บทที่ 5 การก้าวเดินที่พลิกทุกกฎเกณฑ์ 2

“เชี่ย... โคตรเด็ด”

เสียงสบถของคินน์ดังแทรกจังหวะบีตหนักหน่วง ร่างสูงโปร่งที่เพิ่งกระดกเตกีล่าชะงัก ชะโงกหน้าข้ามโต๊ะกระจกพลางพยักพเยิดคางไปทางบันไดขึ้นโซน VIP

“มึงดูนั่นดิไอ้ธันว์ ไอ้พายุ... นางฟ้าหลงดงชัด ๆ”

ธันว์ที่กำลังก้มหน้ากดโทรศัพท์ปรายตามองตาม ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“อืม ก็สวยดี”

“สวยดีพ่อง ! เกรดพรีเมียมเว้ย มึงดูคนซ้ายดิ ชุดดำนั่นน่ะสเปกกูเลย หน้าเฉี่ยว หุ่นสับ โคตรดุ” คินน์ตบเข่าฉาด หันมาทางพายุที่นั่งเอนหลังพิงโซฟาอยู่มุมในสุด

“ไอ้พายุ มึงว่าไงวะ”

พายุพ่นลมหายใจอย่างรำคาญ นัยน์ตาสีนิลกวาดมองทางเดินอย่างแกน ๆ เขาเบื่อหน่ายพวกผู้หญิงที่พยายามแต่งตัววับ ๆ แวม ๆ มาทอดสะพานให้ นิ้วเรียวสากขยับหมุนแหวนเกียร์สแตนเลสบนนิ้วชี้ข้างซ้ายไปมา

“ก็งั้น ๆ” เขาตอบเสียงเรียบ

“งั้น ๆ เหี้ยไร มึงดูคนขวาชุดแดงก่อนดิ...” คินน์คะยั้นคะยอ

“หุ่นโคตรเอ็กซ์ เดินมาโน่นแล้ว ไอ้สัส กูจองคนชุดดำนะเว้ย ส่วนคนชุดแดงกูยกให้มึง !”

พายุแค่นหัวเราะ กำลังจะอ้าปากด่าเพื่อนจอมตะกละ ทว่าวินาทีที่สายตากระทบเข้ากับร่างระหงในชุดเดรสซาตินสีแดงเบอร์กันดีที่ก้าวตรงมา คำด่าทั้งหมดก็ถูกกลืนหายลงคอ

กึก...

เสียงแหวนเกียร์เคาะแก้ววิสกี้หยุดลงทันที

นัยน์ตาสีนิลเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยก่อนหรี่แคบลงอย่างรวดเร็ว สายตาล็อกเป้าไปที่หญิงสาวชุดแดงราวกับถูกแรงดึงดูดมหาศาลกระชากให้จดจ่อ

ผิวเนียนละเอียดที่เปิดเปลือยแผ่นหลัง สะโพกกลมกลึงที่ขยับตามจังหวะก้าว และนัยน์ตาสีน้ำตาลสุกใสที่ตวัดขึ้นสบตาเขาอย่างท้าทาย ทำเอาก้อนเนื้อในอกซ้ายที่เคยเต้นเอื่อยเฉื่อยกระตุกแรงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ

“เฮ้ยไอ้พายุ เป็นไรวะ” ธันว์ถามเมื่อสังเกตเห็นเพื่อนนั่งตัวเกร็ง ขบกรามแน่น

“...คนขวา” เสียงแหบพร่าลอดไรฟัน สายตาไม่ละจากเหยื่อชุดแดงแม้แต่วินาทีเดียว

“เออ กูยกให้มึงไง ดอกกุหลาบแดงนั่นน่ะ” คินน์หัวเราะร่วน คว้าแก้วเหล้าลุกขึ้นยืน “กูไปประเดิมคนชุดดำก่อนนะเว้ย คอยดูสเต็ปไอ้คินน์”

พายุไม่สนใจเสียงนกเสียงกา เขาวางแก้ววิสกี้ลง ร่างสูงใหญ่ที่เคยนั่งพิงโซฟาอย่างเกียจคร้านค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น

นัยน์ตาสีนิลที่เคยเบื่อหน่าย บัดนี้ลุกโชนด้วยสัญชาตญาณดิบเถื่อน มันไม่ใช่สายตาชื่นชมความงาม แต่มันคือสายตาของ ‘นักล่า’ ที่เพิ่งพบเหยื่อชิ้นโอชะพร้อมกลืนกินลงท้อง

โรสรู้สึกถึงเหงื่อชื้นซึมตามฝ่ามือ สัญชาตญาณเอาตัวรอดตะโกนสั่งให้หันหลังวิ่งหนีจากผับบ้านี่เสีย แต่เมื่อเสียงสบถดูถูกที่ลานเกียร์ดังสะท้อนกลับมา ริมฝีปากอิ่มก็เม้มเข้าหากันแน่น

‘ให้ฟรียังไม่เอาอย่างนั้นเหรอ... ได้ พี่พายุ เราจะได้เห็นดีกัน’

หญิงสาวฝืนมือที่สั่นเทาไม่ให้ยกแตะติ่งหูด้วยความเคยชิน เชิดหน้าขึ้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีนิลคู่นั้นอย่างท้าทาย

มุมปากสีเชอร์รี่ยกยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา แต่มันมากพอจะจุดชนวนความบ้าคลั่งในตัวเสือร้าย

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ความใหญ่โตของร่างกายแผ่รังสีคุกคามจนคนรอบข้างแหวกทางให้อัตโนมัติ ก้าวเท้าของเขาหนักแน่นเชื่องช้า ทว่าพุ่งเป้าตรงดิ่งมาที่ร่างระหงของเธอเพียงจุดเดียว

ณ กึ่งกลางทางเดิน

คินน์ขวางหน้าหญิงสาวชุดเดรสสีดำด้วยรอยยิ้มแบดบอย

“สวัสดียามดึกครับคนสวย พี่ชื่อคินน์ วิศวะปีสี่ น้องโต๊ะอยู่ไหนครับ หรือไปนั่งโซน VIP กับพวกพี่ได้นะ”

มิ้นท์กอดอก ปรายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า ริมฝีปากสีแดงสดเหยียดยิ้ม

“โทษทีนะคะ พอดีชอบนั่งโต๊ะธรรมดา นั่งโซน VIP อากาศมันแคบ หายใจร่วมกับพวก ‘เสือหิว’ แล้วมันอึดอัด”

คินน์หน้าเหวอก่อนหลุดขำถูกใจ

“โห ปากร้ายซะด้วย พี่ชอบว่ะ ดุ ๆ แบบนี้สเปกเลย”

“แต่หน้าม่อแบบพี่ ไม่ใช่สเปกฉันว่ะค่ะ หลีกไป” มิ้นท์สวนทันควัน ทำเอาคินน์ร้องซี๊ดด้วยความชอบใจ

ขณะที่คู่รองปะทะคารม ร่างสูงใหญ่ของพายุก็แทรกเข้ามาหยุดยืนซ้อนหน้าหญิงสาวชุดเดรสสีแดงเบอร์กันดี ระยะห่างหดสั้นเหลือไม่ถึงคืบ เขาต้องก้มหน้ามอง ส่วนเธอก็ต้องช้อนตาสีน้ำตาลขึ้นสบ

กลิ่นหอมจาง ๆ จากผิวเนื้อเนียนละเอียดให้ความรู้สึกขัดแย้งกับเดรสสายเดี่ยวสุดเซ็กซี่ แต่มันกลับกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในตัวพายุให้พลุ่งพล่าน

เขาเห็นมือน้อยกระตุกคล้ายจะแตะใบหู ทว่าเจ้าตัวฝืนกำมือแน่นข้างลำตัว นัยน์ตาสุกใสจ้องลึกเข้ามาในความมืดมิดสีนิลอย่างไม่ยอมแพ้

พายุกดสายตามองทรวดทรงอย่างจาบจ้วงเปิดเผย ก่อนหยุดลงที่ริมฝีปากอิ่มสีเชอร์รี่พลางยกยิ้มมุมปาก

“มางานเฟรชชี่ไนท์... แปลว่าเป็นเด็กปีหนึ่ง ?” เสียงทุ้มต่ำเจือความแหบพร่ากระซิบถาม

“ใช่ค่ะ” เธอตอบเสียงเรียบ คุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น

“แล้วมาคนเดียวเหรอครับ...”

เขาขยับเข้าใกล้อีกก้าว จนปลายรองเท้าหนังชนกับส้นสูงของเธอ ลมหายใจร้อนจัดเจือกลิ่นยาสูบและน้ำหอมสปอร์ตเป่ารดเหนือกระหม่อมบาง

“หรือรอให้ใครมาคุม ?”

“ฉันโตแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีใครมาคุมหรอกค่ะ” เธอเชิดหน้าเถียง

พายุแค่นหัวเราะ เสียงสั่นสะเทือนในอกแกร่ง นิ้วเรียวสากยกขึ้นเชื่องช้า ปลายนิ้วโป้งที่มีความเย็นเยียบของแหวนเกียร์เกลี่ยเบา ๆ ที่ปอยผมระแก้มใส ผิวเธอเกร็งวูบทันทีที่โลหะสัมผัสโดน

“โตแล้วเหรอ หึ” เขาก้มหน้าลงจนริมฝีปากแทบชิดใบหู เสียงคำรามครูดในลำคอทุ้มต่ำ “งั้นถ้าคืนนี้ พี่จะขอเป็นคน ‘คุม’ เราเอง จะได้รึเปล่าคะ ?”

ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนริมฝีปากเคลือบสีเชอร์รี่จะยกยิ้มท้าทาย แทนที่จะถอยหนี หญิงสาวกลับวางมือทาบลงบนแผงอกแกร่ง ออกแรงผลักเบา ๆ คล้ายจงใจลูบไล้ปลายนิ้วผ่านเนื้อผ้าเชิ้ตสีดำ เธอช้อนสายตาหวานเยิ้มขึ้นมอง กระซิบตอบด้วยน้ำเสียงเย้ายวนที่ทำเอาสติอดีตเฮดว้ากแทบขาดผึง

“อยากคุมฉัน... คิดว่าตัวเอง ‘เก่ง’ พอเหรอคะ ?”

จบประโยคนั้น นัยน์ตาสีนิลวาวโรจน์ขึ้นทันที เส้นความอดทนขาดสะบั้น !

เขาตวัดแขนโอบรอบเอวคอด รั้งร่างบางในชุดซาตินลื่นมือเข้ามากระแทกแผงอกอย่างแรงจนเธอหลุดเสียงร้องอึดอัดเบา ๆ จงใจให้เธอสัมผัสถึงความตื่นตัวใต้เนื้อผ้า

“เก่งไม่เก่ง...” พายุกัดฟันพูดชิดริมฝีปากอิ่มที่เผยอออก “เดี๋ยวคืนนี้... พี่จะสอนให้รู้เองว่า ‘วิศวะเถื่อน’ มันเอาดุแค่ไหน”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป