บทที่ 8 ยังดูไม่ออก
ถ้าเมื่อคืนทิวาไม่ไปที่นั่นป่านนี้ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะตื่นมาในสภาพแบบไหน เขาไม่ได้รังเกียจความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายกับผู้ชายเพราะตอนอยู่เชียงใหม่ที่ทำงานของเขาก็มีคู่รักผู้ชายหลายคู่ แต่มันต้องไม่ใช่แบบเมื่อคืน เพราะเขาไม่ได้เต็มใจและไม่ได้รู้สึกอะไรกับผู้จัดการร้าน ถ้าเขาเอะใจสักนิดคงระมัดระวังตัวมากกว่านี้ แต่เพราะไว้ใจเห็นว่าเป็นถึงผู้จัดการร้านเลยยอมอยู่ช่วย ถ้าเขาขอกลับพร้อมเพื่อน พี่วศินก็คงทำอะไรเขาไม่ได้ ชายหนุ่มถอนหายใจอีกครั้งแล้วเก็บที่นอนก่อนเดินออกไปหาเจ้าของห้อง แต่มีเพียงกระดาษโน้ตกับคีย์การ์ดวางอยู่
‘คีย์การ์ดสำรอง เผื่ออยากลงไปหาอะไรกิน อย่าเพิ่งกลับนะ ผมมีเรื่องจะคุยด้วย’
มีผ้าห่มกับหมอนวางอยู่บนโซฟา คงเป็นเจ้าของห้องที่มานอน เห็นแล้วก็ยิ่งรู้สึกของคุณและเกรงใจเขาเป็นอย่างมาก ได้เจอกันไม่กี่ครั้งแต่ดูเหมือนว่าเมคินจะช่วยเหลือเขาอยู่หลายเรื่อง
ทิวาอาบน้ำแต่ยังสวมชุดเดิมเมื่อคืน เดินลงมาหาอะไรกิน พอท้องอิ่ม สมองก็เริ่มคิด ตอนนี้เขาลังเลว่าจะกลับที่ห้องของตัวเองหรือจะกลับไปรอเมคินที่ห้อง ถ้ากลับไปแล้วก็ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้เจอกับเขาอีก ทิวาก็รู้สึกใจหาย ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือนอกจากเมคินแล้วตอนนี้เขาก็ไม่มีใครให้คุยด้วยเลย เขาควรอยู่รอเจอเมคินเพื่อขอบคุณที่ช่วยเหลือมาตลอด
เรื่องงานที่ไปทำเมื่อวานชายหนุ่มไม่คิดจะกลับไปทำอีก เขารู้แล้วว่างานกลางคืนแบบนั้นมันไม่เหมาะกับเขา ระหว่างนี้คงไม่ไปทำงานแบบนั้นอีกแล้ว คงรอให้บริษัทที่ไปสัมภาษณ์ติดต่อกลับมา มันเป็นสิ่งเดียวที่เขาจะทำได้ในตอนนี้
เขาไม่รู้ว่าเมคินจะกลับมาตอนไหน จึงเดินไปเรื่อยเปื่อย พอเจอรถขายผลไม้ที่จอดขายอยู่เขาก็เลือกฝรั่งกับชมพู่มาอย่างละกิโล เพราะในห้องของเมคินนั้นไม่มีอะไรกินเลย อันที่จริงก็อยากซื้อของสดขึ้นไปทำแต่ไม่รู้ว่าเจ้าของห้องจะโอเคไหมถ้าจะทำแบบนั้น พอผ่านร้านสะดวกซื้อทิวาเลยหยิบเนย แยมและขนมปังมาอีกหนึ่งแถว เพราะขี้เกียจลงมาหาอะไรทานมื้อกลางวันอีกรอบ
...
เกือบเดือนแล้วที่เมคินดึงตัวที่ปรึกษาทางกฎหมายของบริษัทมาเป็นผู้ช่วย เพราะช่วงนี้เขาต้องออกไปพบลูกค้าและเซ็นสัญญาซื้อขายอยู่หลายแห่ง
“คุณเมคินครับเสร็จงานนี้แล้วผมว่าคุณควรหาเลขาได้แล้วนะครับ” ฉัตรภพทนายประจำบริษัทและยังพ่วงตำแหน่งเพื่อนรักของอีกฝ่าย เริ่มจะหมดความอดทน เพราะลำพังงานของตัวเองก็หนักเอาการอยู่แล้ว
“ก็นายไงเลขา”
“มันไม่ตลกนะครับ บอกตามตรงนะผมเหนื่อยมาก”
“เดี๋ยวฉันเพิ่มเงินเดือนให้” เขาต่อรอง
“โธ่ คุณเอาเงินมาล่อผมทุกที ให้ตายเหอะ”
“แล้วยอมไหมล่ะ”
ฉัตรภพไม่ตอบ เขาไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่ที่อิดออดอย่างนี้เพราะเขาทำแต่งานจนไม่มีเวลาไปสวีตกับคนรักอย่างเคย
“ภพ” ถ้าลองได้เรียกชื่อจริงอย่างนี้แสดงความชายหนุ่มผู้เป็นเจ้านายกำลังเปลี่ยนมาเป็นโหมดเพื่อน
“ว่า”
“กูขอถามอะไรหน่อย”
“ว่ามา”
“เรื่องมึงกับแฟน ที่บ้านรู้เรื่องไหม”
“รู้สิ ถามทำไม”
“แล้วพ่อกับแม่มึงโอเคกับมึงหรือเปล่า”
“ไม่ แต่กูไม่สน กูไม่ได้ทำอะไรผิด กูรู้คนอื่นอาจไม่เข้าใจ แต่กูอยู่แบบนี้มีความสุข เขาทำให้กูอยากมีชีวิตต่อ อยากตื่นมาเห็นหน้าเขาทุกๆ วัน”
“ก็จริงนะ โลกมันไปไกลแล้ว ถ้าเอาแต่แคร์กับคำพูดคนอื่นก็คงใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข มึงโชคดีที่ทางบ้านเข้าใจ”
“เข้าใจก็ดีอยู่หรอกนะ แต่มันก็มีปัญญาตามมาอยู่ดี”
“ปัญหาอะไรวะ”
“ก็เรื่องเลขานั่นแหละ กี่คนต่อกี่คนก็โดนกูไล่ออกหมด พวกเขาเลยจะหาเลขาผู้ชายให้กู”
“ก็ดี กูจะได้ไม่เหนื่อย”
“แต่กูไม่โอเค มันเหมือนกูถูกจับคลุมถุงชนยังไงไม่รู้”
เมคินเล่าให้เพื่อนรักฟังต่อว่าคนที่ทางบ้านจะให้มาเป็นเลขาของเขานั้นเป็นลูกชายของเพื่อนสนิทแม่ของเขา เป็นคนที่เขาและฉัตรภพรู้จักดีและรู้ด้วยว่าผู้ชายคนนั้นมีรสนิยมยังไง
“กูว่าคุณติณณ์ก็น่ารักดี เหมาะกับมึงดี”
“แต่กูไม่ได้ชอบเขา” เขารีบปฏิเสธเสียงแข็ง
“มึงพูดเหมือนมีคนชอบอยู่แล้ว” ฉัตรภพพยายามมองตาเพื่อหาคำตอบ
“กูไม่รู้ว่าชอบ หรือแค่รู้สึกถูกชะตา เชื่อไหม กูไม่เคยใจเต้นแรงแบบนี้มาก่อน”
“เทียบกับคนก่อนของมึงล่ะ” เขาหมายถึงปราชญ์คู่นอนคนล่าสุดของเพื่อน
“มันไม่เหมือนกัน กับปราชญ์มันก็แค่หาความสุขด้วยกัน จบก็แยกย้าย”
เมคินมีคู่นอนชื่อปราชญ์กำลังเรียนอยู่ปีสี่ เขาเจอกับปราชญ์ที่บาร์ประจำแห่งหนึ่งเพราะเจ้าของร้านเป็นคนแนะนำให้ จากนั้นก็เรียกใช้บริการเด็กหนุ่มเรื่อยมา ทั้งสองไม่ได้คบกันในแบบคู่รักเพราะทุกครั้งเมคินก็จะจ่ายเงินให้กับคู่นอนอย่างเหมาะสมและปราชญ์เองก็ไม่ได้มีเขาแค่คนเดียว
“แล้วคนนี้คิดจริงจังเหรอ”
“มันบอกไม่ถูกเหมือนกัน มึงก็รู้กูไม่เคยคบใครมาก่อน”
“มึงไม่ลองคบดูล่ะ เผื่อจะเจอคนที่อยู่ด้วยแล้วมีความสุขเหมือนกูไง ไม่ต้องกังวลเรื่องโรคด้วย”
“กูกลัวเขาไม่ใช่แบบที่กูคิด”
“มึงดูไม่ออกเหรอ”
“อือ กูดูไม่ออก” เขายอมรับกับเพื่อนอย่างไม่อาย
“พามาเจอสิ เดี๋ยวกูช่วยดูให้ เรื่องแบบนี้บางทีคนเราก็ไม่รู้หรอกนะว่าตัวเองเป็นแบบไหน สังคมมันยังไม่เปิดกว้างเท่าไหร่ ถ้าดูแล้วใช่มึงก็ลุย ถ้าไม่ใช่ก็แยกย้าย”
“อือ กูว่าจะลองชวนมาเรียนรู้งานจากมึงดู”
“นี่มึงจะให้เป็นเลขาเลยเหรอ”
“ก็ใช่ ถ้าไม่เป็นเลขากูแล้วจะสังเกตได้ยังไง จริงไหม”
“งั้นกูขอภาวนาให้ใช่นะ” ฉัตรภพหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เพราะถ้าคนที่เพื่อนพูดถึงเป็นอย่างที่คิดเขาก็ไม่ต้องมาทำงานกับเมคินอีกต่อไป
