บทที่ 4

มุมมองของซัมเมอร์

ฉันสะดุ้งตื่นเพราะมีใครบางคนเขย่าไหล่ เสียงของเขาเร่งร้อนแต่พยายามกดให้เบา และชั่วขณะหนึ่งสิ่งเดียวที่ฉันได้ยินก็คือเสียงโลหะเสียดฉีกออกจากกัน เสียงกระจกแตกกระจาย และเสียงกระแทกสุดท้ายอันน่าสยดสยอง

“ซัมเมอร์? ซัมเมอร์? เราต้องไปโฮมรูมแล้ว เดี๋ยวสายนะ”

เสียงนั้นคุ้นหู แต่ก็ผิดเพี้ยน อ่อนวัยเกินไปและใกล้เกินไป ฉันผุดตัวลุกขึ้นนั่งเร็วเสียจนภาพตรงหน้าพร่าเลือน หัวใจเต้นกระหน่ำกระแทกซี่โครง ใบหน้าฉันเปียกชื้น—ฉันร้องไห้อยู่หรือ?—ทั้งร่างร้อนวูบวาบ เหงื่อเหนียวหนึบไปทั่วตัว ฉันไม่แน่ใจว่ายังติดอยู่ในฝันร้าย หรือว่าดันตื่นขึ้นมาเจออะไรที่เลวร้ายยิ่งกว่า

“เฮ้ เธอโอเคไหม?” เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้อ่อนลง เต็มไปด้วยความกังวล “พระเจ้า ซัมเมอร์ เธอร้องไห้อยู่นี่นา ฝันร้ายเหรอ?”

ฉันกะพริบตาถี่ ๆ พยายามเพ่งมองให้ชัด ฉันอยู่ในห้องสมุด—รู้ได้จากเพดานสูงกับกลิ่นหนังสือเก่า—แต่มันไม่ใช่ห้องสมุดไหนเลยที่ฉันจำได้จากชีวิตตอนโต ที่นี่เล็กกว่า อบอุ่นกว่า แสงแดดยามบ่ายส่องผ่านช่องกระจกโดมบนเพดาน ทิ้งแต้มแสงสีลงบนโต๊ะไม้เป็นหย่อม ๆ

และเด็กผู้หญิงที่กำลังก้มมองฉัน มือยังวางอยู่บนไหล่ของฉัน—ฉันจำใบหน้านั้นได้

“มีอา?” ฉันได้ยินตัวเองพูดออกไป เสียงแหบพร่าและสับสน

เธอดูเหมือนตอนที่ฉันจำได้จากสมัยมัธยมไม่มีผิด ผมสั้นระดับใต้ใบหูเล็กน้อย ใบหน้าบอบบางเล็กกระทัดรัด คิ้วเรียวบางเลิกขึ้นด้วยความเป็นห่วง แต่ทุกอย่างนั้นไม่สมเหตุสมผลเลย เพราะครั้งสุดท้ายที่ฉันเห็นมีอา ฮาร์เปอร์ คือเมื่อสามปีก่อนในโทรทัศน์ ตอนที่เธอยืนอยู่หน้าศาลและบอกกับนักข่าวว่าฉันไม่ใช่อาชญากร ว่าฉันก็เป็นเหยื่อเหมือนกัน

“ก็ฉันไง” มีอาตอบ พลางมองฉันด้วยสายตาแปลก ๆ “เธอแน่ใจนะว่าไม่เป็นไร? เสียงเธอแปลกมากเลย”

ฉันจ้องเธอ สมองพยายามประมวลภาพตรงหน้าอย่างยากลำบาก เธอสวมเครื่องแบบของเซนต์จูด และดูเด็กอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ราวกับมีใครหมุนเวลากลับไปให้เธอสิบปี ใบหน้าเธอเรียบเนียนไร้ริ้วรอย ดวงตาเป็นประกายมีชีวิตชีวา และตอนที่เธอกัดริมฝีปากอย่างประหม่า ฉันเห็นรอยบิ่นเล็ก ๆ ที่ฟันหน้าของเธอจากคาบพละตอนมอสอง

มอสอง

ฉันก้มมองมือตัวเองที่กดอยู่บนโต๊ะ และมันก็ผิดไปเหมือนกัน—เล็กกว่าที่จำได้ เล็บทาสีชมพูสดใสแทนสีเนื้อเรียบ ๆ ฝ่ามือเนียนนุ่มไร้ด้านกร้าน

“ซัมเมอร์ เธอทำฉันหลอนจริง ๆ นะ” มีอาพูด เสียงสูงขึ้นเรื่อย ๆ “ฉันควรไปตามพยาบาลไหม?”

“ฉันไม่เป็นไร” ฉันฝืนพูดออกมา แม้เสียงจะสั่น “แค่—ขอฉันตั้งสติแป๊บหนึ่ง”

มีอาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าแล้วเริ่มเก็บของของฉัน “โอเค แต่เราต้องไปจริง ๆ แล้วนะ ถ้าสายคุณทอมป์สันฆ่าเราตายแน่”

คุณทอมป์สัน ชื่อนั้นส่งแรงกระแทกอีกระลอกผ่านทั้งร่างฉัน เพราะคุณทอมป์สันเกษียณไปตั้งหลายปีแล้ว แต่ถ้าตอนนี้เธอยังอยู่ที่นี่ ถ้ามีอายังเป็นแบบนี้ งั้นก็แปลว่า—

พวกเราเดินออกจากห้องสมุดไปด้วยกัน มีอาพูดเจื้อยแจ้วเรื่องการบ้านเคมี ส่วนฉันพยายามตั้งสมาธิกับการก้าวเท้าทีละก้าว โถงทางเดินยังคงเหมือนในความทรงจำทุกอย่าง—พื้นเป็นรอยถลอก ตู้ล็อกเกอร์สีน้ำเงินเข้ม บอร์ดประกาศที่แปะใบปลิวชมรมเต็มไปหมด—แต่ทุกอย่างกลับให้ความรู้สึกผิดเพี้ยนเล็กน้อย เหมือนฉันกำลังมองภาพถ่ายของความทรงจำของตัวเอง

“ได้ยินเรื่องนักเรียนใหม่หรือยัง?” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้นขณะเดินผ่านเรา

“โอ๊ย ได้ยินแล้ว! ฉันเห็นเขาที่ห้องธุรการเมื่อเช้า หล่อมาก แบบหล่อมากจริง ๆ ร้อนแรงกว่าอีวานอีก”

“ได้ข่าวว่าเขาเป็นอัจฉริยะฟิสิกส์อะไรสักอย่าง” เพื่อนเธอตอบ “ไทเลอร์บอกว่าโรงเรียนยอมทุ่มเงินให้เขาย้ายมาเรียนที่นี่เลยนะ ทั้งทุนเต็มจำนวนทั้งโบนัสเซ็นสัญญา”

มีอาโน้มเข้ามาใกล้ฉัน “ฉันได้ยินมาว่าเขามาจากเซาท์บอสตัน แล้วก็เหมือนว่าจะมีปัญหาอะไรสักอย่างที่โรงเรียนเก่าด้วย? ฟังดูน่าสงสัยชะมัด”

หัวใจฉันเริ่มเต้นรัว กระหน่ำแรงจนรู้สึกได้ไปทั้งตัว นักเรียนใหม่ อัจฉริยะฟิสิกส์ มาจากเซาท์บอสตัน

ไม่ ไม่น่าเป็นไปได้

พวกเราเกือบถึงห้องเรียนอยู่แล้ว ตอนนั้นเองก็มีใครบางคนพุ่งพรวดเลี้ยวมาจากหัวมุม ชนเข้ากับโต๊ะตัวหนึ่งที่ตั้งอยู่ตรงทางเดิน โต๊ะเลื่อนไถลเฉียงเข้ามากระแทกเท้าฉัน ไม้หนัก ๆ กดทับรองเท้าอาดิดาสสีขาวคู่ใหม่ ทิ้งรอยครูดสีเข้มเอาไว้

“เชี่ย! ขอโทษ ๆ!” ผู้ชายคนนั้นพูด หน้าแดงก่ำด้วยความขายหน้า

"ไม่เป็นไร" ฉันตอบไปโดยอัตโนมัติ แต่แทบไม่ได้สนใจเลย เพราะเท้ากำลังปวดตุบ ๆ ปวดจริงเสียจนต่างจากความปวดในความฝันโดยสิ้นเชิง ตอนที่มีอาคุกเข่าลงใช้กระดาษทิชชูเช็ดรอยถลอก ฉันรับรู้ได้ถึงทุกการเคลื่อนไหวที่เสียดผ่านผิวหนัง

ความฝันไม่ได้เจ็บแบบนี้ ความฝันไม่ได้มีรายละเอียดชัดเจนถึงเพียงนี้

"วันนี้เธอเหม่อมากเลยนะ" มีอาพูด พลางเงยหน้ามองฉัน "แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร"

ฉันพยักหน้า ปล่อยให้เธอดึงฉันไปที่ห้องเรียน คุณครูทอมป์สันปรากฏตัวขึ้นตรงประตูพร้อมกระดาษข้อสอบในมือ และความวุ่นวายทั้งหมดก็มลายหายไปในทันที

"ฉันสาบานเลยนะ ถ้าฉันต้องเตือนพวกเธอให้เงียบอีกสักครั้ง" เธอพูดเสียงเฉียบ "ที่นี่โรงเรียน ไม่ใช่สวนสัตว์" เธอวางกระดาษลง จากนั้นก็หันมาทางพวกเรา "เอาละ ฉันหวังว่าทุกคนคงทำการบ้านฟิสิกส์เมื่อคืนมาแล้วนะ"

ฉันจ้องมองเธอ เก็บทุกรายละเอียดเข้าสายตา—ชุดสูทสีดำที่รีดเนี้ยบไร้ที่ติ มวยผมที่ตึงเป๊ะ แว่นตาที่สะท้อนแสงวับวาว นี่คือคุณครูทอมป์สันอย่างที่เธอเคยเป็นเมื่อสิบปีก่อน ก่อนที่วัยเกษียณจะขัดเกลาคมแข็งนั้นให้อ่อนลง

"เอาละ นั่งกันให้เรียบร้อย" คุณครูทอมป์สันพูด พลางชายตามองไปทางประตู "เข้ามาสิ ไม่ต้องเขิน"

ฉันหยุดหายใจ

เด็กผู้ชายคนหนึ่งก้าวเข้ามาในห้องเรียน

เขาสูงมาก—อย่างน้อยก็หกฟุตสอง—ผมสีน้ำตาลเข้มปรกลงมาบนหน้าผาก ดวงตาสีเทาเข้มคู่นั้นเหมือนจะมองทะลุทุกสิ่งที่สบ เขาสวมเครื่องแบบมาตรฐานของเซนต์จูด แจ็กเก็ตเบลเซอร์สีน้ำเงินกรมท่าพอดีตัวพาดทับไหล่กว้าง เสื้อเชิ้ตสีขาวด้านในเรียบกริบ กางเกงสแล็กสีเข้มที่ทำให้เขาดูโตเกินวัยสิบเจ็ดอย่างประหลาด ทับเบลเซอร์อีกชั้นด้วยฮู้ดดี้สีเทาซีดตัวหนึ่ง ปลายแขนเสื้อมีร่องรอยการใช้งานเล็กน้อย ส่วนรองเท้าเป็นคอนเวิร์สคู่เก่า—สิ่งเดียวที่บอกเป็นนัยว่าเขาอาจไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เต็มไปด้วยเงินเก่าและอภิสิทธิ์นี้

แต่พระเจ้า เขาหล่อเหลือเกิน โหนกแก้มคมชัด กรามแข็งได้รูป ริมฝีปากที่เม้มเป็นเส้นตรงเย็นชาจนทำให้อยากรู้เหลือเกินว่าต้องทำอย่างไรเขาถึงจะยิ้ม เขาเคลื่อนไหวด้วยความสง่างามที่ถูกควบคุมไว้ ทุกย่างก้าวจงใจ ทุกสีหน้าอ่านไม่ออกแม้แต่น้อย

"นี่คือคีแรน ครอส" คุณครูทอมป์สันแนะนำอย่างรวบรัด "เขาย้ายมาจากบอสตันลาติน ฉันหวังว่าทุกคนจะทำให้เขารู้สึกได้รับการต้อนรับ" เธอผายมือไปทางที่นั่งว่าง "คีแรน เธอนั่งตรงนั้นไปก่อนแล้วกัน"

เสียงกระซิบเริ่มขึ้นแทบจะทันที—"หล่อมาก" "ดูเข้าถึงยากจัง" "คงเก่งฟิสิกส์แน่"—แต่ฉันไม่อาจจดจ่อกับอะไรได้เลย เพราะสิ่งเดียวที่ฉันมองเห็นคือเขา เดินผ่านโต๊ะฉันไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองมาทางนี้ ใบหน้าเป็นหน้ากากสมบูรณ์แบบ

นี่คือคีแรนในวัยสิบเจ็ด ไม่ใช่มหาเศรษฐีผู้เย็นชาที่ควบคุมทุกแง่มุมในชีวิตของฉัน ไม่ใช่สามีที่แตะต้องฉันราวกับฉันเป็นสิ่งของที่เขาครอบครอง ไม่ใช่ผู้ชายที่ยิ้มให้ขณะร่างจมหายลงใต้น้ำ ขยับริมฝีปากว่า ฉันรักเธอ เป็นลมหายใจสุดท้าย

นี่คือคีแรนก่อนทุกสิ่งนั้น ก่อนทรัพย์สินมหาศาล ก่อนการแต่งงาน ก่อนความตาย คีแรนในตอนที่เขายังเป็นเพียงเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่พยายามเอาชีวิตรอดในโลกที่ไม่เคยต้องการเขา

เขาทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ว่างแล้วหยิบสมุดขึ้นมา มือขวาเคลื่อนไปบนหน้ากระดาษอย่างรวดเร็วและแม่นยำ มือนั้น มือที่ผลักฉันไปสู่ที่ปลอดภัยที่วอลเดนพอนด์ มือที่ยังเอื้อมมาหาฉันแม้ในขณะที่เขากำลังจมน้ำ

น้ำตาไหลออกมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน และฉันต้องกัดฟันแน่นเพื่อไม่ให้มีเสียงหลุดออกไป มีอาบีบมือฉันใต้โต๊ะ ทั้งเป็นห่วงทั้งสับสน แต่ฉันอธิบายไม่ได้ จะให้อธิบายอย่างไร ว่าฉันกำลังร้องไห้เพราะกำลังมองเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่อีกสิบปีต่อจากนี้จะต้องตาย จะยอมสละทุกอย่างเพื่อฉัน และเป็นคนที่ฉันไม่เคยรู้จักอย่างแท้จริงเลยจนกระทั่งสายเกินไป

ฉันคว้าโทรศัพท์ของมีอามาดูวันที่

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน

สิบเอ็ดกันยายน วันที่คีแรนย้ายเข้าเรียนที่สถาบันเตรียมอุดมศึกษาเซนต์จูด วันที่ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้น

ฉันเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง มองท่าทางที่เขาก้มงุดอยู่เหนือสมุดราวกับพยายามทำให้ตัวเองหายไป และฉันก็รู้สึกเหมือนมีบางอย่างปริแตกออกในอก เขาดูเด็กเหลือเกิน ทั้งระแวดระวัง ทั้งโดดเดี่ยว ท่ามกลางเด็ก ๆ ที่ไม่เคยรู้เลยว่าคำว่าดิ้นรนหมายถึงอะไร

ฉันกลับมาแล้ว ฉันคิด ฉันกลับมาแล้ว และเธอยังมีชีวิตอยู่ คราวนี้ฉันจะมองเห็นเธอ คราวนี้ฉันจะไม่เมินหนี

"ซัมเมอร์?" มีอากระซิบ "เธอโอเคแน่นะ ร้องไห้อยู่นะ"

ฉันรีบเช็ดตา แล้วฝืนยิ้มบาง ๆ ออกมา "ฉันไม่เป็นไร" ฉันพูด และครั้งนี้เสียงของฉันมั่นคง "ยิ่งกว่าปกติดีเสียอีก"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป