บทที่ 15 การยอมรับของครอบครัว

“ไม่ครับ”

“พ่อมีอะไรกับทิวาหรือเปล่า”

“ไม่มีหรอก แต่ได้ยินข่าวมาว่าลูกกับเลขาตัวติดกันอย่างกับปาท่องโก๋”

“ไม่เห็นแปลกนี่ครับ เขาเป็นเลขาผม”

“แม่ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย ร้อนตัวนะ”

จีรญายิ้มอย่างรู้ทัน แค่เห็นสีหน้าและแววตาของลูกชายเธอก็พอจะเดาออกว่าตอนนี้เมคินมีความสุขมากแค่ไหน

“พ่อคุยกับภพเมื่อวาน ภพบอกว่าทิวาทำงานดีมาก ช่วยคินได้หลายเรื่องเลยใช่ไหม”

“ครับพ่อ แต่ผมว่าคงไม่ใช่แค่เรื่องงานใช่ไหม”

“แล้วคินคิดว่ายังไงล่ะ จะคบหากันพ่อกับแม่ก็ไม่ว่าอะไรนะ”

“ผมไม่ได้คิดไกลขนาดนั้นครับ แค่ตอนนี้ทำงานเข้าขากัน” ปากบอกว่าแค่นั้นแต่ในใจก็ตรงกันข้าม

“แม่ไม่ได้ห้ามนะ เพราะทิวาเป็นเด็กดีขยัน แต่คินต้องแน่ใจด้วยว่าเขารู้สึกและคิดยังไงกับคิน”

“ผมไม่รู้ครับ ทิวาดูยาก”

“อยู่คอนโดเดียวกันยังดูไม่ออกอีกเหรอ” คนเป็นแม่ถาม

“ผมไม่ค่อยแน่ใจ”

“ถ้าทิวาไม่ใช่แบบที่ลูกคิด จะเสียใจไหม”

“ก็คงเสียใจครับ”

“พ่อว่าเรื่องนี้คินต้องพูดกับทิวาตรงๆ นะ ถ้ามารู้ทีหลังเกิดผิดใจกันลาออกไปอีกทีนี้ใครจะช่วยงาน”

“ที่แท้พ่อก็ห่วงเรื่องงาน ผมนึกว่าห่วงผม” เมคินหัวเราะ

“พ่อแม่ก็ต้องห่วงลูกนั่นแหละ แต่ถ้าวันหนึ่งทิวาลาออกพ่อก็นึกเสียดายนะ”

“ผมก็ไม่อยากเป็นอย่างนั้น บางทีผมอาจบอกเขาว่ารู้สึกยังไง ถ้าเขาไม่ยอมรับไมตรีที่ผมยื่นให้ เขาจะลาออกหรือทำงานต่อผมก็ไม่ว่า”

“ดูลูกแม่ไม่ค่อยมั่นใจเลย”

“ไม่รู้สิครับ ทิวาไม่เหมือนคนอื่น อยู่ด้วยแล้วสบายใจครับ แต่บางครั้งก็เหมือนเด็กเหมือนเป็นน้องชาย”

“ถ้าทิวาไม่คิดอะไรกับลูก ก็ขอให้คิดว่าคือน้องชายจะได้ไม่ต้องเจ็บมาก” คนเป็นแม่บอก

“ก็คงอย่างนั้นแหละครับแม่”

“ผมดีใจที่พ่อกับแม่ไม่โกรธผม”

“เรื่องอะไร”

“ก็เรื่องที่ผมไม่เป็นเหมือนคนอื่น ผมเป็นลูกชายคนเดียว แต่กลับเป็นแบบนี้”

เรื่องนี้เคยคุยกันหลายครั้งแล้ว เขาเสียใจที่ไม่สามารถรักหรือชอบผู้หญิงได้ และมันก็น่าเสียดายถ้าครอบครัวของเขาจะไม่มีผู้สืบสกุล

“ยังคิดมากอีกเหรอ พ่อไม่ติดใจอะไรแล้ว ยังไงคินก็คือลูกของพ่อกับแม่”

“แม่ยอมรับว่ากว่าจะทำใจกับเรื่องนี้ได้ก็นาน แต่ถ้าแม่บังคับคนที่ไม่มีความสุขก็คือลูกของแม่ ไม่มีพ่อแม่ที่ไหนทนเห็นลูกเป็นทุกข์เพราะตัวเองได้หรอกนะคิน”

“พ่อกับแม่คิดว่าถ้าคนอื่นรู้ จะเป็นยังไง”

“คนอื่นก็คือคนอื่น พ่อกับแม่ไม่สนใจ” เมฆาย้ำอีกครั้ง

“ผมโชคดีที่พ่อกับแม่เข้าใจผม”

“แม่ก็ดีใจที่คินบอกกับพ่อแม่ตรงๆ ถ้าคินไม่บอก พวกเราก็คงไม่มีทางรู้ ดีแค่ไหนแล้วที่ไม่บังคับลูกให้แต่งงาน”

“ถ้าพ่อกับแม่บังคับผมจริงๆ ผมก็คงทำอะไรไม่ได้หรอกครับ” เพราะเมคินรักทั้งสองคนมาก และคงไม่กล้าขัดใจ

“แต่คินก็จะไม่มีความสุข แม่ไม่ยอมหรอกนะ”

“ผมอยากให้ทุกครอบอครัวยอมรับเหมือนพ่อกับแม่”

“มันก็คงต้องค่อยเป็นค่อยไปนั่นแหละคิน บางครอบครัวก็อาจมีเหตุผลที่ไม่อาจยอมรับได้”

“ผมถึงบอกไงครับ ว่าผมโชคดีมาก”

“แม่ก็โชคดีที่เราเปิดใจคุยกันแต่แรก”

“ไปกินข้าวกันดีไหม จะได้รีบกลับ” จีรญารู้ว่ายังไงลูกชายก็คงไม่ค้างที่นี่

เมคินทานอาหารเย็นเสร็จแล้วก็นั่งคุยกับพ่อและแม่อีกพักใหญ่ กะว่าถึงคอนโดทิวาคงนอนไปแล้ว คืนนี้เขายังไม่อยากคุยกับชายหนุ่มเพราะอยากทบทวนความรู้สึกของตัวเองอีกครั้ง

......

เมคินกลับถึงห้องเกือบจะเที่ยงคืน คิดว่ายังไงทิวาก็คงหลับไปแล้ว แต่พอเปิดประตูห้องเขาไป ทิวาก็นั่งอยู่บนโซฟา ใบหน้าดูดีใจที่เห็นเขา ชายหนุ่มจึงเดินเข้ามานั่งคุยด้วย

“ทำไมยังไม่นอน”

“ยังไม่ง่วงครับ” อันที่จริงก็รอเขานั่นแหละ แต่ไม่กล้าบอก

“ทิว ทำไมอยู่ดีๆ ถึงอยากออกกำลังกาย” เมื่ออีกคนบอกไม่ง่วงเขาก็ชวนคุย

“ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ก็แค่อยากหุ่นดีแบบพี่คินเท่านั้นเอง”

“หุ่นนายก็ดีอยู่แล้วนี่”

ทิวาเป็นคนที่หุ่นดีคนหนึ่งอาจจะดูตัวเล็กกว่าเขาอยู่บ้าง แต่มันก็ดูสมส่วน ไม่ได้เก้งก้างหรือผอมจนเกินไป

“ผมอยากมีซิกซ์แพกเหมือนพี่ มันเซ็กซี่ดี”

“งั้นพี่ก็เซ็กซี่ใช่ไหม” ถามแล้วก็อมยิ้ม

คำชมนี้เมคินเคยได้ยินมาก็บ่อย แต่พอฟังจากปากของทิวาแล้วมันทำให้เขารู้สึกดีกว่าครั้งไหน

“คงงั้น” เขาตอบพร้อมก้มหน้าไม่กล้าสบสายตา เพราะไม่เคยชมผู้ชายด้วยกันมาก่อน แต่พอชมไปแล้วก็รู้สึกเขินตัวเอง

เมคินเห็นอย่างนั้นเลยเปลี่ยนเรื่องคุย

“ที่บริษัทมีสาวๆ คนไหนถูกใจบ้างไหม” เพราะได้ข่าวเข้าหูมาบ่อยๆ ว่าทิวาเป็นขวัญใจของสาวๆ ในบริษัท

“ไม่มีครับ”

เขายังไม่คิดจะคบหากับใครตอนนี้ เพราะตัวเองยังไม่มั่นคงพอจะให้ใครมาลำบากด้วย อีกอย่างทุกวันนี้ก็มีความสุขดีอยู่แล้ว

“เคยมีแฟนไหม” อยู่ๆ ก็นึกอยากถาม อยากรู้เรื่องราวในอดีต เผื่อว่าบางทีจะหาทางเข้าใกล้ได้มากขึ้น

“เคยครับ” ทิวาตอบอย่างไม่ปิดบัง

“แล้วตอนนี้ล่ะ ยังคบกันอยู่ไหม” เพราะตั้งแต่มาอยู่เขาไม่เคยเห็นทิวาติดต่อเพื่อน คนรัก หรือครอบครัวเลยสักครั้ง

“เลิกแล้วครับ” คนตอบสีหน้าดูไม่ดีเท่าไหร่

“จบไม่สวยเหรอ เล่าให้ฟังได้ไหม”

“พี่อยากฟังเหรอครับ”

“อือ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป