บทที่ 2 จุดเริ่มต้นของรอยร้าว 1

ณ ลานเกียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ก่อนหน้านั้น 1 วัน

แดดบ่ายสามโมงสาดแสงแรงกล้าจนไอร้อนเต้นระยิบระยับเหนือลานคอนกรีตหน้าคณะ

‘โรส’ นิสิตชั้นปีหนึ่งดันกรอบแว่นหนาเตอะที่ลื่นไถลตามหยดเหงื่อตรงสันจมูกให้เข้าที่

ร่างระหงซ่อนรูปภายใต้เสื้อเชิ้ตนักศึกษาตัวโคร่งและกระโปรงพลีทยาวกรอมข้อเท้า ยืนโงนเงนอยู่ข้างกองแฟ้มและกระบอกแบบแปลนโครงสร้างหนักอึ้งที่เพิ่งขนลงมาจากตึก

ลมแล้งหอบเอาควันท่อไอเสียมาปะทะหน้า ทว่าไม่อาจกลบกลิ่นหอมสะอาดของ Wild Peony & White Tea ประจำตัวของโรสได้

กลิ่นกุหลาบผสมชาขาวจาง ๆ ลอยอวลรอบตัวยามเธอพยายามรวบรวมเอกสารเข้าสู่อ้อมแขน

แก๊ก... แก๊ก... แก๊ก...

เสียงวัตถุโลหะกระทบขอบม้านั่งหินอ่อนเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ดึงสายตาของโรสให้เผลอมองผ่านเลนส์แว่น

ใต้ร่มต้นหูกวางใหญ่ริมลานเกียร์ กลุ่มรุ่นพี่สโมสรนักศึกษาในเสื้อช็อปสีเลือดหมูกำลังล้อมวงกันอยู่

โรสก้มหน้างุด หอบแฟ้มแนบอกเร่งฝีเท้าเลี่ยงไปทางเสาปูนด้านหลัง

เธอไม่อยากตกเป็นเป้าสายตาพวกพี่ว้าก โดยเฉพาะผู้ชายที่นั่งเอนหลังพิงม้านั่งอย่างเกียจคร้านแต่แผ่รังสีคุกคามจนน่าอึดอัด

‘พายุ’ อดีตเฮดว้ากปีสี่

ร่างสูงใหญ่เปี่ยมมัดกล้ามภายใต้เสื้อช็อปปลดกระดุม เผยเสื้อยืดสีดำสนิทด้านใน นัยน์ตาสีนิลมืดมิดกวาดมองความวุ่นวายในลานเกียร์ด้วยท่าทีเบื่อหน่าย

นิ้วเรียวยาวหมุนแหวนเกียร์สแตนเลสบนนิ้วชี้ข้างซ้าย เคาะลงกับโต๊ะหินอ่อนเป็นจังหวะชวนประสาทเสีย

“เฮ้ย พวกมึงดูน้องแว่นตรงนั้นดิ หอบแปลนจนตัวจะหักครึ่งแล้วมั้ง”

เสียงทุ้มติดตลกของ ‘คินน์’ หนุ่มวิศวะทรงแบดบอยดังขึ้น ทำเอาฝีเท้าของโรสชะงักกึกอยู่หลังเสาปูนโดยไม่ตั้งใจ

เธอขยับหลบมุมมิดชิด แต่ระยะที่ใกล้พอทำให้เสียงสนทนาลอยกระทบโสตประสาทชัดเจน

“มึงก็ไปช่วยน้องเขาสิวะ นั่งวิจารณ์อยู่ได้”

‘ธันว์’ หนุ่มใส่แว่นมาดขรึมเอ่ยขัดเรียบ ๆ พลางเคาะปากกาลงบนสมุดจด

“เรื่องไรวะ ไม่ใช่สเปกกูเว้ย...” คินน์หัวเราะร่วน พยักหน้าไปทางคนข้าง ๆ “นู่น... สเปกไอ้พายุมันต่างหาก เห็นจ้องน้องแว่นตาไม่กะพริบเลยตั้งแต่น้องยกของลงมาจากตึก”

โรสเบิกตากว้าง ไอร้อนผ่าวตีตื้นขึ้นลำคอ หัวใจกระตุกเต้นผิดจังหวะ เธอแอบชำเลืองมองลอดช่องเสาปูน

พายุหยุดเคาะแหวนเกียร์ นัยน์ตาสีนิลไม่ได้ฉายแววชื่นชมอย่างที่เพื่อนแซว แต่มันเต็มไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ

“สายตากูไม่ได้สั้นจนต้องคว้าป้าเพิงหมาแหงนมาทำเมียหรอกนะ”

น้ำเสียงแหบกร้าวทุ้มต่ำของพายุดังขึ้น ราบเรียบแต่เฉือนลึกถึงกระดูก

“เห็นแล้วขวางหูขวางตาว่ะ แต่งตัวรุ่มร่ามเหมือนป้าแก่ ๆ ทำลายทัศนียภาพคณะฉิบหาย”

คำพูดไม่รักษาน้ำใจทำเอาโรสชาวาบไปทั้งร่าง ท่อนแขนที่อุ้มแฟ้มสั่นระริก เสียงเขาดังจนคนบริเวณนั้นหันมามองเธอเป็นตาเดียว

“โห ปากหมาสมตำแหน่งอดีตเฮดว้ากเลยนะ” คินน์ร้องซี๊ดพลางตบไหล่เพื่อน “แต่น้องเขาก็ซ่อนรูปอยู่นะเว้ย ลองจับถอดแว่นแต่งตัวดี ๆ อาจจะเด็ดจนมึงต้องกราบขอร้องให้น้องเขามองหน้าก็ได้”

“เหอะ...”

แก๊ก !

เสียงแหวนเกียร์กระแทกโต๊ะหินอ่อนอย่างแรงหนึ่งครั้ง เสียงหัวเราะรอบโต๊ะพลันเงียบกริบ

พายุเหยียดยิ้มมุมปาก นัยน์ตาสีนิลฉายแววสมเพชอย่างเปิดเผย ขณะเอ่ยประโยคกระแทกใจคนที่แอบฟังอยู่

“จืดชืด แว่นหนาเตอะ เสื้อผ้ายับย่นหน้ามันย่อง... ต่อให้แก้ผ้าเดินมาทอดสะพานให้กูฟรี ๆ กูก็ไม่เอาว่ะ เอาเวลาไปนอนตากแอร์ยังดีกว่ามาเสียเวลากับผู้หญิงน่าเบื่อแบบนี้”

พรึ่บ !

ประโยคเถื่อนดิบนั้นลอยปะทะหน้าโรสอย่างจัง ความอับอายและโทสะตีรวนขึ้นมาจุกที่คอหอย นัยน์ตาสีน้ำตาลสุกใสภายใต้แว่นหนาเตอะส่องประกายวาวโรจน์ด้วยเปลวไฟแห่งความโกรธจัด

ลมหายใจเธอสะดุดห้วง ความกดดันถาโถมจนเกินขีดจำกัด นิ้วชี้และนิ้วโป้งเรียวเล็กยกขึ้นบดลูบติ่งหูตัวเองซ้ำ ๆ อย่างไม่รู้ตัว แรงบีบสะท้อนถึงความเจ็บใจที่เดือดพล่าน

ไม่มีน้ำตาสักหยดร่วงหล่นให้ความอ่อนแอครอบงำ มีเพียงกรามเล็กที่ขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสัน

‘แก้ผ้าให้ฟรี ๆ ก็ไม่เอาอย่างนั้นเหรอ...’

โรสสูดลมหายใจเข้าลึกจนอกขยับขึ้นลง กลิ่นกุหลาบชาขาวจากผิวกายช่วยดึงสติที่เตลิดให้กลับมา

เธอปรับสายเป้ กระชับแฟ้มในอ้อมแขนให้แน่นขึ้น แล้วก้าวเดินออกจากหลังเสาปูน แผ่นหลังตั้งตรงผ่านหน้ากลุ่มของพายุไปโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองชายหนุ่มเจ้าของแหวนเกียร์วงนั้นอีก

เขาอาจจะมองว่าเธอเป็นแค่ยัยป้าเพิงหมาแหงน เป็นเหยื่อที่เขาจะพ่นคำดูถูกใส่เมื่อไหร่ก็ได้

แต่เสือร้ายอย่างเขาคงไม่รู้ตัว...

ว่าคำวิจารณ์พล่อย ๆ ในวันนี้ กำลังจะปลุกกุหลาบซ่อนหนามให้ลุกขึ้นมาฉีกทึ้งความจองหองของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี

ในค่ำคืนเฟรชชี่ไนท์ที่กำลังจะมาถึง !

บทก่อนหน้า
บทถัดไป