บทที่ 13 อย่าได้ทำตัวไร้มารยาท
ฟางซินลอบสังเกตใบหน้าของซูเหยี่ยนจื้อ พอหลี่หลิวอวี้ทักทายเขา ใบหน้าของเขาก็อ่อนลงทันที
“คุณหนูเถียนมาด้วยหรือ” หลี่หลิวอวี้ยิ้มอย่างอ่อนโยนเดินเข้ามาจับมือของฟางซินเอาไว้
“เจ้าค่ะ ญาติผู้พี่ไปกับคุณชายหลี่และคุณหนูหลี่เถิดเจ้าค่ะ ข้าขอตัว” นางหิวจนตาลาย มีคนมากเช่นนี้นางจะกินลงได้อย่างไร
“คุณหนูเถียน เจ้ายังโกรธเคืองข้าไม่หายหรือ ถึงไม่ต้องการร่วมโต๊ะกับข้า” ฟางซินได้แต่กัดฟันแน่น เพียงแค่หลี่หลิวอวี้พูดจาน่าสงสารหน่อยเดียว ซูเหยี่ยนจื้อก็ทำหน้าราวกับจะเข้ามากัดให้เนื้อนางหลุดแล้ว
“หามิได้เจ้าค่ะ เพียงแต่ข้าคิดว่าคุณชายหลี่และคุณหนูหลี่มีเรื่องจะสนทนากับญาติผู้พี่ ข้าเองคงไม่สะดวกอยู่รับฟัง”
“หุบปาก แล้วเข้าไปได้แล้ว”
“เจ้าค่ะ” เพียงประโยคเดียวก็ปิดปากฟางซินแล้ว
ฟางซินสั่งอาหารทุกอย่างที่มีอยู่ในร้านโดยไม่สนใจสายตาของสองพี่น้องหลี่ที่มองมาที่นางอย่างแปลกใจ ในเมืองหลวงน้อยคนนักที่จะรู้ว่าเหลาอาหารแห่งนี้เป็นของฟางซิน
“คุณหนูเถียนเจ้าหิวมากนักหรือ” หลี่เต๋อซิ่วอดที่จะถามออกมาไม่ได้
“เจ้าค่ะ” นางอมยิ้มออกมาเล็กน้อย
สามคนที่อยู่ภายในห้องรับรองต่างพูดคุยกันอย่างสนิทสนมมีเพียงฟางซินที่นั่งนิ่งไม่พูดจา ที่นางไม่ตอบโต้เป็นเพราะนางไม่มีแรงจะอ้าปากแล้ว
พออาหารขึ้นตั้งโต๊ะ ฟางซินทำได้เพียงแค่จ้องมอง ต้องรอให้ซูเหยี่ยนจื้อหยิบตะเกียบเสียก่อน เหมือนเขาต้องการจะกลั่นแกล้งนาง ที่เมื่อครู่หักหน้าหญิงคนรัก ผ่านไปเกือบจิบถ้วยชาซูเหยี่ยนจื้อก็ดูเหมือนไม่คิดจะหยิบตะเกียบจริงๆ
“ญาติผู้พี่” นางเงยหน้าขึ้นมาเรียกเขา แล้วเหลือบไปมองที่อาหาร เพื่อบอกให้เขารู้ว่านางหิวมากเพียงใด
“เจ้าหิวก็กินก่อนได้เลย”
“เจ้าค่ะ”
ฟางซินหมดความอดทนที่จะมีมารยาทกับคนพวกนี้แล้ว นางหยิบตะเกียบขึ้นมาพุ้ยข้าวกินโดยไม่สนใจสายตาของคนทั้งสามที่จ้องมองมา นางชิมอาหารจนครบทุกจาน เพื่อให้รู้รสชาติว่ามีสิ่งใดต้องปรับปรุงหรือไม่
ท่าทางการกินอาหารของฟางซินที่ดูน่าเอร็ดอร่อยทำให้หลี่เต๋อซิ่วขยับตะเกียบตามนางอย่างห้ามไม่อยู่ ซูเหยี่ยนจื้อหลังจากที่ไม่พอใจกับความไร้มารยาทของฟางซินแล้ว ก็เชิญให้หลี่หลิวอวี้เริ่มขยับตะเกียบ
ทั้งสองเพิ่งเริ่มขยับตะเกียบ ฟางซินก็วางตะเกียบลงแล้ว นางเช็ดปากเช็ดมือเสร็จก็ลุกขึ้นทันที
“จะไปที่ใด” เสียงเย็นของซูเหยี่ยนจื้อเอ่ยออกมาอย่างไม่พอใจ
“คุณหนูเถียนเจ้าไม่พอใจข้าหรือ ข้ารู้ว่าเจ้าชื่นชมพี่จื้อ ข้าไม่มีทางแย่งชิงกับเจ้าหรอก”
