บทที่ 8 สิบวันต่อมา
รถตู้โดยสารปรับอากาศขับพ้นเขตกรุงเทพมหานครมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ไอริณเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มแผนงานฉบับปรับปรุงใหม่ที่เพิ่งได้รับจากเชอรี่เมื่อเช้า ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“นอนบ้านกำนัน! นี่มันอะไรกัน ทำไมฉันต้องไปนอนบ้านกำนันด้วย ไม่! ไม่มีทางเด็ดขาด กลางคืนฉันจะกลับไปนอนบ้านตัวเอง”
ผู้กำกับเป็กเอี้ยวหน้าจากเบาะหน้ามาเบะปากใส่
“คงไม่ได้หรอกคุณไอริณ ถามจริงเถอะ คุณเล่นสร้างคฤหาสน์ซะใหญ่โตมโหฬารยิ่งกว่าบ้านเจ้าสัวในกรุงเทพฯ ขืนเราให้คุณกลับไปนอนพักหรูหราหมาเห่าแบบนั้น แล้วเรตติ้งชีวิตติดดินของคุณมันจะกระเตื้องขึ้นได้ยังไง”
ไอริณหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธปนอาย อันที่จริงเธอภาคภูมิใจกับบ้านหลังนั้นมาก เพราะมันสร้างมาจากน้ำพักน้ำแรงที่เธอหามาทั้งชีวิต เธอตั้งใจสร้างไว้อวดชาวบ้านให้เห็นดำเห็นแดงว่าเธอร่ำรวยแค่ไหน โดยเฉพาะกับไอ้กำนันคนดัง
“แต่เราก็ถ่ายทำกันแค่ตอนกลางวันนี่ กลางคืนฉันขอกลับไปนอนบ้านฉันไม่ได้หรือไง”
“ดูท่าคุณจะยังอ่านแผนงานไม่ละเอียดนะ เราถ่ายทำเรียลลิตี้แบบ ยี่สิบสี่ชั่วโมง”
“ห๊ะ! อะไรนะ!”
“ได้ยินไม่ผิดหรอกครับ ในห้องนอนของคุณจะถูกติดกล้องวงจรปิด เพื่อให้ผู้ชมทางบ้านได้ตามติดชีวิตคุณไปจนถึงสี่ทุ่ม ก่อนจะตัดสลับฉายภาพไฮไลต์ของช่วงกลางวันวนซ้ำ”
“นี่มันบ้าไปแล้วชัด ๆ เราทำแบบนั้นไม่ได้นะคะ มันสดและเรียลเกินไป ขืนทำแบบนี้พวกคุณนั่นแหละจะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ฉันพังพินาศ”
เชอรี่ทนดูเพื่อนรักที่ตอนนี้นั่งหน้าเขียวหน้าดำด้วยความโกรธจัดไม่ไหว จึงต้องรีบแทรกขึ้นมาไกล่เกลี่ย
“เอาอย่างนี้ดีไหมคะผู้กำกับ ไอริณยอมถ่ายทำทุกอย่างตามคิวเป๊ะๆ ยกเว้นเรื่องตั้งกล้องเรียลลิตี้ยี่สิบสี่ชั่วโมง เราไม่ได้มาคัดสรรเด็กเข้าบ้านเอเอฟนะคะคุณพี่”
ผู้กำกับเป็กนิ่งคิดไปชั่วขณะ ก่อนจะหันมาปรายตามองไอริณด้วยสายตาที่คล้ายจะยังผูกใจเจ็บเรื่องเก่าในอดีต
“ก็ได้... เอาเป็นว่าผมจะให้ตากล้องตามเก็บภาพแค่เฉพาะช่วงเวลา แล้วค่อยเอามาตัดต่อรวมกับภารกิจหลักในแต่ละวันก็แล้วกัน”
ไอริณลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เอนแผ่นหลังพิงเบาะและหลับตาลง ภาพความทรงจำเมื่อแปดปีก่อนย้อนกลับมาในหัว ยามที่เธอยังเป็นเพียงวัยรุ่น เลือดร้อน พลุ่งพล่านไปด้วยฮอร์โมนแห่งความรัก
กำนันคนดังในตอนนั้นยังเป็นแค่หนุ่มนักเรียนนอกที่เพิ่งเรียนจบกลับมาพัฒนาบ้านนา เขาคือหนุ่มฮอตอันดับหนึ่งของหมู่บ้าน รอยยิ้มมุมปากผุดขึ้นบางเบา ยอมรับเลยว่าตอนนั้น เขาฮอตเร้าใจจริง ๆ
“ไอริณ” เสียงของเชอรี่ดึงเธอกลับมาจากภวังค์ “ถึงแล้ว แกจะแวะเข้าบ้านตัวเองก่อนไหม”
“ไม่อะแก แต่วันนี้ยังไม่มีคิวถ่าย คืนนี้ฉันขอกลับไปค้างที่บ้านก่อนก็แล้วกัน เออ จริงสิ คุณเป็ก แล้วเชอรี่ล่ะนอนไหน ?”
“เรื่องของคุณสิเชอรี่ งบประมาณที่ได้มาเขาไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายส่วนของผู้จัดการส่วนตัวไว้นะ” ผู้กำกับตอบหน้าตาย
“ห๊ะ! อะไรนะคะ! ทำไมท่านพิษณุถึงทำกับเชอรี่แบบนี้”
“คุณก็ไปโทรเคลียร์เอาเองแล้วกัน”
เชอรี่เม้มริมฝีปากที่เคลือบลิปสติกแบรนด์เนมสีชมพูแน่น สะบัดหน้าหงุดหงิดหันกลับมาหาเพื่อนดารา
“แกไปค้างที่บ้านฉันนั่นแหละเชอรี่ ยายกับแม่ฉันจะได้ไม่เหงาด้วย” ไอริณเอ่ยชวน
“ขอบใจมากย่ะเพื่อนรัก” เชอรี่ค่อยยิ้มออก สังเกตเห็นท่าทีของเพื่อนที่ดูตึงเครียดและกังวลอย่างเห็นได้ชัด จึงเอื้อมมือไปกุมมือไอริณไว้หลวม ๆ
“คิดซะว่า บางทีการกลับมาครั้งนี้ มันอาจจะมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้นก็ได้นะเพื่อน”
ไอริณหันมาสบตาเพื่อนรัก ระบายยิ้มอ่อนล้าและบีบมือตอบรับ เชอรี่เป็นเพื่อนแท้ที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอดตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าสู่เมืองหลวง
เธอเล่าทุกความลับให้เชอรี่ฟังหมดเปลือก ยกเว้นเรื่องของกำนันจอมพล ที่เธอเล่าให้ฟังเพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น
“อืม... ฉันก็หวังให้มันเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน”
“เอ้า ๆ เลิกทำหน้าซึ้งได้แล้วเพื่อนรัก รถกำลังจะเลี้ยวเข้าหมู่บ้านแล้วนะ” เชอรี่ร้องเตือน
ไอริณยืดแผ่นหลังขึ้นตรง ทอดสายตามองทิวทัศน์สองข้างทางที่แสนคุ้นเคย นับตั้งแต่วันที่เธอหอบหัวใจบอบช้ำหนีออกจากที่แห่งนี้ เธอก็ไม่เคยกลับมาเหยียบที่นี่อีกเลย
ลำน้ำท่าจีนยังคงไหลเอื่อย เป็นสายน้ำแห่งวิถีชีวิตของชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ เธอมองเห็นตลาดเก้าห้องอยู่ลิบ ๆ ก่อนที่รถตู้จะหักเลี้ยวเข้าสู่ถนนสายรอง
“เดี๋ยวนี้ลาดถนนคอนกรีตหมดแล้วนี่”
“ฮื้อ ว่าอะไรนะไอริณ” เชอรี่ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ เมื่อเห็นเพื่อนเปิดผ้าม่านบังแดดออก
“เมื่อก่อนถนนเส้นนี้ยังเป็นลูกรังอยู่เลย เวลาหน้าฝนนะ เป็นหลุมเป็นบ่อไปหมด พอรถขับฝ่าน้ำขัง โคลนก็จะกระเด็นดีดขึ้นมาเปื้อนหลังเสื้อนักเรียนสีขาว ซักยังไงก็ไม่ออก”
เชอรี่ฟังแล้วระบายยิ้มบาง ๆ แต่ดวงตากลับหม่นเศร้าไปกับอดีตของเพื่อน
“แล้วยังไงต่อล่ะ”
“บ้านฉันจนไงแก แม่ต้องไปตั้งแผงขายของในตลาดเก้าห้อง ส่วนยายก็ปลูกผักอยู่ริมน้ำฝั่งโน้น ตรงชุมชนไทพวน เออ ฉันเคยเล่าให้แกฟังหรือยัง ว่าบ้านฉันสืบเชื้อสายไทพวน”
“ยังเลย แกไม่เคยเล่า”
“บรรพบุรุษทวดของทวดฉันเป็นชาวไทพวนอพยพมาจากลาว น่าจะช่วงรัชกาลที่ห้า ตอนที่ฝรั่งเศสรุกรานจนเสียดินแดน พวกเขาก็เลยพากันอพยพลงมาตั้งรกรากกระจัดกระจายไปทั่ว ทวดของทวด หรืออาจจะรุ่นก่อนหน้านั้น ฉันเองก็ไม่แน่ใจ เดินเท้ากันมาเรื่อย ๆ แล้วก็มาหยุดลงหลักปักฐานที่เมืองนี้นี่แหละ”
ดวงตาของดาราสาวทอประกายแห่งความหลัง ขณะมองไปยังแปลงผักริมแม่น้ำท่าจีน
“พวกเราชาวไทพวนก็อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนในหมู่บ้านเล็ก ๆ ยายทำแปลงผัก แม่ไปขายของ รายได้ก็พอแค่ประทังชีวิต จะเจียดเงินไปซื้อชุดนักเรียนใหม่ให้ฉันก็ไม่ได้ ฉันเอาเสื้อไปแช่ทิ้งไว้หลายวัน แต่มันก็ซักไม่ออกจริง ๆ สุดท้ายก็ต้องจำใจใส่เสื้อเปื้อนโคลนแบบนั้นไปโรงเรียน”
ไอริณหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง คล้ายนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“แล้วยังไง มันก็แค่เสื้อเปื้อนไม่ใช่เหรอ ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่”
“เพื่อนที่โรงเรียนพากันชี้หน้าล้อฉันน่ะสิ พวกนั้นหาว่ามันเปื้อนเพราะ... ฉันไปนอนคลุกกับพื้น”
“อะไรนะ! นอนกับพื้น ? หมายความว่าไง!”
ไอริณหันมามองหน้าเพื่อนนิ่ง ๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มเศร้าสร้อยแบบเดียวกับที่เชอรี่เคยเห็น เมื่อครั้งที่เด็กสาวบ้านนอกคนนี้เพิ่งก้าวเท้าเข้าสู่เมืองกรุงใหม่ ๆ
“มันเป็นเรื่องเก่าในอดีตน่ะ ช่างมันเถอะ อย่าไปใส่ใจเลย”
“ถึงแล้วครับ”
เสียงของผู้กำกับเป็กดังแทรกขึ้นมา ทำให้บทสนทนาต้องจบลง รถตู้ค่อย ๆ เลี้ยวผ่านประตูรั้วเหล็กดัดบานใหญ่ เข้าไปจอดเทียบที่ลานคอนกรีตหน้าบ้าน
“ยายไอริณ! นี่มันคฤหาสน์ชัด ๆ แกจะสร้างบ้านใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ไปเพื่ออะไรเนี่ย!”
เชอรี่ถึงกับอ้าปากค้างเมื่อลงจากรถ ทอดสายตามองบ้านเดี่ยวหลังมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนที่ดินผืนงามริมแม่น้ำท่าจีน
“โธ่แก... เข้าใจฉันหน่อยสิ ฉันเป็นถึงดาราดังระดับประเทศนะ จะให้มาสร้างบ้านหลังเล็ก ๆ ซอมซ่อให้แม่กับยายอยู่ได้ยังไงล่ะ ไป ๆ เข้าบ้านกัน”
