บทที่ 4 จาบจ้วง
เช้าวันต่อมา บรรยากาศในออฟฟิศอบอวลไปด้วยความอึดอัด พนักงานหลายคนต่างพากันสะดุดตากับผ้าก๊อซสีขาวที่พันปิดหลังมือขวาของกชมนเอาไว้ แต่กลับไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถาม
ทุกคนทำเพียงส่งสายตาเห็นใจและมองอยู่ห่าง ๆ เพราะรู้ดีว่าเวลานี้เธอคือคนที่ลูกชายเจ้าของบริษัทกำลังหมายหัว... ใครขืนเข้าไปยุ่ง ย่อมอยู่ไม่สุขแน่
กชมนชะงักฝีเท้า เมื่อโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าส่งเสียงดังขัดขึ้น พอเหลือบดูหน้าจอก็เห็นว่ายังไม่ถึงเวลาเข้างาน เธอจึงเดินเลี่ยงไปหามุมเงียบ ๆ เพื่อกดรับสาย...
ทว่าในจังหวะนั้น ภาคินที่กำลังเดินผ่านมาพอดีกลับหยุดชะงัก เมื่อได้ยินน้ำเสียงหวานออดอ้อนที่เขาไม่คุ้นชินกับผู้หญิงอย่างกชมน
“ค่ะ กราบขอบพระคุณมาก ๆ เลยค่ะ ...แล้วเมื่อไหร่จะมาหาหนูล่ะคะ... ค่ะหนูจะรอนะคะ”
คำพูดแสนอ่อนหวานกอปรกับรอยยิ้มละมุนที่เธอไม่เคยมี ทำให้มุมปากหนาแสยะยิ้มสมเพชในใจ ‘ที่แท้ก็มีเสี่ยเลี้ยง... นึกว่าแน่ที่ไหนได้ ก็แค่พวกทอดสะพานอ่อยผู้ชายไปทั่ว แม้กระทั่งรุ่นพ่อก็คงไม่เว้น!’
ภาคินสะบัดหน้าเดินกลับเข้าห้องทำงาน กดข่มความเดือดดาลเอาไว้ในอก ไม่นานนัก กชมนก็เปิดประตูเข้ามา
ใบหน้าหวานนิ่งไร้รอยยิ้ม ยิ่งเห็นอีกฝ่ายนั่งประจำตำแหน่งอยู่ก่อนแล้ว เธอก็ทำเหมือนไม่เห็นเขายู่ในสายตา
“เอาเอกสารชุดนี้ไปคัดแยก แล้วสรุปสถิติมารายงานฉันภายในครึ่งชั่วโมง” ภาคินโยนแฟ้มงานลงบนโต๊ะ
กชมนก้นยังไม่ทันถึงเก้าอี้ก็ดีดตัวลุกขึ้นเดินตรงไปยังโต๊ะของเขา
ระหว่างที่เธอเอื้อมมือไปหยิบ
“อ้อ... แต่อย่างเธอน่าจะถนัดงาน ‘เก็ยยอดสะสมอยากอื่นด้วยใช่ไหม”
กชมนชะงักมือที่กำลังจะหยิบแฟ้ม เธอเงยหน้าขึ้นสบตาคนพาล “หมายความว่ายังไงคะ?”
“ทำเป็นไขสือ...” ภาคินเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตาคมกวาดมองเธออย่างดูแคลน “เมื่อกี้คุยกับใครล่ะ? น้ำเสียงระริกระรี้เชียว... ถ้ามีผู้ชายคอยอุปถัมภ์คอยเลี้ยงดูอยู่แล้ว จะถ่อมาทำงานให้เหนื่อยทำไม หรือว่า ‘คนเลี้ยง’ เขาดูแลไม่ถึงใจ เงินไม่หนาพอ เธอถึงต้องเร่มาอ่อยพ่อฉันต่อ เพื่ออัปราคางั้นเหรอ”
คำพูดที่จงใจดูแคลนและเหยียบย่ำศักดิ์ศรี ทำให้ กชมนหมดความอดทน เธอเงยหน้าสบตาเขาตรง ๆ ดวงตาคู่สวยแข็งกร้าว มุมปากเหยียดยิ้มขื่น ก่อนสวนกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกคำที่เปล่งออกมาคมกริบราวกับใบมีดโกน
“ใช่ค่ะ! ถ้าผู้ชายคนนั้นเขาเลี้ยงดูดิฉันดี เงินหนาพออย่างที่คุณว่า... ดิฉันคงไม่ถ่อสังขารมาทำงานให้คนใจแคบ ไร้น้ำยาสันดานเสียอย่างคุณคอยเหยียบย่ำหัวใจอยู่แบบนี้หรอกค่ะ!”
“กชมน! ว่าฉันไร้น้ำยา สันดานเสียงั้นเหรอ เธอก็ร้ายพอกันนั่นแหละ!”
พูดจบ ภาคินผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แววตาถมึงทึงจนน่ากลัว เขาคว้าแขนเธอแล้วดึงจนสะโพกด้านหน้าของเธอชนกับขอบโต๊ะดังปึก!
กชมนกัดริมฝีปากบางจนห่อเลือด กดความเจ็บ ไม่กล้าหลุดครางประจานความอ่อนแอออกมา
วินาทีนี้ภาคินไม่ได้สนใจใบหน้าเจ็บปวดของเธอ เพราะโทสะและความบ้าบิ่นบดบังทุกลมหายใจ เขาเดินอ้อมโต๊ะก้าวประชิดตัวเธอในพริบตา ไล่สายตาคมกริบมองร่างบางตั้งศีรษะจรดปลายเท้าด้วยสายตาคุกคามอย่างเปิดเผย
“ปากดีนักใช่ไหม... งั้นลองเปลี่ยนมานอนกับฉันดูไหมล่ะ? รับรองว่าฉันให้เธอคุ้มยิ่งกว่าเสี่ยคนไหนของเธอซะอีก!”
ยังไม่ทันที่กชมนจะได้อ้าปากด่า ภาคินก็กระชากข้อมือบางแล้วช้อนอุ้มร่างของเธอขึ้นไปนั่งบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ทันที
หญิงสาวตระหนกตกใจพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่แผงอกหนากลับขยับเบียดบังคับกักขัง รุกไล่จนแผ่นหลังบางแทบเอนราบไปกับพื้นโต๊ะกว้าง
“ปล่อยนะคุณภาคิน! คุณมันบ้าไปแล้ว!”
“ผมมันสันดานเสีย ไร้น้ำยาไง!”
เสียงทุ้มตวาดกร้าวชิดริมฝีปาก พูดจบมือหนาก็เลื่อนขึ้นจับตรึงต้นคอของเธอไว้แน่น ล็อกไม่ให้ใบหน้าหวานหันหนี ก่อนจะก้มลงบดเบียดประกบปากเรียวลิ้มชิมรสอย่างป่าเถื่อน ก่อนจะใช้ต้นขาแกร่งแทรกเข้ากึ่งกลาง บดเบียดหนีบตรึงขาเรียวคู่สวยจนหมดทางขยับเขยื้อน
มือหนาเลื่อนลูบไล้เข้าใต้ชายกระโปรงทรงสอบสีเข้มช้า ๆ ก่อนจะออกแรงบีบเค้นลงบนต้นขาอ่อนอย่างรุนแรงราวกับต้องการลงทัณฑ์
กชมนเจ็บจนหน้าซีด ผิวเนื้อขาวจัดขึ้นรอยนิ้วมือเข้มช้ำทันตาเห็น แต่เพราะศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ หญิงสาวจึงเลือกที่จะเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด สะกดกั้นความเจ็บปวดเอาไว้ โดยไม่ยอมส่งเสียงร้องอ้อนวอนคนตรงหน้าแม้แต่คำเดียว โดยไม่รู้เลยว่าแววตาอวดดี ไม่ยอมจำนนของเธอ ยิ่งโหมกระพือโทสะของภาคินให้ทวีความรุนแรง
“อวดดี ดื้อด้าน” เสียงทุ้มกร้าวสบถใส่หน้า
“เก่งได้แค่นี้ใช่ไหมคะ” เธอกัดฟันถามกลับอย่างไม่เกรงกลัว
“มากกว่าที่เธอคิดก็แล้วกัน!”
ภาคินกระแทกเสียงขู่พร้อมกดน้ำหนักลงไปหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่า... ความบ้าอำนาจในวันนี้ จะกลายเป็นหนามแหลมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจของตัวเองจนกระอักเลือดในวันข้างหน้า!
