บทที่ 9 ตอนที่ 9 รูปคู่ในหน้าข่าว

ตอนที่ 9 รูปคู่ในหน้าข่าว

แสงแดดยามเช้าส่องผ่านกระจกใสของร้านละมุน ทอประกายสะท้อนกับถาดเค้กส้มที่เพิ่งถูกยกออกมาวางเรียงราย พริมรดากำลังใช้ผ้ากันเปื้อนสีครีมเช็ดมือเบาๆ ขณะที่สายตาอดไม่ได้ที่จะกวาดมองโทรศัพท์มือถือที่วางคว่ำอยู่ข้างเครื่องคิดเงิน

ตั้งแต่เช้า เสียงแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันต่างๆ และข้อความจากเพื่อนๆ รวมถึงบรรดาแม่ค้าในตลาดกุหลาบก็ดังขึ้นไม่ขาดสาย ต้นเหตุไม่ใช่เรื่องอื่นไกล แต่เป็นภาพถ่ายจากงานเลี้ยงรับรองของกลุ่มวรเมธาเมื่อคืนก่อน

ซึ่งภาพที่ถูกสื่อมวลชนและเพจสังคมออนไลน์นำไปแชร์ต่อๆ กัน คือภาพที่คีรินทร์ยืนเคียงข้างเธอ และภาพบนเวทีที่เขายื่นไมโครโฟนให้เธอพูดเรื่องแผนพัฒนาตลาด

พริมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพลิกดู หน้าจอแสดงภาพพาดหัวข่าวของสำนักข่าวออนไลน์แห่งหนึ่งที่เขียนข้อความค่อนข้างหวือหวาว่า

‘เปิดตัวแล้ว? เจ้าพ่อวรเมธากับสาวสวยปริศนาผู้ครองหัวใจ หนุนโปรเจกต์ตลาดกุหลาบชื่นมื่น’

หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ พลางส่ายหัวเล็กน้อย เธอกับคีรินทร์ตกลงกันไว้แล้วในสัญญาว่าจะเป็นคู่หมั้นกำมะลอเพื่อเลี่ยงการคลุมถุงชนและช่วยเรื่องตลาด แต่ดูเหมือนกระแสสังคมจะไปไกลกว่าขอบเขตของสัญญาเสียแล้ว

“พี่พริมคะ ดูนี่หรือยัง” เด็กฝึกงานประจำร้านวิ่งหน้าตื่นถือแท็บเล็ตเข้ามาหา “คนแชร์คลิปตอนที่คุณคีรินทร์ยืนรอพี่ลงจากเวทีเยอะมากเลยค่ะ เขาชื่นชมว่าสายตาที่คุณคีรินทร์มองพี่มันคลั่งรักมากเลยนะคะ”

“คลั่งรักอะไรกันล่ะ นั่นมันสายตาเวลาเขาตรวจงานต่างหาก” พริมแกล้งทำเป็นดุกลบเกลื่อนอาการร้อนผ่าวที่ใบหู “ไปจัดโต๊ะหน้าร้านได้แล้ว เดี๋ยวลูกค้าก็เริ่มทยอยมากันแล้ว”

แม้จะปากแข็งบอกเด็กฝึกงานแบบนั้น แต่พริมก็อดนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนไม่ได้ ตอนที่คีรินทร์โน้มตัวลงมาถามเบาๆ ว่า ‘เหนื่อยไหม’

และประโยคที่เขาเผลอหลุดปากชมเธอต่อหน้าแมกซ์ว่า ‘คุณฉลาดที่สุดในห้องนี้’ แม้เจ้าตัวจะรีบแก้เก้อในเวลาต่อมา แต่มันก็ทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ

ในขณะที่พริมกำลังวุ่นวายกับการจัดเตรียมขนมปังล็อตแรก เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงในชุดสูทสีเข้มเรียบหรู คีรินทร์ก้าวเข้ามาในร้านด้วยท่าทางสงบนิ่งตามเคย วันนี้เขาไม่ได้พาลูกน้องหรือเลขาอย่างแม็กซ์มาด้วย มีเพียงตัวเขาคนเดียวที่เดินตรงมาหยุดยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์

พริมเงยหน้าขึ้นสบตา เขานิ่งมองเธอก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

“คุณเห็นข่าวหรือยัง”

