บทที่ 18 ข้าหรือที่ก่อเรื่อง

“ก็จริงนะสิ พี่สะใภ้ต้องดูแลนางถึงสามวันเต็ม ไม่ได้พักผ่อน นางเพ้อว่าบิดามารดานางมาหา นางขอร้องให้รับตัวนางไปอยู่ด้วย กว่าหมอจะยื้อนางกลับมาได้ข้าละหวาดกลัวจริงๆ” หลางซื่อลอบหันไปมองฮูหยินหลี่ ก็เห็นใบหน้าของนางซีดขาวไม่น้อย

ฟางซินอดจะอมยิ้มไม่ได้ ยุคนี้ผู้คนต่างเชื่อเรื่องวิญญาณ ฮูหยินหลี่ได้ยินเช่นนี้คงไม่กล้าถากถางนางเรื่องบุตรกำพร้าอีก นางต้องกลัวว่าวิญญาณของบิดามารดาเจ้าของร่างจะไปเอาชีวิตนางแทนบุตรสาวแน่

หากจินซื่อไม่ตำหนิน้องสะใภ้ตนเองที่พูดมาก หลางซื่อที่ชื่นชอบเห็นคนทุกข์ใจคงไม่หยุดพูดง่ายๆ ยามที่งานเลี้ยงเลิก ฮูหยินกั๋วกงยังย้ำเรื่องแบบชุดกับฟางซินอีกหลายคำเพื่อไม่ให้นางลืม

“ข้าน้อยจะส่งแบบมาให้ที่จวนนะเจ้าคะ และย่อมมีแบบของคุณหนูหานด้วย” นางหันไปยิ้มให้หานหรงเซียนที่รอฟังคำตอบของนางอย่างคาดหวัง

“ข้าจะรอ ไว้พี่หญิงซินกับพี่หญิงเยว่มาเที่ยวเล่นที่จวนของข้าบ่อยๆ เล่า” นางคล่องแขนฟางซินและหมิงเยว่เดินไปส่งที่หน้าประตูจวน

“รอให้พี่หญิงเยว่แต่งเข้ามาก่อน ข้าก็จะได้มาหาเจ้าบ่อยๆ แล้ว” ฟางซินอดจะเย้าแหย่หมิงเยว่ด้วยไม่ได้

“พวกเจ้า!!!” ใบหน้าของนางแดงก่ำ แต่ก็ยังไม่ลืมถลึงตามองทั้งสองคน หมิงม่านเองก็วิ่งหัวเราะอยู่รอบตัวของทั้งสามไม่ห่าง

พอออกมาถึงหน้าประตู ฟางซินเห็นใบหน้าของซูเหยี่ยนจื้อจ้องมองมาที่นางอย่างดุดันก็รีบหลบสายตาทันที เมื่อขึ้นนั่งบนรถม้าแล้ว หัวใจที่เต้นแทบจะหลุดออกมาก็สงบอย่างช้าๆ นางลืมคำเตือนของเขาไปได้อย่างไร ครั้งนี้นางทำให้สตรีในดวงใจของเขาต้องเสียหน้า กลับไปเขาไม่มาบีบคอนางเลยหรือ

เมื่อถึงจวนตระกูลซู จินซื่อให้เด็กๆ แยกย้ายไปพักผ่อน ตัวนางไปรายงานเรื่องที่ออกไปด้านนอกในวันนี้ให้ฮูหยินผู้เฒ่ารู้ ฟางซินนางรีบเร่งฝีเท้ากลับเรือนพักทันที แต่ไม่คิดว่า ซูเหยี่ยนจื้อจะตามมาเร่งนางเอาไว้

“ตามข้ามา” เพียงแค่ได้ยืนเสียงของเขานางก็ตัวสั่นแล้ว

“ญาติผู้พี่ หากมีเรื่องใดกับข้า ท่านเอ่ยออกมาตรงนี้ได้เลยเจ้าค่ะ” หากลับหลังผู้อื่นนางไม่ถูกฆ่าทิ้งเลยหรือ

“อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำ” เขาหันหลังกำลังจะเดินไป

“ข้าไม่ไป หากท่านไม่พอใจที่ข้าทำให้คุณหนูหลี่เสียหน้า ท่านก็ดุด่าข้าตรงนี้เถิด” นางจ้องมองแผ่นหลังของเขาอย่างไม่ยินยอม

“ดี!!! ข้าบอกเจ้าแล้วอย่างไรว่าอย่าก่อเรื่อง”