“หึหึ” ฟางซินถึงกับต้องหัวเราะออกมาด้วยความโกรธ คำพูดของหลี่หลิวอวี้คงทำให้เจ้าของร่างเดิมมีโทสะได้เพียงผู้เดียว แต่ไม่ใช่นาง “คุณหนูหลี่คิดมากแล้ว ท่านกับญาติผู้พี่ของข้าเหมาะสมกันยิ่งกว่าสิ่งใด ข้าเพียงชื่นชมในความสามารถของญาติผู้พี่เท่านั้น ทำให้ท่านเข้าใจผิดเสียดาย อีกอย่าง...ข้ามีงานต้องไปจัดการ คงไม่อาจอยู่พูดคุยเล่นกับพวกท่านได้ ค่อยๆ กินไปนะเจ้าคะ ค่าอาหารทั้งหมดข้าจะจ่ายให้เอง ถือว่าเลี้ยงขอโทษกับความโง่เขลาเมื่อก่อนของข้า” สายตาของนางที่กวาดมองไปที่ซูเหยี่ยนจื้อและหลี่หลิวอวี้มีแต่ความเย็นชา พอมองไปที่หลี่เต๋อซิ่วนางก็ยิ้มอย่างขออภัยให้เขา แล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับเสี่ยวชิงทันที
ซูเหยี่ยนจื้อ ลุกขึ้นไปกระชากแขนนางเอาไว้ด้วยความโมโหที่นางกล้าทำตัวไร้มารยาทเช่นนี้
“ปล่อย ข้าเจ็บ” นางกัดฟันแน่นเอ่ยตอบเสียงเบา เสี่ยวชิงก็ร้อนใจอยู่ด้านหลัง รอยช้ำเดิมเพิ่งจะหายไปได้ไม่นาน จะมีรอยใหม่เพิ่มมาอีกแล้วหรือ
“กลับเข้าไปนั่ง อย่าทำตัวไร้มารยาทเช่นนี้” เสียงกดต่ำแฝงไปด้วยโทสะทำให้ฟางซินอดที่จะสั่นสะท้านไม่ได้
“ข้าต้องไปจัดการเรื่องงานต่อ ท่านเพียงนั่งคุยกันไปก่อน ประเดี๋ยวข้าก็กลับมา” เสียงของนางอ่อนลง ด้วยรู้ดีว่าหากโวยวายต่อไป นางคงถูกลากกลับไปที่จวนโดยไม่ได้จัดการเรื่องในเหลาอาหารแน่
“ข้าให้เวลาเพียงจิบถ้วยชา” เขาปล่อยมือนางออก ก่อนจะสะบัดชายเสื้อไปนั่งลง
ฟางซินทันได้เห็นสายตาเยาะเย้ยจากหลี่หลิวอวี้ นางยังคิดว่านางมองผิดไป จึงได้ยืนนิ่งอยู่กับพี่
“หรือว่าจะไม่ไป” ซูเหยี่ยนจื้อหรี่ตามองนางอย่างมุ่งร้าย
“เจ้าค่ะ”
ฟางซินถอนหายใจออกมา ก่อนจะเดินไปด้านล่างแล้วเรียกหลงจู๊มาจัดการเรื่องงาน ซูเหยี่ยนจื้อถึงตัวไม่ได้ตามมา แต่ส่งองครักษ์ทั้งสองคนตามมาช่วยนางจัดการเรื่องในร้านด้วย
“เรื่องที่ผ่านมาข้าไม่คิดจะหาความ แต่นับจากนี้หากพบเห็นพวกเจ้ารวมหัวกันยักยอกเงินอีกข้าพร้อมจะเปลี่ยนผู้ดูแลใหม่ทั้งหมด”
ในตอนแรกหลงจู๊ก็ยังดื้อรั้น พอถูกองครักษ์ทั้งสองคนสยบเพียงครู่เดียวก็ยอมลงนามยินยอมรับความผิดในเรื่องที่ผ่านมา ฟางซินเรียกพ่อครัวมาพูดคุย
“อาหารที่พวกท่านรสชาติดีไม่น้อย แต่หากลองใส่...” นางแจกแจงออกมาทีละอย่าง พร้อมทั้งให้พ่อครัวลงมือทำออกมา
ในตอนแรกก็ไม่มีผู้ใดเชื่อนาง แต่พอเห็นอาหารที่ทำออกมาใหม่ตามสูตรของฟางซิน หน้าตาและรสชาติของอาหาร ต่างกับของเดิมอยู่ไม่น้อย
“หากยอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม จะมีรางวัลให้ในแต่ละเดือน ไม่ต้องรอถึงปีใหม่ หากทำอย่างซื่อสัตย์ต่อไปพวกเจ้าก็ไม่ต้องยักยอกเงินเพื่อเสี่ยงเข้าคุกอีกแล้ว”
ดูเหมือนนางจะใช้เวลาเกินกว่าที่ซูเหยี่ยนจื้อกำเนิดเอาไว้ ยามนี้พวกเขาทั้งสามจึงลงมายืนมองนางสั่งความคนงานอยู่ด้านล่าง ในเมื่อซูเหยี่ยนจื้อยังไม่เรียกนาง นางจึงสั่งความกับหลงจู๊อีกหลายคำ
