผมจะเตือนพี่นะ.. ผมไม่ได้อยากจะเกลียดพี่หรอก แต่ถ้าพี่ทำเพื่อนผมเสียใจล่ะก็.. โดนตอนแน่”
“.....”
“ว่าแล้วยังจะมานอนนิ่งใส่อีก บ้าอะไรขึ้นมาวะถึงวิ่งฝ่าฝนมา กลัวผมฆ่าหรือไง”
“.....”
“หายไวๆ ล่ะ ผมไม่อยากรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุ”
ถึงแม้จะพูดออกไปแล้วเขาจะไม่ได้ยินก็ตาม แต่ผมก็อยากจะขอโทษแล้วก็ขอบคุณเขาอยู่ดี คนบ้าอะไรวิ่งฝ่าฝนมาเพราะกลัวผมจะรอนาน อีกอย่างตอนนั้นรถเมล์ก็ยังวิ่งอยู่ผมกลับบ้านเองได้สบายมากอยู่แล้ว
“หนาว..”
“หนาวอะไรเล่าแอร์ไม่ได้เปิดซะหน่อย”
ผมบอกกับคนตรงหน้าราวกับว่าเขาจะรับรู้ในสิ่งที่ผมพูด แต่ที่ไหนได้เขาแค่ละเมอพูดออกมามือกอดอกตัวสั่นระริก ผ้าก็ห่มให้แล้วแอร์ก็ไม่ได้เปิดยังจะมาหนาวอะไร หรือว่าเป็นเพราะอากาศด้านนอกมันหนาว
“หนาว”
"โว้ย ไม่ได้เปิดเเอร์.. เอ้าผ้าห่ม"ผมว่าก่อนจะเอาผ้าห่มคลุมตัวเขาเเน่นๆ
"อื้อ.. นะ หนาว"
“เวรเอ้ย”
ผมคงทำในสิ่งที่โคตรบ้าระห่ำที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยทำมาเลยก็ว่าได้ โดยการที่ผมโผตัวเข้าไปสวมกอดเขาเบาๆ แต่อาการสั่นๆ ตัวเย็นเฉียบของเขายังไม่ยอมทุเลาลง ผมเลยเปลี่ยนอิริยาบถเป็นการลงมานอนร่วมเตียงกับเขาเอาซะเลย สองแขนก็ยกกอดคนในผ้าห่มแน่น
“หายหนาวๆ ๆ”
ตอนนี้ผมคงเหมือนคุณยายที่คอยเป่าไข้ให้ตอนเด็กๆ เวลาไม่สบายอะ ส่วนผมกำลังแสดงเป็นยายพี่เคนเองก็เป็นเด็กน้อยที่นอนป่วยซม ดูเหมือนว่าจะเป็นไข้หนักด้วยนะนี่
ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาเท่าไหร่ ..รู้แค่ว่าผมกำลังจะหลับไหลไปเพราะฤทธิ์ยาแก้แพ้เมื่อกี้ ผมกำลังจะป่วยเหมือนเขาใช่มั๊ยเนี่ย
อ่า! ..จริงๆ เลยเพราะเลยนะเนี่ย ออกค่ารักษาโรงพยาบาลให้ด้วยล่ะ!
“เปา..”
“ครับ..”
ผมขานรับเสียงงัวเงีย ได้ลงมานอนแล้วหลับตามันจะหลับยิ่งด้านนอกฝนตกพร่ำๆ ภายใต้ผ้าห่มอุ่นๆ แบบนี้อีก หนังตามันก็หนักมากซะด้วยตอนนี้ และดูเหมือนว่าผมกำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทราเลย.. ผมเห็นแกะกระโดดข้ามหลังคาบ้านป้าข้างบ้าน
อ่า..ผมจะต้านทานหนังตาตัวเองไม่ไหวแล้วนะ
เพลียฝน.. ทำยังไงดี
“อื้อ..”
ผมร้องอื้อในลำคอมือไม้พยายามตะปมยุงหรือแมลงอะไรสักอย่างที่มันกำลังกัดหน้าอกผมอยู่ สักพักมันก็เลื้อยขึ้นมาที่แก้มของผมก่อนจะวกขึ้นมาที่ริมฝีปาก ผมพยายามหลายครั้งที่จะหลบเลี่ยงแต่ทำไมแมลงบ้านี่ถึงไม่ยอมออกไปซะที
หรือผมกำลังโดนผีอำกันแน่..
“อ้ะ..”
ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองเห็นเงาดำตะคุ่มๆ กำลังจะเลื้อยไล้ลงไปที่หว่างขาของผม ทันทีที่ฟันแหลมคมของมันกัดลงมาผมถึงได้ร้องลั่นห้องใต้หลังคาทั้งๆ ที่ตัวเองยังหลับตาสนิท มันเหมือนกับว่าผมกำลังฝันเสมือนจริงอยู่
ผมข่มตาแน่นมือไม้จิกลงที่ผ้าปูที่นอน และอีกครั้งที่ผมสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังซุกไซร์ซอกคอผม ฟันแหลมคมนั่นขบกัดลงมาจนผมกัดริมฝีปากด้วยความเจ็บปวด ความเย็นยะเยือกของสิ่งนุ่มนิ่มนั่นกำลังทำให้ผมตัวสั่นเทาด้วยความกลัว
ผมโดนผีอำงั้นหรอ ..หรือฝันนี้มันเป็นฝันเสมือนจริงกันแน่
มันกำลังทำให้ผมกลัวนะ
“อื้อ.. ฝันบ้าอะไร..”
“ฝันร้ายที่เป็นจริงไงครับ..”