“ข้าหรือที่ก่อเรื่อง หากคนที่อยู่เหตุการณ์ไม่ได้ตามืดบอดเช่นท่าน ก็คงจะมองออกว่าเป็นข้าที่ถูกรังแก โดนด่าว่าเป็นบุตรกำพร้าไร้บิดามารดาคอยสั่งสอน ท่านต้องการให้ข้ายืนเฉยๆ ให้พวกนางดูแคลนหรือ” อายุน้อยกว่านางในโลกก่อนอีก แต่คิดจะสั่งสอนนางไม่เลิก “หากท่านหมดเรื่องที่จะพูดกับข้าแล้ว ขอตัว” ฟางซินพาเสี่ยวชิงกลับเรือนพักของนาง ปล่อยให้เขายืนหน้าดำคล้ำอยู่ที่เดิม

ฟางซินกลับถึงเรือนพัก ล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว นางยิ่งมีความคิดเรื่องที่จะย้ายออกเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่ต้องอยู่รองรับอารมณ์ของซูเหยี่ยนจื้อ บทส่งมาให้นางทำอะไรก็ผิด ในสายตาของเขาอย่างไรก็ไม่ได้ดีขึ้นอยู่แล้ว

“คุณหนู ทำเช่นนี้จะดีหรือเจ้าคะ”

ฟางซินบีบแก้มเสี่ยวชิงแล้วหัวเราะออกมา นางรู้ว่าเสี่ยวชิงหวาดกลัวซูเหยี่ยนจื้อ เก็บกดจนช่วยนางล้างหน้าเปลี่ยนเสื้อผ้ามาได้นานเพียงนี้ หากไม่ได้พูดออกมาคงอกแตกตาย

“ไม่ว่าข้าทำอันใดก็ล้วนแต่ไม่เข้าตาเขาอยู่แล้ว หากข้ายอมทนต่อไป ก็คงต้องถูกรังแกไม่จบสิ้น”

“เจ้าค่ะ” เสี่ยวชิงเห็นด้วยกับคำพูดของคุณหนู นับตั้งแต่มาอยู่คุณชายใหญ่ก็ไม่เคยมองคุณหนูในแง่ดีเลย

ในตอนมื้อเย็นฟางซินก็ยังคงไปรับที่เรือนหลักพร้อมทุกคน นางไม่มองไปทางซูเหยี่ยนจื้อเลยสักนิด แม้จะรับรู้ได้ถึงสายตาทิ่มแทงที่เขากำลังมองมาก็ตาม

“ซินซิน เมื่อก่อนเป็นเจ้าที่ไม่รู้ความ แม้ในตอนนี้จะปรับปรุงตัวดีขึ้นแล้วก็ตาม เหตุการณ์ในวันนี้เจ้าจงจำเอาไว้เป็นบทเรียน ต่อไปจะได้ไม่ทำผิดซ้ำอีก แต่จงจำไว้ เจ้ามิได้ตัวคนเดียวยังมีคนตระกูลซูหนุนหลังเจ้าอยู่”

ฟางซินซาบซึ้งใจกับคำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าไม่น้อย ด้วยรู้ว่าที่พูดออกมาก็คงเป็นห่วงตัวนาง

“ข้าจำขึ้นใจแล้วเจ้าค่ะท่านยาย”

จินซื่อเปลี่ยนเรื่องไปพูดคุยเรื่องชุดที่สวมใส่ไปในวันนี้ หัวข้อก็เลยเปลี่ยนไป ซูยวนกับซูเหวินต่างก็คาดหวังว่าชุดที่ฟางซินออกแบบให้จะทำให้ตนโดดเด่นไม่น้อย

“ข้าจำได้ว่า ท่านแม่ยังมีจวนอยู่ในเมืองหลวง ข้าอยากไปดูเจ้าค่ะ” ฟางซินหันไปพูดกับฮูหยินผู้เฒ่า

นางนิ่งเงียบไป พร้อมทั้งมองฟางซินอย่างพิจารณา “เหตุใดถึงรีบร้อนอยากไปดูเล่า”

“ข้าคงไม่อาจพึ่งพาตระกูลซูไปได้ชั่วชีวิต พระคุณของทุกคนที่รับข้ามาเลี้ยงดูก็ไม่รู้จะตอบแทนเช่นใดแล้ว ชื่อเสียงของข้าด้านนอกก็ไม่ได้ดีนัก รังแต่จะทำให้พี่น้องคนอื่นออกเรือนยากไปอีก ข้าสอบถามหลงจู๊มาแล้ว จวนหลังที่ว่า มิได้อยู่ใกล้จากจวนตระกูลซู ข้ายังมาแสดงความกตัญญูต่อท่านยาย ท่านลุง ท่านป้าสะใภ้ได้เหมือนเดิมเจ้าค่ะ”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป