บทที่ 3

มุมมองของซัมเมอร์

“พวกเขาพบตัวเขาในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา”

ตอนนี้ฉันร้องไห้ออกมาแล้ว น้ำตาไหลอาบแก้มขณะเล่าเรื่องที่พยายามลืมมาตลอดสามปีให้หมอมาร์ติเนซฟัง “ตำรวจน้ำมาแล้ว นักประดาน้ำมืออาชีพด้วย พวกเขาค้นหาแล้วค้นหาอีก ในที่สุดก็เจอเขาพันติดอยู่กับสาหร่ายใต้น้ำที่ก้นทะเลสาบ มือขวาของเขายังยกค้างอยู่ เหมือนกำลังพยายามเอื้อมขึ้นไปหาผิวน้ำ เหมือนกำลังพยายามเอื้อมมาหาฉัน”

รายงานชันสูตรของเจ้าหน้าที่ระบุไว้อย่างเย็นชาและเป็นวิชาการ การจมน้ำ ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำผิดปกติ แขนขวาที่บาดเจ็บของเขาทำให้ความสามารถในการว่ายน้ำลดลงอย่างมาก และแรงที่ใช้ช่วยฉันก็พรากเรี่ยวแรงเพียงน้อยนิดที่เขาเหลืออยู่ออกไปจนหมด น้ำเย็นจัดทำหน้าที่ที่เหลือ

เขาตายเพราะช่วยฉัน สามีที่ฉันเคยคิดว่าเกลียดฉัน คนที่ฉันวางแผนจะหย่า กลับใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักฉันไปสู่ที่ปลอดภัย แล้วจมหายไปโดยแทบไม่ได้ต่อสู้ขัดขืนชะตาเลย

“เขาบอกว่าเขารักฉัน” ฉันกระซิบ “ตอนท้ายที่สุด เขาบอกว่าเขารักฉัน และฉันไม่เคยรู้เลย ตลอดเวลาสองปีที่แต่งงานกัน ฉันไม่เคยรู้เลย”

“ซัมเมอร์” น้ำเสียงของหมอมาร์ติเนซอ่อนโยน “ตอนนี้คุณเข้าใจแล้วใช่ไหม เขาไม่ได้ลงโทษคุณ เขาแค่ไม่รู้ว่าจะรักคุณด้วยวิธีอื่นได้อย่างไร”

“แต่ฉันโหดร้ายกับเขามาก” คำพูดพรั่งพรูออกมาอย่างรวดเร็ว “ตอนมัธยมปลาย ฉันไม่เคยมองเห็นเขาเลย เขาเหมือนไม่มีตัวตนในสายตาฉัน แย่กว่านั้นอีก—เขาไม่ใช่อะไรเลยสำหรับฉัน แล้วพอเขาแต่งงานกับฉัน ฉันก็คิดว่าเขากำลังแก้แค้น แต่ความจริงคือเขาแค่... เขาไม่รู้ว่าจะแสดงออกยังไงว่าเขาห่วงใยฉัน และฉันก็ไม่เคยให้โอกาสเขาเลย ฉันเอาแต่คิดจะหนี คิดอยู่ตลอดว่าตัวเองเกลียดเขามากแค่ไหน ทั้งที่ตลอดมานั้นเขารักฉันมากพอจะยอมตายเพื่อฉัน”

ตอนนี้ฉันสะอื้นจนตัวโยนแล้ว สะอื้นหนักเสียจนร่างทั้งร่างสั่นไปหมด “ถ้าฉันรู้ ถ้าฉันแค่คุยกับเขา พยายามทำความเข้าใจเขา ถ้าฉันใจดีกว่านี้ ถ้าฉันมองเห็นเขาตั้งแต่ตอนอยู่มัธยม ถ้าฉัน—”

“นี่ไม่ใช่ความผิดของคุณ” หมอมาร์ติเนซพูดหนักแน่น “ซัมเมอร์ ฟังฉันนะ สิ่งที่เกิดขึ้นที่วอลเดนพอนด์เป็นอุบัติเหตุที่น่าเศร้า คุณไม่ได้เป็นต้นเหตุ”

“แต่ฉันเป็น!” ฉันมองเธอผ่านม่านน้ำตา “คุณไม่เห็นหรือไง ถ้าเขาไม่ได้รักฉัน เขาคงไม่พยายามช่วยฉันหรอก ถ้าฉันเป็นคนที่ดีกว่านี้ ถ้าฉันมองเห็นเขาตอนเรายังเป็นเด็ก บางทีเขาอาจไม่ได้เติบโตมาเป็นคนเย็นชาและเต็มไปด้วยความโกรธแบบนั้น บางทีเขาอาจรู้ว่าจะคุยกับฉันยังไง บางทีเราอาจมีชีวิตแต่งงานจริงๆ ที่ดีต่อกัน และเขาก็คงยังมีชีวิตอยู่”

หลังจากนั้นไม่นาน การบำบัดก็จบลง หมอมาร์ติเนซพยายามปลอบฉัน พยายามบอกว่าฉันกำลังเผชิญหน้ากับบาดแผลทางใจ และการเยียวยาต้องใช้เวลา แต่ฉันแทบไม่ได้ยินเธอเลย สิ่งเดียวที่ฉันคิดถึงคือใบหน้าของคีแรนในตอนที่เขาจมหายลงไปใต้น้ำ รอยยิ้มนั้น คำพูดสุดท้ายคำนั้น... ผมรักคุณ

ฉันขับรถกลับบ้านอย่างเลื่อนลอย ดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าเหนือบอสตัน แต้มท้องฟ้าด้วยเฉดสีม่วงและทอง และทั้งหมดที่ฉันคิดได้ก็คือคีแรนคงเกลียดความงามแบบนี้มากแค่ไหน เขาชอบอะไรที่เรียบเฉียบมากกว่าเสมอ—เส้นสายคมกริบ สีเรียบขาวดำ และความแม่นยำเย็นเยียบของตัวเลขกับโค้ด

ฉันไม่เคยรู้จักเขาจริงๆ เลยสักนิด

ไฟจราจรข้างหน้าเปลี่ยนเป็นสีแดง ฉันหยุดรถ สายตาจับอยู่ที่แหวนเพชรบนมือซ้าย ทองคำขาว ตัวเรือนแพลตินัม ด้านในวงแหวนสลักอักษรย่อของเราไว้ เค และ เอส คีแรนกับซัมเมอร์ เขาสั่งทำมันขึ้นมาโดยเฉพาะ และสวมมันลงบนนิ้วนางของฉันในวันแต่งงานด้วยมือที่ไม่สั่นแม้แต่น้อย

ตอนนั้นเขารักฉันอยู่แล้วหรือเปล่า เขายืนอยู่ตรงแท่นพิธี สัญญาว่าจะรักและทะนุถนอมฉัน แล้วหมายความตามนั้นจริงๆ ใช่ไหม

“คีแรน” ฉันกระซิบกับรถที่ว่างเปล่า “ฉันขอโทษ ฉันขอโทษจริงๆ”

ไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียว ฉันเหยียบคันเร่ง ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปด้วยน้ำตา

ฉันไม่เห็นไฟแดงตรงสี่แยกถัดไป ไม่เห็นรถบรรทุกพ่วงขนาดใหญ่ที่พุ่งฝ่าสี่แยกมาจากถนนตัดกัน จนกระทั่งสายเกินไป

มีอยู่ชั่วขณะหนึ่ง—เพียงชั่วขณะเดียวที่สมบูรณ์และกระจ่างใสราวผลึก—ที่ฉันรู้แน่ชัดว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น ฉันเห็นกระจังหน้าของรถบรรทุกใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ได้ยินเสียงเบรกครูดสนั่นกับเสียงแตรลั่นบาดหู รู้สึกถึงมือของตัวเองที่กระชากพวงมาลัยอย่างไร้ประโยชน์เพื่อหลบเลี่ยงสิ่งที่ไม่อาจหลีกพ้น

จากนั้นก็การปะทะ

โลกทั้งใบระเบิดออกเป็นเสียงดัง ความเจ็บปวด และความโกลาหล เสียงโลหะเสียดสีกรีดร้อง กระจกแตกกระจาย ร่างของฉันกระแทกเข้ากับเข็มขัดนิรภัยแรงจนกระดูกซี่โครงร้าว ถุงลมนิรภัยพุ่งออกมากระแทกหน้า รถพลิกคว่ำ—ครั้งหนึ่ง สองครั้ง—และฉันก็ไม่อาจแยกได้อีกแล้วว่าอะไรคือด้านบน อะไรคือด้านล่าง ไม่อาจรับรู้อะไรได้นอกจากความเจ็บปวดกับความแน่ชัดอันน่าสยดสยองว่าฉันกำลังจะตาย

ก็ดี ฉันคิดอย่างเลือนราง ฉันสมควรได้รับมัน

รถหยุดนิ่งในสภาพตะแคงอยู่ข้างหนึ่ง ฉันรู้สึกได้ถึงเลือดที่ไหลอาบหน้าลงมา อุ่นและชุ่มเปียก ได้ยินเสียงผู้คนตะโกนกัน มีใครบางคนกำลังพยายามงัดประตูรถออก การมองเห็นของฉันเริ่มมืดลงจากขอบภาพ สติค่อยๆ เลือนหายไปราวกับน้ำที่ไหลรอดผ่านสองมือที่ประคองไว้

ท่ามกลางความมืดนั้น ฉันได้ยินเสียงของคีแรนเป็นครั้งสุดท้าย

ที่รัก

“ฉันกำลังไป” ฉันพยายามพูด แต่ไม่แน่ใจนักว่าคำพูดนั้นหลุดพ้นริมฝีปากออกไปหรือเปล่า “คีแรน ฉันกำลังไปแล้ว และถ้ามีชีวิตหน้า... ถ้าฉันได้รับโอกาสอีกครั้ง... ฉันสาบานเลยว่าฉันจะทำให้ดีกว่านี้ ฉันจะมองเห็นคุณ ฉันจะรู้จักคุณ ฉันจะไม่ปล่อยให้คุณตายอย่างเดียวดายอีก”

ความมืดกลืนกินฉันไปทั้งตัว

และที่ไหนสักแห่ง ในสถานที่ซึ่งอยู่ไกลเกินกว่าความเจ็บปวด ความเสียใจ และความผิดพลาดทั้งหมดที่ฉันเคยก่อ ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างขยับเปลี่ยนไปราวกับประตูบานหนึ่งกำลังเปิดออก ราวกับโอกาสครั้งที่สองที่ฉันไม่คู่ควรจะได้รับ แต่กลับถูกยื่นมาให้

ราวกับการได้กลับบ้าน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป