บทที่ 7 ตอนที่ 7 แหวนยืม

ตอนที่ 7 แหวนยืม

บ่ายวันนั้น ร้านละมุนวุ่นวายกว่าปกติเล็กน้อย พริมรับออร์เดอร์เค้กวันเกิดจากลูกค้าประจำไปพร้อมกับคอยเหลือบมองแฟ้มสัญญาที่วางอยู่ข้างเครื่องคิดเงิน ลายเซ็นของเธอกับคีรินทร์อยู่บนกระดาษแผ่นเดียวกันแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นทุกอย่างก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นในนิยาย

โดยเฉพาะข้อความนัดหมายจากแม็กซ์ที่เพิ่งเข้ามาเมื่อครู่

{ คืนนี้หนึ่งทุ่ม พบครอบครัวคุณมะลิ สถานที่เป็นร้านอาหารส่วนตัว แต่งกายสุภาพ ไม่จำเป็นต้องเป็นทางการมากครับ }

พริมอ่านซ้ำแล้ววางโทรศัพท์ลง ก่อนจะหยิบถุงแป้งขึ้นไปเก็บในชั้น เธอเคยไปงานเลี้ยงของลูกค้ามาบ้าง แต่การไปพบครอบครัวของผู้หญิงที่ผู้ใหญ่หมายตาให้คีรินทร์แต่งงานด้วย ในฐานะคู่หมั้นกำมะลอของเขา เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ยิ่งคิดก็ยิ่งเหมือนเธอกำลังจะไปสอบสัมภาษณ์งานที่ไม่ได้สมัคร

เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้นตอนบ่ายแก่ ๆ คีรินทร์เดินเข้ามาเพียงลำพัง เขายังอยู่ในชุดสูทจากที่ทำงาน แต่ถอดเนกไทออกแล้วและถือกล่องเล็กสีเข้มมาด้วย

พริมเหลือบมองกล่องนั้นทันที

“ถ้าข้างในเป็นสัญญาเพิ่ม ฉันขออ่านพรุ่งนี้นะคะ”

“ไม่ใช่สัญญา”

“แล้วเป็นอะไรคะ?” หญิงสาวเลิกคิ้วสงสัย

“แหวน”

“คุณซื้อแหวนให้ฉันเหรอคะ”

“ไม่ใช่ของขวัญ” เขารีบเอ่ยอธิบายทันที “ผมไม่ได้เลือกมาให้คุณใส่โดยไม่ถาม”

คำตอบนั้นทำให้พริมผ่อนลมหายใจลงนิดหนึ่ง คีรินทร์วางกล่องไว้บนเคาน์เตอร์โดยไม่เปิดมัน

“ผู้ใหญ่คงถามเรื่องแหวนคืนนี้ ถ้าคุณไม่อยากใส่ เราก็ไม่ต้องใช้ ผมแค่เตรียมทางเลือกไว้ให้”

“แล้วถ้าไม่ใส่ล่ะคะ”

“ผมจะบอกว่าเรายังไม่ได้เลือกด้วยกัน”

พริมมองกล่อง ก่อนที่จะเงยหน้ามองหน้าเขา

“คุณไม่กลัวเหรอคะว่าผู้ใหญ่จะสงสัย”

“สงสัยก็เป็นเรื่องของพวกเขา” คีรินทร์ตอบเรียบ ๆ “สัญญาของเราไม่ได้บอกว่าคุณต้องทำทุกอย่างตามที่คนอื่นคาดหวัง”

พริมกะพริบตา เธอไม่คิดว่าจะได้ยินประโยคนั้นจากปากเจ้าพ่อที่ใคร ๆ บอกว่าชอบจัดการทุกอย่างด้วยคำสั่ง

“เปิดดูได้ไหมคะ”

“ได้”

คีรินทร์เปิดฝากล่อง ข้างในมีแหวนวงเรียบสีเงินฝังอัญมณีเม็ดเล็กจนแทบไม่สะดุดตา มันไม่ใหญ่ ไม่วิบวับ และดูเหมือนเครื่องประดับที่ใส่ได้ทุกวัน

พริมมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยพูดขึ้น

“แหวนของคุณเหรอคะ”

“เป็นแหวนตัวอย่างจากร้านที่บริษัททำธุรกิจด้วย เขาให้ยืมมาหลายแบบ ผมยังไม่ได้เลือกอะไร”

“แปลว่าฉันเลือกได้?”

“เลือกได้ หรือจะไม่เลือกก็ได้”

คีรินทร์พูดจบก็เลื่อนกล่องมาทางเธอ พริมไม่ได้รีบหยิบแหวนขึ้นมาสวม แต่ลองยกขึ้นเทียบกับนิ้วตัวเองก่อน แล้วหันมือดูทั้งสองข้าง

“ถ้าสวมมือซ้าย คนคงเข้าใจว่าเราหมั้นกันจริง ๆ”

“นั่นเป็นสิ่งที่เราตกลงจะบอกคืนนี้” เขาเว้นจังหวะ “แต่คุณเลือกได้ว่าจะใส่หรือไม่ใส่”

พริมใช้นิ้วแตะวงแหวนเล็กน้อย

“ใส่ก็ได้ค่ะ แค่คืนนี้”

“คุณแน่ใจไหม”

“แน่ใจค่ะ แต่ฉันจะใส่มือขวา”

คีรินทร์ขยับคิ้วเล็กน้อย สีหน้าเหมือนอยากถามเหตุผล แต่ยังไม่ทันพูด พริมก็สวมแหวนลงบนนิ้วนางข้างขวา เธอพลิกมือดูแล้วขยับวงให้พอดี

“แบบนี้ค่ะ”

“ได้” เขาเอ่ยตอบน้ำเสียงเรียบ

คำพูดสั้น ๆ นั้นฟังดูเรียบเฉย แต่ดวงตาของเขาเลื่อนไปมองมือขวาของเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสนใจตู้ขนมแทน

“คุณไม่ชอบเหรอคะ”

“ผมยังไม่ได้พูดอะไร”

“แต่ทำหน้าเหมือนไม่พอใจ”

“ผมทำหน้าแบบนี้อยู่แล้ว”

“งั้นก็ถือว่าคุณทำหน้าไม่พอใจตามปกติค่ะ”

มุมปากของคีรินทร์ขยับขึ้นเล็กน้อย

“คุณจะใส่ข้างไหนก็ตามใจ”

พริมยิ้มรับแล้วปิดกล่องแหวนเก็บไว้ในกระเป๋า ไม่ใช่เพราะกลัวทำหาย แต่เพราะเธออยากแน่ใจว่าจะไม่มีใครเข้าใจผิดว่าแหวนวงนี้มีความหมายมากกว่าที่เธอตกลงไว้

เมื่อถึงเวลา พริมปิดร้านเร็วกว่าปกติเล็กน้อย เธอเปลี่ยนเป็นเดรสสีครีมเรียบ ๆ ที่หยิบมาจากตู้ เสื้อผ้าดูสุภาพแต่ยังขยับตัวสะดวก เธอรวบผมครึ่งหนึ่งและแต่งหน้าเพียงบาง ๆ ก่อนตรวจดูแหวนที่นิ้วนางข้างขวา

คีรินทร์มาถึงหน้าร้านตามเวลานัด เขาลงจากรถก่อนคนขับจะเดินมาเปิดประตูให้ แล้วหยุดรออยู่โดยไม่เร่งเธอ

“ผมมารับคุณไปงาน ไม่ได้มารับคุณจากร้าน” เขาบอกเมื่อเห็นพริมมองรถ

“ฟังดูเหมือนประโยคที่ซ้อมมาเลยนะคะ”

“ผมไม่ได้ซ้อม”

“แล้วทำไมพูดเหมือนรู้ว่าฉันจะกังวล”

“คุณบอกไว้ในสัญญาว่าต้องการข้อมูลล่วงหน้า ผมเลยบอกให้ชัด”

“ดีค่ะ แล้วสถานที่เป็นยังไง”

“ร้านอาหารส่วนตัว มีครอบครัวผม ครอบครัวมะลิ แล้วก็มะลิ”

“มีคนอื่นอีกไหม?”

“แม็กซ์จะอยู่ด้วย แต่เขานั่งอีกโต๊ะ”

“คุณมะลิรู้เรื่องคู่หมั้นกำมะลอหรือยังคะ”

“รู้แล้ว เธอเองก็ไม่อยากให้ผู้ใหญ่จัดการชีวิตให้”

ประตูรถเปิดรอ พริมไม่ได้รีบขึ้น เธอหันมาหาคีรินทร์ก่อน

“ถ้ามีใครถามเรื่องร้าน ฉันตอบเองนะคะ”

“ได้ครับ”

“ถ้ามีคนถามเรื่องแหวน ฉันก็จะตอบว่าฉันเลือกเอง”

“คุณเป็นคนเลือกจริง ๆ”

“ถ้ามีใครถามว่าหมั้นกันจริงไหม”

“เราจะตอบตามที่ตกลงกัน”

“ดีค่ะ งั้นไปกันได้”

ร้านอาหารที่นัดหมายเป็นเรือนไม้สองชั้นซ่อนอยู่ในสวนเล็ก ๆ กลางเมือง ด้านในจัดโต๊ะยาวสำหรับผู้ใหญ่และโต๊ะเล็กอีกสองโต๊ะ เมื่อพริมเดินเข้าไปพร้อมคีรินทร์ บทสนทนารอบโต๊ะค่อย ๆ เบาลง สายตาหลายคู่หันมามองเธอ โดยเฉพาะมือที่สวมแหวนสีเงิน

คุณหญิงอรอนงค์เป็นคนแรกที่ลุกมาต้อนรับ

“พริมใช่ไหมจ๊ะ ยินดีที่ได้พบกันสักที”

“สวัสดีค่ะคุณหญิง ยินดีที่ได้พบเช่นกันค่ะ”

คุณหญิงยิ้มอย่างอบอุ่น ก่อนจะปรายตามองแหวนบนมือเล็กของหญิงสาว

“แหวนสวยนะลูก”

“ขอบคุณค่ะ”

คีรินทร์ยืนอยู่ข้างเธอ สีหน้ายังคงเรียบนิ่ง เย็นชา ตามฉบับของเขา

มะลิลุกจากที่นั่งแล้วเดินมาทักทายเธอทันที เธอสวมชุดสีเขียวเข้มและมีรอยยิ้มที่เป็นมิตร

“ในที่สุดก็ได้เจอกันจริง ๆ นะคะ ฉันมะลิค่ะ”

“พริมค่ะ ได้ยินชื่อคุณจากคีรินทร์แล้วค่ะ”

“หวังว่าเขาพูดถึงฉันในทางดีนะคะ”

“เขาบอกว่าคุณไม่อยากถูกผู้ใหญ่จับคู่ให้ค่ะ”

มะลิหัวเราะเบา ๆ

“อย่างน้อยก็พูดความจริงเรื่องหนึ่งแล้ว”

พริมรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเล็กน้อย ทั้งสองนั่งลงที่โต๊ะด้านข้าง ขณะที่ผู้ใหญ่เริ่มคุยเรื่องธุรกิจและความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว คีรินทร์นั่งตรงข้ามพริม เขาไม่ได้ขยับเก้าอี้เข้าใกล้ ไม่แตะมือเธอ และไม่เรียกเธอด้วยคำหวานตามที่คนอื่นอาจคาดหวัง

แต่ทุกครั้งที่มีคนถามพริมเรื่องร้าน เขาจะเงียบและปล่อยให้เธอตอบเอง

“ร้านละมุนอยู่ในตลาดกุหลาบใช่ไหมจ๊ะ” คุณหญิงอัครเดชถาม

“ใช่ค่ะ พริมรับช่วงดูแลต่อจากป้าจันทร์ ตอนนี้กำลังทำแผนกิจกรรมให้ร้านค้าในตลาดค่ะ”

“ได้ข่าวว่าคีรินทร์จะพัฒนาแถวนั้น” ผู้ใหญ่คนหนึ่งพูด “ถ้าเป็นคู่หมั้นกันแล้ว เรื่องร้านก็คงคุยกันง่ายขึ้น”

พริมวางช้อนลงอย่างสุภาพ

“แผนร้านกับเรื่องส่วนตัวเป็นคนละส่วนกันค่ะ พริมอยากให้ตลาดได้พิจารณาจากข้อมูลของร้านค้าทั้งหมด ไม่ใช่เพราะพริมรู้จักคุณคีรินทร์”

ทั้งโต๊ะเงียบไปชั่วขณะ คีรินทร์หันมามองเธอ แต่ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจอะไรแม้แต่น้อย

“พริมพูดถูกครับ” เขาเอ่ยเสริมขึ้นทันที “ข้อเสนอจะถูกพิจารณาตามข้อมูลเหมือนกันทุกร้าน”

ชาญชัยซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะก็หัวเราะออกมาเบา ๆ

“ดีแล้ว คนทำงานก็ควรคุยกันเรื่องงาน ส่วนเรื่องหมั้นก็ให้คนสองคนเขาตัดสินใจเอง”

พริมสังเกตว่าคีรินทร์เหลือบมองอาของเขาเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาจัดช้อนอย่างเงียบ ๆ

ช่วงหนึ่งระหว่างมื้ออาหาร ผู้ใหญ่คุยกันเรื่องภาพถ่ายครอบครัวที่อยากถ่ายไว้เป็นที่ระลึก คุณหญิงอรอนงค์ถามพริมว่าขอถ่ายคู่กับคีรินทร์ได้ไหม

พริมพยักหน้ารับทันที เธอไม่อยากปฏิเสธ เพราะแค่ถ่ายรูป ก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนอะไรให้เธอมากมายนัก

“ได้ค่ะ แต่ขอถ่ายธรรมดานะคะ”

“ได้เลยจ้ะ”

ช่างภาพยกกล้องขึ้น คีรินทร์หันมาถามเสียงเบาว่า

“จับมือได้ไหม”

พริมมองเขาแล้วพยักหน้า

“ได้ค่ะ แค่จับมือ”

เขาจึงยื่นมือมาอย่างระมัดระวัง นิ้วของเขาสัมผัสมือเธอเบา ๆ ไม่ได้ดึงให้ชิดหรือโอบไหล่ตามที่อาจทำให้ภาพดูสนิทสนมเกินจริง พริมยืนข้างเขาโดยเว้นระยะพอดี แหวนที่มือขวาสะท้อนแสงโคมไฟเป็นประกายเล็ก ๆ

หลังถ่ายรูปเสร็จ เธอดึงมือกลับอย่างเป็นธรรมชาติ คีรินทร์ก็ปล่อยทันทีโดยไม่ได้เอ่ยถามต่อ

“คุณทำได้ดีนะคะ” พริมกระซิบเสียงแผ่ว

“ผมทำอะไร”

“ถามก่อนค่ะ”

“มันเขียนอยู่ในสัญญา”

“คุณอ่านจริง ๆ สินะคะ”

“ผมบอกแล้ว”

“ถ้าทุกคนทำตามข้อตกลงได้ง่ายแบบนี้ก็ดีสิคะ”

เสียงหัวเราะเบา ๆ ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง

หลังมื้ออาหารจบลง มะลิชวนพริมคุยเรื่องร้านและเสนอช่วยดูแผนประชาสัมพันธ์ให้ เธอไม่ได้ถามเรื่องความสัมพันธ์กับคีรินทร์มากไปกว่านั้น พริมจึงเริ่มรู้สึกว่าอย่างน้อยคืนนี้เธอไม่ได้มาเพื่อแข่งขันกับใคร

ตอนเดินออกจากเรือนอาหาร คีรินทร์ชะลอฝีเท้าให้พริมเดินข้าง ๆ เขามองมือขวาของเธออีกครั้ง

“แหวนใส่พอดีไหม”

“พอดีค่ะ คืนนี้เสร็จแล้วฉันจะถอดคืน”

“ได้”

“ดูเหมือนคุณอยากให้ฉันใส่มือซ้ายมากเลยนะคะ”

“ผมไม่ได้บอกแบบนั้น”

“แต่คุณมองมือขวาฉันหลายรอบแล้ว”

คีรินทร์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงเรียบ

“ผมแค่เช็กว่าแหวนไม่หลวม”

“แหวนตัวอย่างจากร้านคู่ค้าคงสำคัญมากนะคะ”

“เขาฝากให้ผมดูแล”

พริมยิ้มขณะถอดแหวนออกแล้วยื่นคืนให้

“งั้นรับคืนไปดูแลต่อค่ะ”

คีรินทร์รับกล่องไว้

“คืนนี้ขอบคุณที่มาด้วย”

“ขอบคุณที่ไม่พูดแทนฉันค่ะ”

“คุณทำได้ดีอยู่แล้ว”

คำชมสั้น ๆ ทำให้พริมชะงักเล็กน้อย ก่อนจะยิ้ม

“พรุ่งนี้ฉันจะเอาแผนตลาดไปปรับต่อนะคะ”

“ผมจะรออ่าน”

ทั้งคู่แยกกันตรงรถ พริมกลับบ้านพร้อมความรู้สึกเบากว่าตอนเดินเข้าไป บนโต๊ะอาหารไม่มีใครบังคับให้เธอแสดงเป็นคนรัก และคีรินทร์ก็รักษาข้อตกลงทุกข้อ แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างการจับมือ

ส่วนแหวนวงนั้นคืนนี้ทำหน้าที่ของมันแล้วเป็นเพียงเครื่องประกอบฉากที่เธอเลือกใส่เอง และถอดออกได้เมื่ออยากถอด

คีรินทร์มองกล่องแหวนในมือก่อนขึ้นรถ เขาไม่ได้พูดอะไรเรื่องที่พริมเลือกสวมมันไว้ข้างขวา แต่เก็บวงแหวนกลับเข้ากล่องอย่างระมัดระวัง

“กลับสำนักงานไหมครับ” แม็กซ์ถามจากที่นั่งคนขับ

“กลับบ้าน”

“ครับ”

คีรินทร์หันมองผ่านกระจกรถไปยังเรือนไม้ที่พริมเพิ่งเดินจากมา ก่อนจะเก็บสายตากลับ เขาคิดว่าการเป็นคู่หมั้นกำมะลอคงไม่ยากนัก

ตราบใดที่เขาจำได้ว่าเธอเป็นคนเลือกว่าจะสวมแหวนไว้ข้างไหนเอง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป