บทที่ 6 ตอนที่ 6 สัญญาฉบับพริม
ตอนที่ 6 สัญญาฉบับพริม
ปลายปากกาของพริมค้างอยู่เหนือบรรทัดสุดท้ายในสัญญา
เธออ่านเอกสารตั้งแต่หน้าแรกอีกครั้ง ทั้งฉบับเต็มไปด้วยรอยขีดฆ่า วงกลม และตัวหนังสือสีแดงที่เขียนแทรกไว้ตามขอบกระดาษ ถ้าใครไม่รู้คงคิดว่าเธอกำลังตรวจการบ้านนักเรียน แต่ที่จริงเธอกำลังจะเซ็นสัญญาหมั้นกำมะลอกับเจ้าพ่อที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงสัปดาห์
“พี่พริมคะ ถ้าลงชื่อแล้วจะมีคนมาขอถ่ายรูปหน้าร้านทุกวันไหมคะ” เด็กฝึกงานถามจากอีกฝั่งของเคาน์เตอร์
“ไม่รู้ค่ะ” พริมตอบโดยไม่ละสายตาจากกระดาษ “ถ้ามีก็คิดค่าถ่ายรูปเพิ่ม”
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นพอดี คีรินทร์เดินเข้ามาพร้อมแม็กซ์ เลขาฯ ของเขาถือแฟ้มเปล่ามาด้วยหนึ่งเล่ม พอเห็นเอกสารบนโต๊ะก็เลิกคิ้ว
“คุณอ่านแล้ว”
“อ่านแล้วค่ะ” พริมวางปากกาลง “แล้วก็แก้แล้วด้วย”
“ผมเห็น”
เขาดึงเก้าอี้ออกนั่งตรงข้าม ไม่ได้ยื่นมือไปหยิบเอกสารจนกว่าเธอจะเลื่อนให้ พริมสังเกตเห็นท่าทางนั้น แต่ทำเป็นสนใจเปิดหน้าสัญญา
“ก่อนคุย ฉันขอยืนยันว่าถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับข้อไหน เราก็ไม่ต้องเซ็นค่ะ ฉันไม่ได้รีบ”
“ผมก็ไม่ได้รีบ”
“ดีค่ะ งั้นเริ่มจากข้อแรก”
เธอหมุนเอกสารให้เขาเห็นบรรทัดที่วงไว้ “ระยะเวลาสามเดือนนับจากวันที่ลงนาม ไม่ใช่วันที่ประกาศต่อสื่อ ฉันไม่อยากให้ระยะเวลายืดออกไปเพราะเลื่อนงานหรือมีข่าวใหม่”
คีรินทร์อ่านแล้วพยักหน้า “ได้”
“ข้อสอง งานที่ต้องออกคู่กันต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยสามวัน ยกเว้นเหตุฉุกเฉิน และไม่เกินสี่งานต่อเดือนค่ะ ฉันมีร้านต้องดู ไม่สามารถยกเลิกงานตัวเองทุกครั้งที่คุณมีนัดได้”
“สมเหตุสมผล”
“ข้อสาม ฉันขอค่าจ้างตามเวลาที่ใช้ ไม่เกี่ยวกับผลการพิจารณาแผนตลาด”
แม็กซ์ขยับเหมือนจะพูด แต่คีรินทร์ยกมือห้ามไว้ก่อน
“คุณอยากกำหนดค่าจ้างเองหรือให้ฝ่ายบัญชีประเมิน” เขาถาม
“ฉันคิดอัตราสำหรับงานออกสื่อและงานอีเวนต์ไว้แล้วค่ะ ส่งให้แม็กซ์ได้”
“ได้”
“ข้อสี่ แผนตลาดต้องพิจารณาตามข้อมูล ไม่ใช่ให้ผ่านเพราะฉันเป็นคู่หมั้นคุณ และถ้าไม่ผ่าน คุณต้องแจ้งเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษรเหมือนข้อเสนออื่น”
“ผมเห็นด้วย”
พริมมองหน้าเขา “คุณตอบตกลงเร็วจังนะคะ”
“คุณเขียนชัดเจนดี”
“ยังเหลือข้อที่คุณอาจไม่ชอบค่ะ”
“ว่ามา”
พริมพลิกไปหน้าถัดไป “เรื่องการแตะตัว เวลาออกงานหรือต่อหน้าสื่อ คุณต้องถามฉันก่อนว่าจะจับมือหรือโอบไหล่ได้ไหม ถ้าฉันปฏิเสธก็ห้ามทำหน้าบึ้งใส่จนคนอื่นคิดว่าฉันทำให้คุณเสียหน้า”
แม็กซ์ก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม คีรินทร์ยังคงสีหน้าเรียบ
“ผมไม่ทำหน้าบึ้ง”
“คุณทำอยู่ตอนนี้ค่ะ”
เขาคลายคิ้วลงทันที “แบบนี้ดีขึ้นหรือยัง”
“ดีขึ้นค่ะ”
“ผมจะถามก่อน”
“รวมถึงแหวนด้วยนะคะ ฉันไม่ใส่เครื่องประดับที่คุณเลือกมาให้โดยไม่ถาม”
“คุณอยากเลือกเอง?”
“ถ้าต้องใส่ ฉันอยากเลือกเองค่ะ”
“ตกลง”
พริมเลื่อนไปยังข้อถัดไป “การให้สัมภาษณ์ เราตกลงเรื่องข้อมูลที่จะพูดกันก่อน ห้ามแต่งเรื่องเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวหรือความสัมพันธ์เกินกว่าที่ตกลงไว้ และห้ามตอบแทนฉันถ้ามีคนถามเรื่องงานของฉัน”
“ถ้ามีคนถามเรื่องที่คุณไม่อยากตอบ ผมช่วยเปลี่ยนคำถามได้ไหม”
“ได้ค่ะ ถ้าคุณถามฉันก่อน หรือถ้าเห็นว่าฉันลำบากใจจริง ๆ”
“ตกลง”
“ข้อสุดท้าย ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่สบายใจ สามารถยุติสัญญาได้ทันที โดยไม่ต้องรอครบสามเดือน และการยุติสัญญาจะไม่กระทบการเช่าร้านหรือแผนตลาด”
คราวนี้คีรินทร์ไม่ได้ตอบทันที เขาอ่านบรรทัดนั้นซ้ำอย่างละเอียด พริมรู้สึกถึงความเงียบที่ทอดยาวขึ้น แต่ไม่ได้ถอนข้อเสนอคืน เธออยากให้ชัดตั้งแต่แรกว่าการหมั้นนี้ไม่ใช่กรง และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ร้านของเธอต้องไม่กลายเป็นเครื่องต่อรอง
“ผมเห็นด้วย” เขาพูดในที่สุด “แต่ผมขอเพิ่มว่าถ้ามีการยุติสัญญา เราจะตกลงคำชี้แจงต่อสื่อร่วมกัน”
“ได้ค่ะ ขอแค่ไม่มีฝ่ายไหนโยนความผิดให้อีกฝ่าย”
“ไม่มี”
พริมไล่ดูเอกสารอีกครั้ง “มีอีกข้อหนึ่งค่ะ”
“ข้อไหน”
“ของขวัญราคาแพงหรือการโอนเงินส่วนตัวไม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ถ้าคุณอยากสนับสนุนร้าน ต้องทำสัญญาธุรกิจแยกต่างหาก”
“ผมไม่ได้คิดจะซื้อร้านคุณ”
“ฉันรู้ค่ะ แต่ใส่ไว้ก็ดี”
“แล้วถ้าผมซื้อขนมล่ะ”
“คิดเงินตามปกติค่ะ”
“ถ้าซื้อเยอะ”
“ก็จ่ายเยอะ”
คีรินทร์พยักหน้ารับราวกับเพิ่งได้รับเงื่อนไขสำคัญที่สุดในสัญญา แม็กซ์หยิบแฟ้มเปล่าขึ้นมาเตรียมใส่เอกสารฉบับใหม่
“ผมจะให้ฝ่ายกฎหมายพิมพ์ฉบับแก้ไขทั้งหมด” เขาบอก
“ไม่ต้องค่ะ ฉบับนี้อ่านรู้เรื่องแล้ว เราเซ็นกำกับทุกหน้าก็พอ แต่ฉันอยากให้คุณอ่านทุกข้อด้วยตัวเองก่อน”
“ผมอ่านแล้ว”
“อ่านจริง ๆ นะคะ ไม่ใช่แค่ดูว่ามีช่องให้เซ็นตรงไหน”
“ผมอ่านจริง”
เขาดึงเอกสารเข้าหาตัว อ่านตั้งแต่ต้นจนถึงบรรทัดสุดท้าย พริมรออย่างสงบ ระหว่างนั้นเด็กฝึกงานนำกาแฟมาเติมให้ แม็กซ์แอบหยิบเมนูขนมขึ้นมาดู แต่พอคีรินทร์เหลือบมองก็วางลงทันที
เมื่ออ่านจบ คีรินทร์วางเอกสารกลางโต๊ะ “ผมตกลงทุกข้อ”
“แน่ใจนะคะ ถ้าคุณเซ็นแล้ว ฉันจะถือว่าคุณอ่านและยอมรับจริง ๆ”
“แน่ใจ”
เขาหยิบปากกาขึ้นมา แต่ก่อนลงชื่อก็หยุดและมองพริม “คุณยังไม่จำเป็นต้องเซ็นตอนนี้”