“ถ้าหมายถึงข่าวที่บอกว่าฉันเป็นสาวปริศนาผู้กุมหัวใจเจ้าพ่อ เห็นแล้วค่ะ” พริมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ยื่นแก้วกาแฟดำอเมริกาโน่ที่ไม่หวานตามสูตรประจำของเขาไปวางไว้บนเคาน์เตอร์ “วันนี้คุณมาเร็วกว่ากำหนดการปกติอีกนะคะ หรือว่ากลัวฉันจะรับมือกับนักข่าวไม่ไหวจนต้องรีบมาดูลาดเลา”

คีรินทร์รับแก้วกาแฟขึ้นมาจิบช้าๆ สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบร้านที่วันนี้ดูคึกคักกว่าทุกวันเพราะมีลูกค้าบางส่วนตั้งใจมาแวะเวียนเพื่อดูหน้าเจ้าของร้านขนมที่เป็นข่าวกับเจ้าพ่อ

“ผมไม่ได้กลัวคุณรับมือไม่ไหว” คีรินทร์วางแก้วลง “ผมแค่อยมาดูว่า... ข่าวพวกนั้นมันทำให้ร้านคุณวุ่นวายเกินไปหรือเปล่า ถ้าคุณต้องการให้ผมให้ทีมงานออกแถลงการณ์ชี้แจงเพิ่มเติม ผมจัดการให้ได้”

พริมมองหน้าเขา แววตาของชายหนุ่มมีความจริงจังเจืออยู่จางๆ ชายผู้ขึ้นชื่อว่าเย็นชาและเด็ดขาดคนนี้ กลับคอยระมัดระวังไม่ให้ชื่อเสียงหรือธุรกิจเล็กๆ ของเธอต้องเสียหายเพราะข่าวคราวของเขา

“ไม่ต้องถึงกับออกแถลงการณ์หรอกค่ะ” พริมยิ้มบางๆ “อีกอย่าง ข่าวนี้ไม่ได้ทำให้ร้านฉันแย่ลงสักหน่อย ดูสิคะ วันนี้ลูกค้าแน่นร้านตั้งแต่แปดโมงเช้าเพราะคนอยากมาลองชิมเค้กส้มที่คุณชอบกินต่างหาก”

คีรินทร์ชะงักไปนิดหนึ่ง มุมปากหยักลึกขยับขึ้นคล้ายจะยิ้มแต่ก็ดึงกลับแทบไม่ทัน

“งั้นแสดงว่าผมควรได้ส่วนลดพิเศษฐานะที่เป็นพรีเซ็นเตอร์กิตติมศักดิ์ให้ร้านคุณ”

“ไม่มีทางค่ะ!” พริมปฏิเสธเสียงสูงทันที “ในสัญญาข้อที่สิบสองระบุไว้ชัดเจนว่า ลูกค้าทุกคนต้องจ่ายเงินตามราคาจริง ไม่มีส่วนลดพิเศษสำหรับคู่หมั้นกำมะลอค่ะ คุณคีรินทร์”

“คุณจำข้อมูลสัญญาแม่นเกินไปแล้ว” คีรินทร์พ่นลมหายใจเบาๆ ทางจมูก ก่อนจะกวาดสายตาไปเห็นถาดทาร์ตมะนาวที่อบเสร็จใหม่ๆ วางอยู่ใกล้กัน “วันนี้มีอะไรแปลกใหม่นอกจากเค้กส้มไหม”

“มีทาร์ตมะนาวค่ะ รสเปรี้ยวนำ หวานน้อย เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบของหวาน... แต่เอ๊ะ! วันก่อนคุณบอกว่าไม่ชอบกินของหวานนี่คะ ทำไมช่วงนี้ถึงขยันแวะมาถามหาเมนูขนมทุกวันเลยล่ะ หรือว่าติดใจฝีมือฉันเข้าแล้ว”

พริมแกล้งหยอกเย้าโดยการโน้มตัวเข้าไปใกล้เคาน์เตอร์เล็กน้อย ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับด้วยความสนุกสนานที่ได้เห็นเจ้าพ่อหน้าดุเริ่มทำตัวไม่ถูก

คีรินทร์นิ่งอึ้งไปเสี้ยววินาที ดวงตาคมก้มลงมองสบตากับหญิงสาวที่ยืนอยู่ห่างกันแค่เพียงเอื้อมมือ ความหอมอ่อนๆ ของกลิ่นแป้งอบและกลิ่นวานิลลาเจือจางลอยมาจากตัวเธอ ทำให้หัวใจที่เคยด้านชามาตลอดหลายปีเต้นผิดจังหวะ

