บทที่ 7 อย่าฝืนเพราะคนมันเอาแต่ใจ

กชมนแทบสะดุดล้มทันทีที่ก้าวลงจากรถ

เธอรีบปิดประตู ก่อนถอยห่างจากรถคันนั้นราวกับกลัวว่าถ้าช้ากว่านี้เพียงเสี้ยววินาที ทุกอย่างจะสายเกินไป

แม้จะเดินออกมาได้แล้ว แต่เสียงกำปั้นที่ภาคินกระแทกใส่พนักเบาะรถยังดังก้องอยู่ในโสตประสาทไม่หยุด เสียงนั้นไล่ตามเธอราวกับยังดังอยู่ข้างหู

อีกทั้งขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนต้องฝืนประคองตัวเองไม่ให้ทรุดลงกลางลานจอดรถ

แล้วย้อนคิดถึงผู้ชายคนนั้นไม่ได้...

ภาคินยังติดอยู่ในรถเพียงลำพังในสภาพไม่ต่างจากคนคลั่ง อาการตัวร้อนจัด หายใจหอบถี่ และดวงตาแดงก่ำกระหายคู่นั้นทำให้เธอหวาดผวา แต่อาการผิดปกติเกินกว่าคำว่าเมาเหล้า... หรือว่าเขาจะถูกวางยา แล้วใครเป็นคนทำ

คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวยามนึกถึงแววตาของเขาที่กำลังโดนบางสิ่งกัดกินสติไปทุกวินาที

แต่เพียงชั่วครู่ กชมนก็ส่ายหน้าเบา ๆ เพื่อสลัดความฟุ้งซ่าน

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ตอนนี้เธอไม่มีเวลาไปกังวลถึงเขา!

อาการปวดแสบปวดร้อนที่หลังมือขวากำลังเตือนให้เธอต้องรีบทำอะไรซักอย่าง

ตอนนี้สิ่งแรก คือเธอต้องไปทำแผลให้เร็วที่สุด...

เมื่อตัดสินใจได้ ร่างบางกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมายังริมถนนใหญ่ ยืนรออยู่ไม่นาน แสงไฟจากรถแท็กซี่คันหนึ่งก็แล่นเข้ามา

กชมนรีบยกมือโบก รถค่อย ๆ ชะลอ ก่อนจอดเทียบริมบาทวิถี

เธอเปิดประตูขึ้นไปนั่งแทบจะทันที

“พี่คะ... ไปคลินิกหรือโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทีค่ะ”

คนขับแท็กซี่วัยกลางคนเหลือบมองผ่านกระจกมองหลัง ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างเมื่อเห็นผ้าก๊อซที่เปื้อนเลือด รวมถึงคราบเลือดที่หยดเปื้อนลำคอและช่วงไหปลาร้าของหญิงสาว

“น้อง... ไปโดนอะไรมาครับ เลือดออกเยอะเลย”

กชมนเม้มริมฝีปากแน่น

“อุบัติเหตุนิดหน่อยค่ะ ขอไปทำแผลก่อนนะคะ..."

ชายคนขับพยักหน้ารับทันที “อ้อ ได้ครับ เดี๋ยวพี่รีบพาไป”

สิ้นเสียง เขาก็เหยียบคันเร่ง พารถมุ่งหน้าออกจากโรงแรมอย่างรวดเร็ว

ตลอดทาง กชมนนั่งกอดแขนตัวเองแน่น พยายามห้ามเลือดด้วยมือซ้าย ขณะที่สายตาเหม่อมองแสงไฟริมถนนที่ทอดยาวผ่านกระจก

พยายาทำใจให้โล้ง แต่ภาพดวงตาแดงก่ำของภาคินยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่รู้จบ เธอไม่รู้ว่าเขาจะผ่านคืนนี้ไปได้อย่างไร และเธอก็ไม่กล้าคิดต่อเช่นกัน

ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที รถแท็กซี่ก็เลี้ยวเข้าจอดหน้าคลินิกเวชกรรมขนาดเล็กแห่งหนึ่งซึ่งยังเปิดไฟอยู่

กชมนจ่ายเงินค่าโดยสารก่อนกล่าวขอบคุณคนขับสั้น ๆ แล้วผลักประตูลงจากรถ

เธอเร่งฝีเท้าตรงไปยังหน้าคลินิกด้วยความหวัง แต่เมื่อมองผ่านกระจกเข้าไป...

หัวใจกลับหล่นวูบ

ป้ายไฟ ‘เปิด’ ดับลงแล้ว ด้านใน พยาบาลกำลังเก็บอุปกรณ์และจัดเคาน์เตอร์ ส่วนเจ้าหน้าที่อีกคนกำลังปิดคอมพิวเตอร์เตรียมเลิกงาน

กชมนรีบผลักบานประตูเข้าไปทันที

“ขอโทษนะคะ... ยังรับคนไข้อยู่ไหมคะ”

น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความหวังและความเหนื่อยล้า พยาบาลสาวละมือจากของที่กำลังเก็บ พลางกวาดสายตาประเมินสภาพผู้มาใหม่...

หญิงสาวสะสวยในชุดหรูหรา ทว่าแขนข้างหนึ่งกลับมีผ้าก๊อซเปียกชุ่มเลือดสด

“ดะ...ได้ค่ะ ตามมาทางนี้เลยค่ะ”

อีกฝ่ายกุลีกุจอเดินนำเข้าไปในห้องทำแผล กชมนรีบก้าวตามไปติด ๆ

เช้าวันต่อมา...

บรรยากาศภายในบริษัทดำเนินไปตามปกติ พนักงานทยอยเดินผ่านประตูอัตโนมัติเข้ามาทีละคน เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินขัดสลับกับเสียงทักทายดังอยู่เป็นระยะ

แต่สิ่งที่ต่างจากทุกวันคือ...

ห้องทำงานกระจกของท่านประธานยังคงปิดเงียบ เพราะตั้งแต่เช้า ไม่มีใครเห็นภาคินเข้าบริษัทและไม่มีใครติดต่อเขาได้

กชมนเดินเข้ามาประจำโต๊ะทำงานเงียบ ๆ ใบหน้าซีดเซียวจากการนอนไม่เต็มอิ่มปรากฏอยู่บนใบหน้า แต่สิ่งที่สะดุดสายตาคนทั้งแผนกกลับเป็นมือขวาของเธอ...

ผ้าพันแผลสีขาวสะอาดถูกพันตั้งแต่หลังมือไล่ขึ้นมาถึงข้อมือ ดูหนากว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด

ยังไม่ทันที่เธอจะเดินผ่าน พนักงานฝ่ายประสานงานสองสามคนก็ลุกขึ้นเดินเข้ามาล้อมตัวของเธอไว้

“กชมน... ว่าจะถามตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ตกลงมือเธอไปโดนอะไรมา”

หญิงสาวคนหนึ่งถามพลางมองผ้าพันแผลด้วยความสงสัย

“ดูหนักกว่าเมื่อวานอีกนะ”

อีกคนพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะลดเสียงลงเล็กน้อย

“แล้ว... วันนี้บอสจะมาทำงานไหม”

“แปลกนะ ปกติบอสมาถึงก่อนทุกคน วันนี้จะเก้าโมงแล้ว รถก็ยังไม่เห็นนะ”

คำถามเหล่านั้นทำให้กชมนชะงัก

ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวโดยไม่ทันตั้งตัว

แววตาแดงก่ำ...

ลมหายใจร้อนจัด...

เสียงกำปั้นที่ฟาดลงกับเบาะรถครั้งแล้วครั้งเล่า...

รวมถึงประโยคสุดท้ายที่เขาไล่เธอลงจากรถ

“...ออกไป ก่อนที่ผมจะคุมตัวเองไม่ได้”

กชมนสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ก่อนบังคับตัวเองให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน

เธอรู้ดี...

ถ้าเรื่องเมื่อคืนหลุดออกไปแม้แต่นิดเดียว คนที่จะตกเป็นเป้าของคำซุบซิบคงไม่ใช่ภาคิน แต่เป็นเธอ

“ฉันซุ่มซ่ามเองค่ะ”

เธอเงยหน้าขึ้นตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ

“เมื่อคืนก่อนชงกาแฟแล้วเผลอทำน้ำร้อนลวก แผลเลยยังไม่หาย ส่วนเรื่องคุณภาคิน... เมื่อคืนฉันแค่ตามไปช่วยประสานงานในงานเลี้ยงค่ะ หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันเลยไม่ทราบเหมือนกันว่าวันนี้ทำไมยังไม่เข้าบริษัท”

“อ๋อ... อย่างนี้นี่เอง” หญิงสาวพยักหน้า ก่อนหัวเราะเบา ๆ “ว่าแต่ไม่ใช่ว่าบอสเมาแฮงก์จนมาทำงานไม่ไหวหรอกนะ”

หญิงสาวอีกคนพยักหน้า แต่เมื่อเห็นกชมน ไม่มีทีท่าจะแก้ต่างอะไรทุกคนจึงเลิกสนใจ แล้วแยกย้ายกันไปทำงานของตัวเอง

เมื่อทั้งสามคนทยอยแยกย้ายกลับไปยังโต๊ะของตัวเอง

กชมนจึงเดินไปที่ห้องทำงาน ซึ่งเป็นห้องเดียวกับที่เจ้าของยังไม่ย่างกรายมาทำงาน

สายตาเหลือบมองผ้าพันแผลบนมือขวาอยู่ครู่หนึ่ง บาดแผลที่มองเห็นอาจค่อย ๆ สมานได้ตามเวลา...

บทก่อนหน้า
บทถัดไป