บทที่ 5 มาขอโทษตระกูลหลี่
แม้ปากจะบอกว่าดีขึ้นแล้ว แต่คนมีตาคนใดจะดูไม่ออก ใบหน้าของนางยังไร้สีเลือดอยู่ ยิ่งท่าทางที่รู้ความของนางยิ่งทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าปวดใจมากกว่าเดิม แต่ตระกูลหลี่ก็มีอำนาจในราชสำนักไม่น้อย หากผิดใจกันคงไม่เป็นผลดีกับบุตรชายสองคนที่ทำงานอยู่ในราชสำนัก ซูเหยี่ยนจื้อ เสนอให้รีบพาตัวฟางซินไปยอมรับผิด เพื่อหวังให้ตระกูลหลี่คลายโทสะ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเห็นด้วยในทันที
“เอาเถิด ป้าสะใภ้ใหญ่กับญาติผู้พี่ของเจ้าจะพาเจ้าไปขอขมาคนตระกูลหลี่ ในเมื่อเจ้าทำผิดก็สมควรจะไปแต่เนิ่นๆ เสีย”
ฟางซินพยักหน้ารับ นางไม่มีความทรงจำเดิมของเจ้าของร่าง จึงไม่รู้เรื่องราวตั้งแต่ต้น ในเมื่อเสี่ยวชิงเล่าให้นางฟังแล้ว ว่าเป็นเจ้าของร่างเดิมที่มีความคิดอยากจะทำให้หลี่หลิวอวี้เสียหน้าก่อน ตัวนางในตอนนี้จึงต้องมารับผลแทน
“เช่นนั้นก็ไปได้แล้ว” ซูเหยี่ยนจื้อลุกออกไปเป็นคนแรก จินซื่อถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินตามบุตรชายไป ฟางซินจึงต้องเดินตามไปอย่างเสียไม่ได้
ภายในรถม้า ฟางซินนั่งพิงผนังหลับตาพักอย่างเหนื่อยล้า จินซื่อดูมองนางนิ่งก่อนจะเอ่ยพูดออกมา
“ข้าเองก็ไม่ได้อยากจะบังคับเจ้าออกมาทั้งที่ยังไม่หายดี แต่ตัวเจ้าก่อเรื่องเอาไว้ไม่เล็กเลย ตระกูลหลี่ไม่ใช่ตระกูลที่พวกเราจะหาเรื่องได้ เจ้าเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเจ้าค่ะ เป็นข้าที่ก่อนเรื่องให้ทุกคนต้องวุ่นวายไปด้วย ต้องขออภัยท่านป้าสะใภ้ด้วยเจ้าค่ะ” ฟางซินคุกเข่าลงโน้มตัวขออภัยออกมาจากใจจริง
จินซื่อเห็นเช่นนั้นก็เม้มปากแน่น เดิมที่นางคิดว่าฟางซินจะโวยวายหรือโต้เถียงออกมาสักหลายคำ แต่นางกลับรับผิดทันที ช่างชวนให้คนตื่นตระหนกไม่น้อยเลย
สิ่งที่ทั้งสองพูดคุยกันภายในรถม้า ซูเหยี่ยนจื้อที่ขี่ม้าอยู่ด้านข้างย่อมได้ยิน เขาแค่นเสียงออกมาเบาๆ อย่างไม่เชื่อในคำพูดของฟางซิน ไม่รู้ว่านางจะก่อเรื่องใดที่ตระกูลหลี่อีก คงต้องจับตาดูเอาไว้ให้ดี
รถม้าจอดลงหน้าตระกูลหลี่ จินซื่อส่งเทียบเข้าพบมาแล้ว สาวใช้จึงนำทางไปที่เรือนหลักทันที ภายในห้องโถงฮูหยินหลี่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน ด้านข้างขนาบไปด้วย หลี่หลิวอวี้และหลี่เต๋อซิ่ว พี่ชายของหลี่หลิวอวี้ ที่วันนั้นอยู่ในเหตุการณ์ด้วย
สีหน้าของแต่ละคนล้วนไม่ค่อยหน้ามองเท่าใดนัก หลี่หลิวอวี้นางยังมีรอยยิ้มน้อยๆ บนใบหน้า ฟางซินเหลือบมองครู่หนึ่ง ก็พบว่านางเอกของเรื่องงดงามไม่น้อย ท่าทางเรียบร้อยอ่อนหวาน รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าช่างชวนให้คนมองแล้วรู้สึกดีอย่างยิ่ง หลี่เต๋อซิ่วมองมาทางฟางซินอย่างไม่ใคร่จะพอใจนักไม่ต่างจากผู้เป็นมารดา ฟางซินจึงทำได้เพียงก้มหน้าลงอย่างสำนึกผิด
“คุกเข่าลง” เสียงเย็นชาด้านข้างร้องสั่งนางเสียงเบา
ร่างกายของฟางซินทำตามคำสั่งทันที นางคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินหลี่ ทั้งยังก้มหน้าลงตลอด “ข้าน้อยเถียนฟางซิน ขออภัยฮูหยินหลี่ คุณหนูหลี่และคุณชายหลี่ ที่ก่อเรื่องโง่เขลาลงไปเจ้าค่ะ”
น้ำเสียงแหบแห้ง ใบหน้าซีดขาว ร่างกายบอบบางจนแทบจะล้มพับไปกองกับพื้นได้ตลอดเวลาช่างชวนให้คนที่พบเห็นปวดใจ แต่ไม่ใช่กับฟางซิน นางก่อนเรื่องเอาไว้ให้คนตระกูลหลี่ไม่พอใจ ยอมถูกปฏิบัติกลับอย่างเย็นชา
“ข้าไม่ถือโทษโกรธเจ้าหรอก เด็กกำพร้าผู้ใดจะตัดใจตำหนิได้ลง ต่อไปก็อย่าก่อเรื่องโง่เขลาเช่นนี้อีกก็แล้วกัน” ประโยคที่ฮูหยินหลี่พูดออกมา ทำให้ใบหน้าของคนในห้องโถงเปลี่ยนแปลงไปทันที
หลี่หลิวอวี้หลุบตาลงไม่รู้ว่านางคิดสิ่งใดอยู่ หลี่เต๋อซิ่วขมวดคิ้วมองมารดาอย่างไม่พอใจนัก แม้รู้ดีว่ามารดาเป็นคนปากร้าย แต่การที่นางเอ่ยออกมาตรงๆ เช่นนี้ หากคำพูดหลุดออกไปคนนอกย่อมมองว่านางกำลังรังแกเด็กกำพร้า
จินซื่อกับซูเหยี่ยนจื้อก็ไม่คิดว่าฮูหยินหลี่นางจะพูดประโยคนี้ออกมาจึงตกตะลึงไปเช่นกัน ฟางซินยังคงมีใบหน้าเรียบเฉย แม้ในใจจะโกรธที่ถูกดูแคลนว่าเป็นเพียงเด็กกำพร้า พาลให้คิดถึงครอบครัวที่อยู่ในโลกปัจจุบันที่ไม่อาจพบหน้าได้อีกแล้ว ความเศร้าโศกก็ปรากฏขึ้นในดวงตา นางต้องกลั้นก้อนสะอื้นเอาไว้ด้วยไม่ต้องการให้ผู้ใดดูถูกนางอีก
พอทุกคนมองมาที่ฟางซินจึงเห็นว่าดวงตาของนางแดงก่ำอย่างน่าเวทนา
“คำสอนของฮูหยินข้าน้อยจะจำให้ขึ้นใจเจ้าค่ะ” นางคำนับลงกับพื้นอย่างนอบน้อม “ข้าขอโทษคุณหนูหลี่อีกครั้ง ต่อไปเรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วเจ้าค่ะ ขอโทษคุณชายหลี่ด้วยหวังว่าพวกท่านจะให้อภัยในความโง่เขลาของเด็กกำพร้าเช่นข้า”
สีหน้าของคนตระกูลหลี่เคร่งเครียดขึ้นทันที คำพูดของฮูหยินหลี่ล้วนถูกเด็กสาวต้องหน้าย้อนคืนทั้งสิ้น แม้จะรู้สึกแปลกๆ แต่ทุกคำที่นางกล่าวออกมา หากคนตระกูลหลี่ยังไม่ให้อภัยก็ดูจะแล้งน้ำใจเกินไป
“เอาเถิด เด็กกลั่นแกล้งกันเล็กน้อย ข้าก็คร้านจะหาความ ประคองคุณหนูเถียนไปนั่ง นางยังไม่หายไข้ดี”
สาวใช้เข้ามาประคองฟางซินไปนั่งที่เก้าอี้ ตลอดเวลานางไม่เงยหน้าขึ้นมามองหรือสนใจผู้ใดอีกเลย ทุกคนเอ่ยพูดสิ่งใดดูเหมือนจะไม่เข้าหูของนางสักนิด ภายในใจของฟางซินแม้ไม่ยินยอมกับคำดูถูกเช่นนี้ แต่นางก็ทำอันใดไม่ได้ ได้แต่คิดว่าจะหาทางย้ายไปอยู่ที่อื่นเช่นใด
เมื่อเห็นว่าหมดเรื่องแล้ว จินซื่อก็ขอตัวพาฟางซินกลับ หลี่เต๋อซิ่วรั้งให้ซูเหยี่ยนจื้ออยู่ต่อ เขามองมาทางฟางซินที่ยังคงก้มหน้าอยู่ครู่ก่อนจะปฏิเสธไปด้วยต้องการพามารดาไปส่งที่จวนเสียก่อน