“ผมไม่ได้ติดใจขนม” คีรินทร์ตอบเสียงทุ้มต่ำราบเรียบเพื่อรักษาฟอร์ม “ผมแค่มาตรวจดูความคืบหน้าของแผนพัฒนาตลาด ตามหน้าที่ของกรรมการผู้จัดการกลุ่มวรเมธา”

“อ๋อ... ตรวจงานหรอคะ?” พริมลากเสียงยาวอย่างรู้ทัน “ถ้าตรวจงาน ทำไมต้องมองทาร์ตมะนาวเหมือนอยากจะชิมล่ะคะ”

“เอามาหนึ่งชิ้น” คีรินทร์ตัดบทอย่างไร้เยื่อใย รีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อกลบเกลื่อนอาการ “แล้วก็... เย็นนี้ผมมีเรื่องจะคุยด้วยเรื่องแผนผังทางเดินตลาดที่คุณเสนอมาเมื่อวาน”

“เรื่องแผนตลาด หรือเรื่องอะไรกันแน่คะ” พริมถามยิ้มๆ แต่ก็ยอมหยิบจานใส่ทาร์ตมะนาวเนื้อเนียนสีเหลืองนวลเลื่อนไปตรงหน้าเขา “เชิญค่ะคู่หมั้นกำมะลอ ชิมแล้วช่วยวิจารณ์ให้ละเอียดเหมือนตอนกินขนมปังไหม้ด้วยนะคะ”

คีรินทร์หยิบส้อมขึ้นมาตักทาร์ตเข้าปากชิ้นเล็กๆ รสชาติเปรี้ยวอมหวานละมุนลิ้นกระจายไปทั่วความรู้สึก เป็นรสชาติที่แตกต่างจากขนมหวานทั่วไปโดยสิ้นเชิง เขากลืนลงคอช้าๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของร้านที่ยืนรอฟังคำวิจารณ์ด้วยความคาดหวัง

“เป็นยังไงบ้างคะ” พริมถาม

“อร่อย”

คำตอบสั้นๆ ห้วนๆ แต่หลุดออกมาจากปากของคีรินทร์ทำเอาพริมถึงกับกะพริบตาปริบๆ เธอนึกว่าเขาจะใช้ข้ออ้างเดิมๆ อย่าง ‘กินได้’ หรือ ‘ไม่อยากให้เสียของ’ เสียอีก แต่วันนี้เขากลับยอมรับคำว่าอร่อยออกมาตรงๆ

“โอ้โห วันนี้ยอมชมว่าอร่อยแฮะ สงสัยข่าวหน้าหนึ่งเมื่อเช้าจะทำให้คุณอารมณ์ดีเป็นพิเศษสินะคะ” พริมแซว

“ผมพูดความจริง” คีรินทร์วางส้อมลงแล้วจิบกาแฟตาม “และเรื่องเย็นนี้... ผมไม่ได้พูดเล่น ผมจะมารับคุณตอนห้าโมงเย็น เราจะไปดูพื้นที่จริงตรงโซนทางเดินที่รอยต่อกับถนนใหญ่ด้วยกัน”

“ไปทำไมคะ ฉันเดินดูมาหมดแล้ว”

“ในฐานะคู่หมั้น และในฐานะผู้บริหารโครงการ ผมมีสิทธิ์ที่จะลงพื้นที่กับคุณเพื่อความปลอดภัย” คีรินทร์ใช้ข้ออ้างเรื่องงานมาอ้างอย่างแนบเนียน “เตรียมตัวให้พร้อมก็แล้วกัน”

พริมมองตามร่างสูงที่ลุกขึ้นหยิบกระเป๋าสตางค์วางธนบัตรไว้บนโต๊ะครบถ้วนตามราคาเป๊ะไม่ขาดไม่เกิน ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินออกจากร้านไปพร้อมกับมาดนิ่งๆ ขรึมๆ ที่ใครเห็นก็ต้องเกรงกลัว แต่สำหรับพริมแล้ว ตอนนี้เธอกลับมองว่าท่าทีปากแข็งเหล่านั้นมันชวนให้รู้สึกเอ็นดูเสียมากกว่า

“พี่พริมคะ...” เด็กฝึกงานโผล่หน้าออกมาจากหลังร้านทันทีที่ประตูปิดลง “เมื่อกี้คุณคีรินทร์บอกว่าอร่อยใช่ไหมคะ หนูได้ยินไม่ผิดใช่ไหม พี่เป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์แน่ๆ ที่ทำให้เจ้าพ่อพูดคำว่าอร่อยออกจากปากได้เนี่ย!”