พริมมองเอกสารในมือ เขาเปิดโอกาสให้เธอถอยได้ แม้ตัวเองจะเป็นคนเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน เธอจึงรู้สึกว่าการตอบตกลงเป็นการเลือกของเธอ ไม่ใช่เพราะถูกบีบด้วยข่าวลือหรือเรื่องสัญญาเช่า
“ฉันตัดสินใจแล้วค่ะ” เธอบอก “ฉันจะลองทำตามข้อตกลงสามเดือน แต่ถ้าคุณผิดสัญญา ฉันยุติได้ทันที”
“เข้าใจครับ”
พริมเซ็นชื่อก่อน ตามด้วยคีรินทร์ เขาเซ็นอย่างเรียบง่าย ไม่ได้ยิ้มกว้างหรือแสดงท่าทีเหมือนชนะอะไรสักอย่าง เมื่อทั้งคู่ลงชื่อครบ พริมดึงสำเนาของตัวเองกลับมาและเก็บใส่แฟ้ม
“ยินดีด้วยนะคะ คุณมีคู่หมั้นแล้ว” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ
“คุณก็มีคู่หมั้นแล้วเหมือนกัน”
“คู่หมั้นกำมะลอค่ะ”
“ครับ คู่หมั้นกำมะลอ”
เขาพูดตามอย่างว่าง่ายจนพริมยิ้มออกมา
“แล้วเราต้องเริ่มยังไงคะ”
“คืนนี้มีมื้อค่ำกับครอบครัวมะลิ” คีรินทร์บอก “ผมบอกพวกเขาว่าจะไปคนเดียว แต่ถ้าคุณตกลง ผมอยากให้คุณไปด้วยในฐานะคู่หมั้น”
“คุณเพิ่งเซ็นสัญญาเมื่อกี้เองนะคะ”
“ผมรู้”
“แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกว่าต้องใช้วันนี้”
“ผมไม่อยากใช้กำหนดการมาบังคับให้คุณตอบตกลง”
พริมคิดอยู่ครู่หนึ่ง คืนนี้เป็นการพบครอบครัวของมะลิ ไม่ใช่งานแถลงข่าวใหญ่ เธออยากเห็นด้วยตัวเองว่าคีรินทร์จะวางตัวอย่างไรเมื่ออยู่กับคนที่ผู้ใหญ่เลือกไว้ให้
“ฉันไปได้ค่ะ แต่ขอรู้ก่อนว่าต้องแต่งตัวยังไง เป็นงานทางการแค่ไหน แล้วฉันจะไม่รับปากว่าจะจับมือหรือทำอะไรตามบท ถ้าฉันไม่สบายใจ”
“ได้”
“แล้วถ้ามีใครถามเรื่องร้าน ฉันจะตอบเอง”
“แน่นอน”
“ดีค่ะ” พริมเก็บปากกา “งั้นถือว่าสัญญาเริ่มแล้ว แต่ยังไม่ต้องเรียกฉันว่าแฟนต่อหน้าคนอื่นจนกว่าจะตกลงกันก่อน”
คีรินทร์พยักหน้า “ผมจะจำไว้”
แม็กซ์หยิบเอกสารสำเนาขึ้นจัดเรียง “ผมจะส่งกำหนดการกับข้อมูลสถานที่ให้คุณพริมครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
คีรินทร์หยิบแก้วกาแฟขึ้นดื่ม ก่อนมองไปที่ตู้ขนม “วันนี้มีเค้กส้มไหม”
พริมยิ้ม “มีค่ะ แต่คู่หมั้นต้องจ่ายเงินเหมือนลูกค้าทั่วไปนะคะ”
“ผมทราบ”
“ไม่มีส่วนลดพิเศษด้วยค่ะ”
“ไม่เป็นไร”
“แล้วก็ห้ามบอกว่าไม่อยากให้เสียของ”
“ถ้าผมกินหมด ผมจะบอกว่าอร่อย”
พริมยื่นจานเค้กให้ “ตกลงค่ะ คุณคีรินทร์”
เขารับจานไปพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ ส่วนพริมก้มลงเก็บสัญญาที่เพิ่งเซ็น หัวใจเต้นเร็วกว่าตอนยื่นข้อเสนอเสียอีก
สามเดือนต่อจากนี้ เธอจะเป็นคู่หมั้นกำมะลอของเจ้าพ่อวรเมธา
แต่กฎทุกข้อในสัญญาเป็นกฎที่เธอเขียนเอง และนั่นทำให้เธอรู้สึกว่าครั้งนี้ อย่างน้อยเธอก็ยังเป็นคนถือปากกาอยู่
