บทที่ 3 ตอนที่ 3 เจ้าพ่อกินหวาน
ตอนที่ 3 เจ้าพ่อกินหวาน
เช้าวันถัดมา พริมมาถึงร้านพร้อมแฟ้มเอกสารหนากว่าปกติหนึ่งเล่ม
มันไม่ใช่แผนฉบับสมบูรณ์อย่างที่คีรินทร์ขอเวลาไว้สองสัปดาห์ แต่เป็นแผนร่างที่เธออยากให้เขาเห็นก่อนจะลงมือทำจริง เธอใช้เวลาครึ่งคืนจดข้อมูลร้านค้า ค่าเช่า และช่วงเวลาที่ตลาดคึกคัก จนเกือบเผลอหลับคาโต๊ะกินข้าว
“พี่พริมจะเอาไปให้คุณคีรินทร์เหรอคะ” เด็กฝึกงานถาม พลางมองแฟ้มในมือ
“เอาไปให้ดูค่ะ จะได้รู้ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้”
“แล้วถ้าเขาบอกว่าไม่ผ่านล่ะคะ”
“พี่ก็แก้ค่ะ”
“ถ้าเขาไม่ให้แก้ล่ะคะ”
“พี่ก็เถียงค่ะ”
เด็กฝึกงานพยักหน้าอย่างเข้าใจ “งั้นหนูทำกาแฟไว้ให้พี่ก่อนนะคะ เผื่อใช้พลังงานเยอะ”
พริมกำลังจะตอบ แต่เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นเสียก่อน
คีรินทร์ยืนอยู่ตรงประตูในชุดสูทสีเข้มแบบเดิม วันนี้เขามาคนเดียว ไม่มีเลขาฯ ถือแฟ้ม ไม่มีลูกน้องยืนประจำมุมร้าน มีเพียงโทรศัพท์มือถือกับถุงกระดาษใบเล็กที่เขาถือไว้ข้างตัว
“มาเช้าจังค่ะ” พริมทัก
“คุณก็บอกว่าจะเอาแผนมาให้ดู”
“ฉันบอกว่าพรุ่งนี้จะเอาแผนร่างมาให้ ไม่ได้บอกให้คุณมารอหน้าร้านตั้งแต่ร้านยังไม่เปิดนะคะ”
คีรินทร์ก้มดูนาฬิกา “ร้านเปิดแล้ว”
“เปิดอีกสามนาทีค่ะ”
“งั้นผมรอได้”
เขาพูดเหมือนการยืนรออยู่หน้าร้านขนมเป็นเรื่องปกติ พริมเปิดประตูให้กว้างขึ้นและเชิญเขาเข้ามา
“วันนี้รับอะไรคะ กาแฟดำเหมือนเดิมไหม”
“เหมือนเดิมครับ”
“ขนมปังอีกสองก้อนหรือเปล่า”
“ถ้ามี”
“มีค่ะ แต่วันนี้มีเค้กส้มด้วย”
“ผมไม่กินของหวาน”
พริมเหลือบมองถุงกระดาษในมือเขา “แล้วถุงนั้นใส่อะไรคะ”
คีรินทร์มองถุงในมือราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ “กาแฟ”
“ร้านกาแฟอยู่คนละฝั่งตลาดค่ะ”
“ผมรู้”
“แล้วคุณถือถุงจากร้านกาแฟมาไว้ทำไม”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบว่า “ซื้อให้ทีมงาน”
“ทีมงานของคุณอยู่ที่สำนักงาน”
“ผมจะแวะไปให้ทีหลัง”
พริมยิ้มมุมปาก “เข้าใจแล้วค่ะ กาแฟดำหนึ่ง เค้กส้มหนึ่ง แล้วก็ขนมปังสองก้อนสำหรับทีมงาน”
“ผมไม่ได้สั่งเค้กส้ม”
“ยังไม่ได้สั่งค่ะ แต่ฉันเห็นคุณมองอยู่”
คีรินทร์ขยับตัวเหมือนจะปฏิเสธอีกครั้ง ทว่ากลิ่นส้มอ่อน ๆ จากเค้กในตู้ลอยมาแตะจมูกพอดี เขาเหลือบมองมันอีกแวบ
“เอามาหนึ่งชิ้น”
“ค่ะ หนึ่งชิ้นสำหรับทีมงานใช่ไหมคะ”
“ใช่”
พริมไม่ได้ถามต่อ เธอชงกาแฟและจัดเค้กส้มใส่จานให้เขา จากนั้นวางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะมุมร้าน
“ก่อนดูแผน ขอให้คุณชิมก่อนนะคะ จะได้มีสมาธิ”
“ผมมีสมาธิอยู่แล้ว”
“ดีค่ะ งั้นก็ชิมได้เลย”
คีรินทร์ตัดเค้กชิ้นเล็กเข้าปาก สีหน้าไม่เปลี่ยน แต่เขาหยุดมือไปนิดหนึ่งก่อนตักคำต่อไป พริมแกล้งทำเป็นจัดของบนเคาน์เตอร์ ทั้งที่สายตาจับอยู่กับจานตรงหน้าเขา
“เป็นยังไงคะ”
“ก็ได้”
“แปลว่าอร่อยไหมคะ”
“แปลว่ากินได้”
“ถ้าไม่อร่อย คุณจะกินหมดจานหรือเปล่าคะ”
คีรินทร์ก้มมองจานที่เหลือเพียงเศษเค้กชิ้นสุดท้าย “ผมไม่ชอบให้ของเสียเปล่า”
พริมหลุดหัวเราะ “ข้ออ้างนี้ใช้ได้ทุกสถานการณ์เลยนะคะ”
“ผมพูดความจริง”
“งั้นพรุ่งนี้ฉันจะทำเค้กมาให้คุณอีกชิ้น จะได้ไม่ต้องเสียของ”
“ไม่จำเป็น”
“ไม่ได้ถามว่าจำเป็นไหมค่ะ”
เขาเงยหน้ามองเธอ พริมยกถาดขนมขึ้นเหมือนกำลังจัดของ ส่วนมุมปากของคีรินทร์ขยับขึ้นน้อยมากจนแทบมองไม่ทัน
เมื่อเขาดื่มกาแฟเสร็จ พริมเปิดแฟ้มและเริ่มอธิบายแผนร่าง เธอเสนอให้จัดตลาดทดลองในช่วงสุดสัปดาห์ เปิดพื้นที่ให้ร้านค้าขายของร่วมกัน ทำแผนที่ร้านค้าออนไลน์ และปรับทางเดินบางช่วงโดยไม่ต้องรื้ออาคารเดิมทั้งหมด
“ค่าใช้จ่ายหลักอยู่ตรงระบบไฟกับป้ายบอกทางค่ะ ส่วนร้านค้าช่วยกันออกแบบกิจกรรมได้ ฉันทำแบบสอบถามกับเก็บยอดขายคร่าว ๆ มาตั้งแต่เมื่อวาน” เธอพลิกกระดาษให้ดู “ถ้าทดลองหนึ่งวันก่อน เราจะได้รู้ว่าคนสนใจตรงไหน”
คีรินทร์อ่านตัวเลขอย่างตั้งใจ “คุณใช้ยอดขายจากร้านไหนบ้าง”
“หกร้านค่ะ ร้านที่ยอมให้ดูบัญชี”
“ข้อมูลยังไม่พอจะสรุปทั้งตลาด”
“ฉันรู้ค่ะ ถึงเรียกว่าแผนร่าง”
“จำนวนคนเดินตลาดที่คุณประเมิน อาจนับซ้ำ”
“เป็นไปได้ค่ะ ฉันจะให้คนช่วยนับทางเข้าแยกกัน”
“ค่าใช้จ่ายระบบไฟต่ำกว่าราคาที่ผู้รับเหมาประเมิน”
“ฉันใช้ราคาจากช่างในตลาดค่ะ ถ้าใช้บริษัทข้างนอกอาจแพงกว่า”
“ต้องเทียบทั้งสองราคา”
พริมพยักหน้าจดลงไป ไม่ได้ทำหน้าผิดหวังอย่างที่เขาคิด เธอรับฟังคำวิจารณ์ทีละข้อ ถามกลับเมื่อไม่เห็นด้วย และแก้ตัวเลขที่รู้ว่าตนเองยังไม่มั่นใจ
“คุณคิดว่าพอมีโอกาสไหมคะ” เธอถามในที่สุด
คีรินทร์ปิดแฟ้ม “มี ถ้าคุณเก็บข้อมูลเพิ่มและใส่แผนเรื่องความปลอดภัยกับการจัดการขยะด้วย”
“แล้วถ้าทำได้ คุณจะเสนอแผนนี้เข้าประชุมหรือเปล่า”
“ถ้าตัวเลขสนับสนุน ผมจะเสนอ”
“ถ้าตัวเลขไม่สนับสนุนล่ะคะ”
“เราก็หาทางแก้ตัวเลข”
พริมขมวดคิ้ว “แก้ตัวเลขหรือแก้แผนคะ”
เขานิ่งไปชั่วครู่ “แก้แผน ไม่ใช่บิดตัวเลข”
“ดีค่ะ ฉันจะได้ไม่ต้องห่วงว่าคุณกำลังสอนให้ฉันทำบัญชีสองชุด”
“ผมไม่ได้ทำธุรกิจแบบนั้น”
“ฉันไม่รู้ค่ะ ฉันเพิ่งรู้จักคุณเมื่อวาน”
“งั้นก็รู้ไว้ตอนนี้”
ประโยคนั้นฟังดูจริงจังกว่าที่ควร พริมเงยหน้ามองเขา คีรินทร์หลบสายตาเป็นครั้งแรกแล้วหยิบกาแฟขึ้นจิบ ทั้งที่ในแก้วเหลือเพียงน้ำแข็งละลาย
“ฉันจะเพิ่มข้อมูลให้ครบค่ะ” เธอบอก “แล้วคุณช่วยส่งตัวเลขจำนวนคนเดินตลาดกับค่าใช้จ่ายระบบไฟที่บริษัทมีให้ได้ไหม”
“ได้ ผมให้ทีมส่งภายในพรุ่งนี้”
“ขอบคุณค่ะ”
“ไม่ต้องขอบคุณ ผมเองก็ต้องใช้ข้อมูลพวกนั้น”
“คุณนี่ไม่ชอบให้คนขอบคุณเลยนะคะ”
“ผมไม่อยากให้ใครคิดว่าผมทำอะไรเพื่อหวังผล”
“แล้วทำไมถึงซื้อขนมปังไหม้ตั้งหกก้อนคะ”
“บอกแล้วว่าไม่อยากให้เสียของ”
“แล้วเค้กส้มล่ะคะ”
“ให้ทีมงาน”
“ทีมงานอยู่ที่สำนักงาน”
“ผมเอาไปให้ได้”
ระหว่างที่ทั้งคู่กำลังคุยกัน ประตูร้านเปิดออก ชายสูงวัยคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมถุงผ้าสะพายไหล่ เขาคือคุณลุงชาญ เจ้าของร้านซ่อมรองเท้าที่พวกเขาแวะคุยเมื่อวาน พอเห็นคีรินทร์ เขาก็ยิ้มกว้าง
“อ้าว พ่อหนุ่มสูทดำ วันนี้มาดูตลาดอีกแล้วหรือ”
“ครับ”
“แล้ววันนี้จะสะดุดพื้นอีกไหม ลุงเตรียมกาวไว้ให้แล้ว”
พริมก้มหน้าหลบเสียงหัวเราะ คีรินทร์รับคำด้วยสีหน้าสุภาพอย่างคนไม่แน่ใจว่าควรหัวเราะตามหรือไม่
ลุงชาญหันมาหาพริม “พริมเอ๊ย เมื่อเช้ามีคนเอาหนังสือแจ้งค่าเช่ามาให้ร้านลุงเหมือนกัน ขึ้นราคาแบบนี้ร้านเล็ก ๆ อยู่ลำบากนะ”
พริมเปิดแฟ้มให้ดูว่ากำลังทำข้อเสนออยู่ ลุงชาญสนใจทันทีและเล่าค่าใช้จ่ายของร้านซ่อมรองเท้าให้ฟัง คีรินทร์ดึงสมุดขึ้นมาจดข้อมูลเพิ่ม โดยถามว่าช่วงเวลาไหนมีลูกค้ามากที่สุด และทางเดินส่วนไหนที่คนมักสะดุด
“ตรงรอยแตกหน้าร้านดอกไม้นั่นแหละ” ลุงชาญว่า “ถ้าจะซ่อมตลาด เริ่มจากตรงนั้นก่อนเลย คนแก่เดินลำบาก”
คีรินทร์พยักหน้า “ผมจะให้ทีมตรวจดู”
“ไม่ต้องให้ทีมก็ได้ ลองเดินเองสิ จะได้รู้ว่าลุงพูดจริง”
พริมมองลงไปที่รองเท้าหนังของคีรินทร์ “ระวังสะดุดนะคะ”
“ผมจำได้”
“ถ้าล้ม ร้านลุงซ่อมรองเท้า ไม่ได้ซ่อมเข่า”
คราวนี้คีรินทร์ยิ้มออกมาจริง ๆ เพียงชั่ววูบเดียว แต่พริมเห็นเต็มตา เธอหยุดไปนิดหนึ่งก่อนจะหันกลับไปหยิบสมุดจด
“คุณยิ้มเป็นด้วยเหรอคะ”
“ผมไม่ได้ยิ้ม”
“เมื่อกี้เห็นอยู่ค่ะ”
“คุณคงมองผิด”
“ฉันจำหน้าได้เกือบทุกร้านในตลาดนะคะ จำหน้าคุณได้ไม่ยากหรอก”
“งั้นก็จำไว้ว่าไม่ได้ยิ้ม”
“ค่ะ คุณคีรินทร์ไม่ยิ้มและไม่กินหวาน” พริมรับคำอย่างว่าง่าย “แต่เค้กส้มหมดจานแล้วนะคะ”
เขาเหลือบไปมองจานเปล่า “ผมให้เกียรติคนทำ”
“ให้เกียรติด้วยการกินหมดเลยเหรอคะ”
“ใช่”
“งั้นพรุ่งนี้มีทาร์ตมะนาวค่ะ รสเปรี้ยว ไม่หวานมาก”
“ผมยังไม่ได้บอกว่าจะมา”
“แต่คุณก็ยังไม่ได้บอกว่าจะไม่มานะคะ”
คีรินทร์ลุกขึ้น หยิบแฟ้มแผนร่างของพริมคืนให้ “ผมจะให้ทีมส่งข้อมูลมาให้”
“แล้วเค้กล่ะคะ”
“พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
เขาเดินไปถึงประตูแล้วหยุดหันกลับมา “ขนมปังที่ซื้อเมื่อวาน…ไม่ได้ไหม้มาก”
“นั่นคือคำชมใช่ไหมคะ”
“อย่าคิดไปเอง”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
กระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นเมื่อเขาเดินออกไป พริมมองตามรถสีดำที่เคลื่อนหายไปตรงหัวมุมตลาด ก่อนหันกลับมามองจานเค้กที่ว่างเปล่า
เด็กฝึกงานยื่นหน้าออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ “พี่พริมคะ คุณคีรินทร์ชอบเค้กส้มใช่ไหมคะ”
“ไม่รู้สิ เขาบอกว่าแค่ให้เกียรติคนทำ”
“แล้วพรุ่งนี้พี่จะทำทาร์ตมะนาวไหมคะ”
พริมยกแฟ้มแผนร่างขึ้นกอด “ทำตามเมนูที่ร้านวางไว้ค่ะ ไม่ได้ทำให้ใครเป็นพิเศษ”
“ค่ะ หนูเชื่อพี่” เด็กฝึกงานตอบด้วยน้ำเสียงไม่เชื่อเลยสักนิด
พริมก้มมองรายการขนมประจำวันแล้วเติมเมนูทาร์ตมะนาวเข้าไปหนึ่งบรรทัด เธอขีดเส้นใต้ชื่อเมนูสองครั้ง ก่อนรีบปิดสมุดเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะจากเด็กฝึกงาน
“พี่พริมคะ วันนี้ร้านเปิดแปดโมงนะคะ ไม่ใช่เปิดให้เจ้าพ่อคนเดียว”
“รู้แล้วค่ะ ไปเตรียมหน้าร้านเลย”
พริมยิ้มพลางเก็บจานเค้กลงไปล้าง เธอไม่รู้ว่าคีรินทร์ชอบของหวานจริงหรือไม่ แต่เริ่มแน่ใจอย่างหนึ่งแล้ว เขาไม่ได้กลับมาที่ตลาดเพราะงานอย่างเดียว
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ทุกครั้ง