พริมส่ายหน้าเบาๆ พลางหยิบจานเปล่าของคีรินทร์มาล้าง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าโดยที่เธอเองก็ไม่รู้ตัว

#ช่วงบ่ายวันนั้น

ข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าพ่อวรเมธากับเจ้าของร้านขนมยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้น เมื่อมีคนตาดีเห็น

‘เลโอ วรเมธา’ ลูกพี่ลูกน้องของคีรินทร์ เดินเข้ามาที่ตลาดกุหลาบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เลโอตรงดิ่งมาที่ร้าน ละมุน ท่ามกลางสายตาของพ่อค้าแม่ค้าที่ต่างพากันลุ้นระทึกว่าศึกสายเลือดในตระกูลวรเมธาจะมาปะทุอะไรกันที่นี่

พริมเงยหน้าขึ้นต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยสงบนิ่ง เธอยังจำได้ดีว่าเลโอคือคนที่อยากจะรื้อตลาดแห่งนี้เพื่อสร้างศูนย์การค้าขนาดใหญ่

“สวัสดีครับคุณพริม” เลโอทักทายด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร ทว่าแววตาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และคำนวณผลประโยชน์ “ร้านน่านั่งสมคำร่ำลือจริงๆ ครับ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพี่คีรินทร์ถึงหลงหัวปำ ถึงขั้นยอมเอาชื่อเสียงตัวเองมาผูกไว้กับตลาดเก่าๆ แห่งนี้”

“ยินดีต้อนรับค่ะคุณเลโอ” พริมตอบกลับเสียงนิ่ง ไม่แสดงอาการหวาดหวั่นต่อท่าทีคุกคามทางคำพูดของอีกฝ่าย “รับกาแฟหรือขนมอะไรดีคะ”

“ผมไม่ได้มาซื้อขนมครับ” เลโอวางมือลงบนเคาน์เตอร์โน้มตัวเข้าไปใกล้พริมเล็กน้อย “ผมแค่อยากมาเตือนด้วยความหวังดี ในฐานะน้องชายของคุณคีรินทร์ เกมธุรกิจมันไม่ได้สวยงามเหมือนการทำขนมหวานหรอกนะครับ การที่คุณเอาตัวเข้ามาพัวพันกับพี่คีรินทร์ หรือพยายามจะพลิกฟื้นตลาดแห่งนี้ มันเป็นแค่การดิ้นรนเฮือกสุดท้ายที่ไม่มีทางชนะทุนใหญ่หรอก”

พริมไม่ได้สะเทือน เธอหยิบผ้ากันเปื้อนมาเช็ดมือช้าๆ ก่อนจะสบตากับเลโอตรงๆ

“ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะคะคุณเลโอ แต่พริมคิดว่าการทำขนมกับการทำธุรกิจมันมีจุดร่วมกันอย่างหนึ่ง คือถ้าวัตถุดิบข้างในมันเน่าเฟะ ต่อให้ตกแต่งหน้าตาให้หรูหราก็ไม่มีใครอยากกินหรอกค่ะ เหมือนกับวิธีคิดของคุณที่มองเห็นแต่ตัวเลขบนกระดาษ โดยไม่เคยสนใจคนข้างในตลาดนี้”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเลโอแข็งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาคมฉายแววไม่พอใจขึ้นมาทันที

“ปากกล้าดีนี่ครับ สมกับที่เป็นคู่หมั้นพี่คีรินทร์ หวังว่าคุณจะรักษาความปากดีนี้ไว้ได้จนกว่าโครงการจะจบนะ”

“ไม่ต้องห่วงค่ะ พริมดูแลตัวเองได้ดีเสมอ โดยไม่ต้องรอให้ใครมาชี้นำหรอกค่ะ” พริมตอบกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่เฉียบคม

ก่อนที่เลโอจะทันได้สวนกลับ เสียงทุ้มต่ำและราบเรียบแต่ทรงพลังก็ดังขึ้นจากประตูหน้าร้านราวกับนัดกันไว้

“คุยอะไรกันอยู่เหรอเลโอ?”

ร่างสูงของคีรินทร์ก้าวเข้ามาในร้าน บรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลงทันทีจนเลโอต้องหันไปมอง คีรินทร์เดินตรงเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างพริม รัศมีกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาอย่างชัดเจนจนเลโอถึงกับต้องถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

“พี่คีรินทร์” เลโอฝืนยิ้มกลบเกลื่อนความประหม่า “ผมก็แค่มาทักทายคู่หมั้นของพี่ และแวะมาดูว่าตลาดนี้มันคุ้มค่าพอที่ตระกูลเราจะลงทุนหรือเปล่าแค่นั้นเอง”

“ตลาดนี้คุ้มค่าพอหรือเปล่า พี่เป็นคนตัดสินใจ ไม่ใช่หน้าที่ของแก” คีรินทร์พูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “และถ้าแกไม่มีธุระอะไรอีก ก็เชิญกลับไปได้แล้ว ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นของแก”

เลโอกำมือแน่นด้วยความเจ็บใจ แต่ก็รู้ดีว่าไม่อาจต่อกรกับพี่ชายในเวลานี้ได้ เขาปรายตามองพริมแวบหนึ่งก่อนจะแค่นหัวเราะในลำคอ

“ก็ได้ครับ หวังว่าพี่จะปกป้องของรักของหวงชิ้นนี้ไว้ได้ตลอดรอดฝั่งก็แล้วกัน”

พูดจบ เลโอก็สะบัดหน้าเดินออกจากร้านไปอย่างหัวเสีย

ความเงียบปกคลุมไปทั่วร้านชั่วครู่ พริมหันไปมองคีรินทร์ที่ยังคงยืนหน้าตึงอยู่ เธอยกมือขึ้นกอดอกแล้วเลิกคิ้วมองเขา

“มาช้าไปนิดเดียวนะคะ เกือบจะเกิดสงครามขนาดย่อมแล้ว”

คีรินทร์หันมามองเธอ แววตาที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่ผ่อนคลายลงทันทีเมื่อเห็นว่าพริมไม่มีทีท่าหวาดกลัวเลยสักนิด

“คุณปลอดภัยดีใช่ไหม มันไม่ได้ทำอะไรคุณนะ”

“ฉันดูเหมือนคนที่จะยอมให้ใครมาทำอะไรง่ายๆ เหรอคะ?” พริมเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย “แต่พูดก็พูดเถอะค่ะ คำขู่ของเลโอเมื่อกี้แปลกๆ นะ เขาบอกว่าให้คุณปกป้อง ‘ของรักของหวง’ ชิ้นนี้ให้ดี”

คีรินทร์นิ่งอึ้งไปอีกรอบเมื่อได้ยินคำว่า ของรักของหวง หลุดออกมาจากปากของพริม ใบหน้าคมเข้มแดงเรื่อขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด แม้เขาจะพยายามตีสีหน้านิ่งเฉยแค่ไหนก็ตาม

“เลโอก็พูดไปเรื่อยเปื่อย” คีรินทร์แก้ตัวเสียงเบา

“ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลยนะคะ ทำไมคุณต้องร้อนตัวด้วยล่ะคะท่านประธาน” พริมแกล้งยิ้มยั่วเย้า

คีรินทร์ถอนหายใจยาวเหยียด ยอมจำนนต่อความเจ้าเล่ห์ของหญิงสาวตรงหน้า เขาเอื้อมมือไปเคาะหน้าผากเธอเบาๆ อย่างมันเขี้ยว

“เลิกกวนประสาทผมได้แล้ว ไหนคุณบอกว่าจะไปดูพื้นที่โซนทางเดินกับผมไง ได้เวลาแล้ว ไปกันเถอะ”

พริมหัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี เธอดึงผ้ากันเปื้อนออกแล้วหยิบกระเป๋าใบเล็กมาสะพาย

“ไปสิคะ ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าพ่อมาเฟียเวลาเดินตรวจตลาดในฐานะคู่หมั้น จะทำหน้าดุใส่แม่ค้าขายผักเหมือนเดิมหรือเปล่า”

คีรินทร์ไม่ตอบ เขาเพียงแค่เอื้อมมือไปจับข้อศอกเธอให้เดินเคียงข้างกันออกไปด้วยความระมัดระวัง ท่ามกลางสายตาของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดที่แอบมองและอมยิ้มไปตามๆ กัน

ข่าวลือหน้าหนึ่งในวันนี้อาจจะสร้างความวุ่นวายใจให้คนอื่น แต่สำหรับคีรินทร์และพริมแล้ว มันกลับเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หัวใจของทั้งสองคนขยับเข้าหากันทีละน้อย อย่างช้าๆ แต่มั่นคง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป