บทที่ 1 ตอนที่ 1 ขนมปังไหม้

ตอนที่ 1 ขนมปังไหม้

กลิ่นขนมปังไหม้ลอยออกจากร้านละมุนตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า

พริมยืนจ้องถาดขนมในเตาอบ สีหน้าราวกับกำลังพิจารณาคดีฆาตกรรม เธอเอาผ้ากันเปื้อนเช็ดมือ ก่อนเปิดเตาออกช้า ๆ แล้วใช้คีมคีบขนมปังก้อนหนึ่งขึ้นมาดู

ดำตรงขอบนิดหน่อย

นิดหน่อยจริง ๆ ถ้าไม่นับว่าดำเกือบทั้งก้อน

“พี่พริม” เด็กฝึกงานที่ช่วยอยู่หลังร้านชะโงกหน้ามาดู “อันนี้… ยังขายได้ไหมคะ”

พริมพลิกขนมปังในมือ มองด้านหน้า ด้านข้าง แล้วก็ด้านที่ไหม้ที่สุด ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ขายได้สิ”

“จริงเหรอคะ”

“ขายให้ตัวเองไง วันนี้พี่จะกินเป็นมื้อเช้า”

เด็กฝึกงานหัวเราะแห้ง ๆ พริมยิ้มให้ ก่อนวางขนมปังลงบนตะแกรงอย่างระมัดระวังเหมือนมันยังมีศักดิ์ศรีเหลืออยู่บ้าง เธอถอนหายใจ เหลือบมองนาฬิกาแล้วรีบคว้าถาดใหม่เข้าเตา วันนี้ตลาดกุหลาบมีคนจากบริษัทวรเมธาจะเข้ามาดูพื้นที่ ร้านค้าทั้งแถบต่างพูดกันตั้งแต่เมื่อวานว่าการมาเยือนครั้งนี้อาจหมายถึงการปรับปรุงครั้งใหญ่

หรือพูดให้เข้าใจง่ายกว่านั้น รื้อแล้วสร้างใหม่

“พี่พริมคะ ลุงชาญบอกว่าเขาเห็นรถสีดำจอดหน้าตลาดตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว” เด็กฝึกงานรายงาน

“รถสีดำมีเยอะแยะไป” พริมตอบขณะจัดเรียงครัวซองต์ “ถ้าเป็นรถสีดำติดฟิล์มมืด มีผู้ชายใส่สูทลงมาสามคน แล้วทำหน้าเหมือนกำลังจะยึดโลก ค่อยน่าตื่นเต้นหน่อย”

เด็กฝึกงานชะโงกออกไปดูทางหน้าร้าน

“มีค่ะ”

มือของพริมหยุดอยู่กลางอากาศ

“มีครบทุกอย่างเลยค่ะ”

พริมวางคีมลง หันไปมองประตูหน้าร้านพอดีกับที่เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้น รถคันยาวสีดำแล่นเข้ามาจอดริมทางตรงข้ามร้านอย่างเงียบๆ ชายชุดดำสองคนลงจากรถก่อน คนหนึ่งมองซ้าย คนหนึ่งมองขวา จากนั้นชายอีกคนจึงก้าวลงมาตาม

เขาสูง ไหล่กว้าง สวมสูทสีเข้มเรียบๆ เสื้อเชิ้ตสีดำติดกระดุมจนถึงคอ ใบหน้าคมนิ่งเหมือนคนที่ไม่เคยหัวเราะ หรือถ้าเคย ก็คงเป็นเหตุการณ์สำคัญระดับชาติ

พริมมองเขาแวบเดียวแล้วหันกลับไปจัดขนมต่อ

เธอมีเรื่องสำคัญกว่า เช่นครัวซองต์ชุดใหม่ที่กำลังจะไหม้อีกถาด

เสียงประตูร้านดังกรุ๊งกริ๊ง ชายคนนั้นก้าวเข้ามา กลิ่นน้ำหอมสะอาดเย็น ๆ ลอยมาก่อนเจ้าตัว พนักงานในร้านเงียบลงโดยไม่ได้นัดหมาย ลูกค้าสองโต๊ะหันไปมองแล้วรีบก้มหน้าก้มตากินต่อ

“มีอะไรขายบ้าง” เขาเอ่ยถาม

น้ำเสียงทุ้มราบเรียบ ไม่ดัง แต่ทำให้ทุกคนในร้านได้ยินชัดถ้วนหน้า

พริมเงยหน้าขึ้นจากถาด ก่อนจะเอ่ยตอบน้ำเสียงอ่อนโยน

“มีขนมปัง ครัวซองต์ เค้ก แล้วก็กาแฟค่ะ ถ้าถามถึงอาวุธ ร้านเราไม่มีขายนะคะ”

เด็กฝึกงานทำตาโต พนักงานอีกคนก้มหน้าหลบหลังเครื่องชงกาแฟ

ชายแปลกหน้ามองเธออยู่ครู่หนึ่ง คล้ายกำลังตัดสินใจว่าจะตอบอะไร สุดท้ายเขาเพียงเลิกคิ้วขึ้นนิดเดียว

“ผมถามถึงขนม”

“อ้อ งั้นเชิญดูตรงตู้ได้เลยค่ะ” พริมชี้ไปยังตู้ขนม “หน้าตาอาจไม่เหมือนเจ้าของร้าน แต่รับรองว่าหวานกว่าเจ้าของร้านแน่นอน”

คราวนี้ชายชุดดำด้านหลังเขากระแอมพร้อมกันอย่างน่าสงสัย

“เอากาแฟดำหนึ่งแก้ว”

“รับเป็นอเมริกาโน่ไม่หวานนะคะ”

“อะไรก็ได้ที่ไม่หวาน”

“เข้าใจแล้วค่ะ ไม่หวานค่ะ”

พริมกำลังจะหันไปชงกาแฟ แต่ประตูร้านเปิดขึ้นอีกครั้ง หญิงสูงวัยคนหนึ่งเข็นรถเข็นใส่ลังผักเข้ามา ล้อหน้าติดร่องพื้นตรงทางเข้า เธอออกแรงดันอยู่สองครั้งแต่รถก็ไม่ขยับ พริมรีบเดินอ้อมเคาน์เตอร์ไปช่วย

ทว่าชายชุดดำเดินถึงก่อน เขาจับด้ามรถเข็นแล้วยกข้ามร่องอย่างง่ายดาย

“ขอบใจนะพ่อคุณ” หญิงสูงวัยคลี่รอยยิ้มให้ “พ่อหนุ่มนี่แรงดีจริง”

“ครับ” เขาตอบสั้น ๆ

“มาซื้อขนมให้แฟนเหรอพ่อคุณ”

พริมที่กำลังจะกลับหลังเคาน์เตอร์ชะงักฝีเท้าเล็กน้อย ส่วนชายคนนั้นนิ่งไปนิดหนึ่ง

“เปล่าครับ”

“งั้นก็ดี ซื้อให้ตัวเองเถอะ หน้าตาเครียดแบบนี้ควรกินหวานบ้าง”

หญิงสูงวัยหัวเราะแล้วเข็นรถต่อไป พริมเม้มปากกลั้นยิ้ม ชายชุดดำปรายตามองเธอ

“ขำอะไร”

“เปล่าค่ะ แค่คิดว่าป้าพูดตรงดี”

“คนแถวนี้พูดตรงกันหมดเหรอ”

“เฉพาะกับคนที่ทำหน้าเหมือนจะเก็บค่าเช่าทุกลมหายใจค่ะ”

เขามองเธออีกครั้ง คราวนี้แววตาเหมือนมีคำถาม แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยพูดอะไร ชายคนหนึ่งที่ยืนหน้าร้านก็เดินเข้ามากระซิบข้างหูเขา พริมได้ยินไม่ถนัด มีเพียงคำว่า ‘คุณคีรินทร์’ ลอยมาเบา ๆ

เธอยกแก้วกาแฟวางลงตรงหน้าเขา

“กาแฟดำค่ะ”

“เท่าไร”

พริมบอกราคา เขาวางธนบัตรใบใหญ่บนเคาน์เตอร์โดยไม่รอเงินทอน

“ขอบคุณค่ะ แต่ร้านเรามีเงินทอนนะคะ” เธอหยิบธนบัตรขึ้นมา “แล้วก็ไม่รับทิปจากคนที่ยังไม่ได้ชิมกาแฟค่ะ”

“เก็บไว้เถอะ”

“ไม่ได้ค่ะ ถ้าคุณอยากช่วยร้าน ซื้อขนมเพิ่มก็ได้”

“ขนมอะไร”

พริมชี้ไปยังตะแกรงข้างเตา

“ขนมปังค่ะ เพิ่งอบเสร็จ”

เธอพูดไม่เต็มเสียงนัก เพราะกลิ่นไหม้ยังวนอยู่ในร้าน

ชายคนนั้นมองไปทางตะแกรงขนมปังที่พริมชี้

“นั่นเรียกว่าเพิ่งอบเสร็จเหรอ”

“เรียกว่าขนมปังสูตรเข้มข้นค่ะ”

“มันไหม้!”

“คุณยังไม่ได้ชิม”

“มองก็รู้”

“งั้นลองชิมดูสิคะ จะได้รู้ว่ามองถูกหรือเปล่า”

พริมตัดขนมปังก้อนที่ไหม้น้อยที่สุดออกเป็นชิ้นเล็ก วางลงบนจานแล้วเลื่อนให้ เขามองชิ้นขนมปังเหมือนมันเป็นเอกสารลับที่อาจระเบิดได้

“ไม่ชอบของหวาน” เขาเอ่ยตอบเธอ

“นี่ไม่หวานค่ะ ขมด้วยซ้ำ”

ชายชุดดำด้านหลังทำท่าจะเข้ามาห้าม แต่เขายกมือขึ้นนิดเดียว ทุกคนจึงหยุด เขาหยิบชิ้นขนมปังขึ้นกัดอย่างไม่เต็มใจ เคี้ยวช้า ๆ แล้วกลืนลงไป

พริมรอคำตัดสินอย่างใจจดใจจ่อ

“เป็นยังไงคะ”

“แห้ง แล้วก็ไหม้”

“ขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์ที่ละเอียดมากค่ะ” พริมคลี่รอยยิ้มให้ “ถ้าจะให้คะแนน ขอเป็นดาวนะคะ ไม่เอาไฟ”

ชายคนนั้นวางชิ้นที่เหลือลง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ

“เอาที่เหลือทั้งหมด”

“คะ?”

“ขนมปังที่ไหม้ทั้งหมด”

“จะเอาไปทำอะไรคะ”

“กิน”

“คุณเพิ่งบอกว่าแห้งและไหม้”

“ผมไม่ชอบให้ของเสียเปล่า” เขาหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมา “คิดเงินมา”

พริมยังไม่แน่ใจว่าเขาล้อเล่นหรือพูดจริง แต่พอเห็นสีหน้าจริงจังจนลูกน้องไม่กล้าขยับ เธอก็ห่อขนมปังที่ไหม้ทั้งหมดใส่ถุงให้ ถุงนั้นมีอยู่หกก้อน มากพอที่จะให้ชายคนหนึ่งต้องคิดทบทวนการตัดสินใจของตนเอง

“ถ้ากินไม่หมด แช่แข็งได้นะคะ หรือเอาไปทำพุดดิ้งก็ได้” เธอเอ่ยบอกเขา

“ผมจะจำไว้”

เขาจ่ายเงินตามราคา คราวนี้รอรับเงินทอนครบถ้วน พริมยื่นถุงให้ มือของทั้งคู่แตะกันเล็กน้อยเพียงเสี้ยววินาที เธอรู้สึกถึงความอุ่นจากฝ่ามือเขา ก่อนที่เขาจะรับถุงไปอย่างระมัดระวัง

“คุณมาทำอะไรแถวนี้เหรอคะ” เธอเอ่ยถาม “อย่าบอกนะว่ามาตรวจว่าร้านไหนอบขนมปังไหม้”

“ผมมาดูพื้นที่ตลาด”

“ในฐานะอะไรเหรอคะ”

“คีรินทร์ วรเมธา” เขาเอ่ยตอบ “กรรมการผู้จัดการกลุ่มวรเมธา”

รอยยิ้มของพริมค้างอยู่ตรงริมฝีปาก ชื่อนี้เธอได้ยินมาตลอดทั้งสัปดาห์ บริษัทวรเมธาเป็นเจ้าของที่ดินส่วนใหญ่รอบตลาดกุหลาบ และเป็นบริษัทที่กำลังพิจารณาแผนพัฒนาใหม่ ชื่อเดียวกับรถสีดำ ชายชุดสูท และข่าวลือว่าร้านค้าหลายแห่งอาจต้องย้ายออก

เธอวางมือลงบนเคาน์เตอร์

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็คือคนที่อาจทำให้ร้านฉันต้องปิดสินะคะ”

คีรินทร์นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนที่จะวางถุงขนมปังไว้ข้างตัว

“ผมยังไม่ได้ตัดสินใจเรื่องร้านของคุณ”

“แต่คุณตัดสินใจเรื่องตลาดได้”

“ผมมาที่นี่เพื่อดูข้อมูลก่อน”

“ข้อมูลที่ว่ามีคนอยู่จริง ๆ ด้วยนะคะ ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ”

บรรยากาศในร้านเงียบลงอีกครั้ง ชายชุดดำด้านหลังเหลือบมองเจ้านาย ราวกับกำลังรอดูว่าจะมีใครถูกไล่ออกหรือไม่ แต่คีรินทร์เพียงสบสายตาพริมนิ่ง ๆ เท่านั้น

“คุณเป็นเจ้าของร้าน?”

“ค่ะ พริม เจ้าของร้านละมุน”

“งั้นผมอยากคุยกับคุณเรื่องตลาด”

“ถ้าจะคุยเรื่องย้ายร้าน คำตอบคือไม่ค่ะ”

“ผมยังไม่ได้พูดเรื่องย้าย”

“ฉันตอบไว้ก่อน จะได้ไม่เสียเวลา”

คราวนี้มุมปากของคีรินทร์ขยับขึ้นนิดเดียว จนพริมไม่แน่ใจว่าเป็นรอยยิ้มหรือแค่เงาจากแสงแดดยามเช้า

“คุณรีบสรุปเก่ง”

“ส่วนคุณก็พูดน้อยเก่งเหมือนกันค่ะ”

เขาหยิบถุงขนมขึ้นอีกครั้ง

“พรุ่งนี้ผมจะกลับมาคุย”

“ถ้าจะมาซื้อขนมปังไหม้ ร้านเปิดแปดโมงค่ะ”

“ผมไม่ได้บอกว่าจะซื้อ”

“แต่เอาไปตั้งหกก้อนแล้วนะคะ”

คีรินทร์ไม่ได้เอ่ยตอบ เขาหันหลังเดินออกจากร้าน ลูกน้องรีบตามไป ขณะที่เด็กฝึกงานโผล่หน้ามาจากหลังเคาน์เตอร์ทันที

“พี่พริมคะ เมื่อกี้พี่เถียงเจ้าพ่อด้วย”

“เขายังไม่ได้บอกว่าเป็นเจ้าพ่อสักหน่อย”

“แต่หนูได้ยินลูกน้องเรียกคุณคีรินทร์ค่ะ”

“ชื่อคีรินทร์แปลว่าเจ้าพ่อด้วยเหรอ”

เด็กฝึกงานอ้าปากเหมือนอยากจะแย้ง แต่แล้วเสียงรถสีดำก็เคลื่อนออกจากหน้าร้านไปเสียก่อน พริมเหลือบมองตามผ่านกระจก เห็นคีรินทร์นั่งอยู่เบาะหลัง เขากำลังเปิดถุงขนมปังแล้วหยิบขึ้นมากัดอีกคำ

เขาทำหน้าเหมือนเดิม นิ่งสนิทเหมือนเดิม

พริมหลุดหัวเราะเบา ๆ ก่อนกลับไปดูขนมในเตาอบ ถาดใหม่สุกพอดี สีทองสวย ไม่มีรอยไหม้ เธอยิ้มอย่างภูมิใจ ทว่าเมื่อหันไปเห็นเศษขนมปังไหม้ที่เหลืออยู่บนตะแกรง ก็อดนึกถึงชายหน้าดุคนนั้นไม่ได้

บางทีพรุ่งนี้เขาอาจกลับมาอีก

ไม่ใช่เพราะขนมปังอร่อยหรอก พริมบอกตัวเอง

คงแค่ไม่อยากให้ของเสียเปล่าเท่านั้นแหละ

และเธอไม่รู้เลยว่าในรถคันสีดำ คีรินทร์กำลังบอกแม็กซ์ให้ช่วยหาร้านกาแฟใกล้ตลาดกุหลาบไว้ด้วย

“คุณคีรินทร์ครับ ปกติคุณไม่กินขนมปังไหม้” แม็กซ์เอ่ยถามด้วยความสงสัย

“ฉันก็ไม่ได้บอกว่าชอบ”

“แล้วทำไมซื้อไปตั้งหกก้อนครับ”

คีรินทร์ก้มมองถุงกระดาษบนตัก ก่อนตอบน้ำเสียงเรียบ

“ไม่อยากให้เสียของ”

แม็กซ์พยักหน้ารับ แต่แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย

“พรุ่งนี้จะกลับไปตรวจพื้นที่อีกไหมครับ”

“อืม”

“เพื่อดูตลาด?”

คีรินทร์มองออกไปนอกหน้าต่าง รถกำลังเลี้ยวผ่านซุ้มดอกกุหลาบเก่าของตลาด เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยพูด

“เพื่อคุยกับเจ้าของร้านละมุน”

“แล้วกาแฟล่ะครับ”

“ซื้อด้วย”

“หวานไหมครับ”

“ไม่หวาน”

แม็กซ์ยิ้มบาง ๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขารู้จักเจ้านายดีพอจะรู้ว่าคนที่ยืนยันว่าไม่ชอบของหวาน มักเป็นคนที่จำชื่อร้านขนมได้ตั้งแต่ครั้งแรก

ส่วนคีรินทร์ยังก้มมองถุงขนมปังบนตักอยู่อย่างนั้น

แห้งไปหน่อย ไหม้ไปนิด

แต่เขากลับคิดว่าพรุ่งนี้ควรซื้อเพิ่มอีกสักถุง

บทถัดไป