บทที่ 7 ทำไมถึงไม่พากลับไปด้วย

ซูหมิงเยว่เองก็ตกใจไม่น้อย นางยืนอยู่ข้างจินซื่อย่อมจะได้ยินว่าฟางซินเอ่ยพูดว่าเช่นใด ซูเหยี่ยนจื้อได้ยินเสียงที่ร้อนรนของมารดาก็เดินเข้ามาดูเหตุการณ์ภายในห้อง เขาเห็นฟางซินที่หลับตาสนิท จับมือของมารดาเอาไว้แน่น นางกำลังร้องไห้ขอร้องให้รับตัวนางกลับไปไม่ขาดปาก เขาอดที่จะเม้มปากแน่นไม่ได้ เพิ่งจะรู้วันนี้ว่าคำพูดของฮูหยินหลี่ทำให้นางสะเทือนใจจนอยากจะไปอยู่กับบิดามารดา

หมอที่ตามมาดูอาการส่ายหน้าเล็กน้อย “ก่อนหน้านี้อาการของคุณหนูเถียนถูกดึงกลับมาจากบ่อน้ำเหลืองได้แล้ว แต่เหตุใดถึงได้เป็นหนักถึงเพียงนี้ ยังมีอาการกระทบกระเทือนจิตใจจนธาตุไฟเข้าแทรก หากตามข้ามาช้ากว่านี้ แม้แต่หมอเทวดาก็ไม่อาจช่วยนางกลับมาได้”

คำพูดของท่านหมอ ทำให้ใบหน้าของสามคนแม่ลูกซีดขาวทันที ไม่คิดว่าฟางซินนางจะเก็บคำพูดของฮูหยินหลี่เอาไว้จนธาตุไฟเข้าแทรก

“ซินซิน ข้ายอมให้เจ้าอาละวาดออกมายังดีเสียกว่า” จินซื่อเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างรู้สึกผิด เห็นนางนิ่งเงียบตลอดเวลาก็คิดว่านางรู้ความมากขึ้นแล้ว

“ใช่แล้วซินซิน ต่อไปข้าจะยอมให้เจ้าสองส่วน เจ้าอย่าเป็นอันใดไปเล่า” ซูหมิงเยว่เดินเข้ามาเขย่าตัวนางเบาๆ

เสี่ยวชิงรีบต้มยาตามที่หมอสั่งเข้ามา จินซื่อรับไปป้อนให้ฟางซินด้วยตัวเอง ยาที่ขมจนแทบจะกลืนไม่ลง ทำให้ฟางซินคายออกมาไม่น้อย

ซูเหยี่ยนจื้อเหมือนจะทนมองไม่ได้ เขาเดินเข้ามาแล้วบีบคางของนางให้อ้าออก พอจินซื่อป้อนยาลงไป เขาก็บังคับปิดปากของนางไม่ให้คายออกมาอีก

ฟางซินดิ้นอย่างไม่พอใจ จนซูหมิงเยว่ต้องเข้ามาช่วยอีกคน กว่าจะป้อนยาจนเสร็จทำเล่นเอาสามคนแม่ลูกเหนื่อยไม่น้อย ตัวต้นเรื่องพึมพำออกมาเบาๆ อีกประโยคก็หลับสนิท “ทำไมถึงไม่พากลับไปด้วย”

เสียงพูดที่ปนสะอื้นของนางช่างทำให้คนได้ยินปวดใจ แต่ก็โล่งใจที่บิดามารดาของฟางซินคงไม่พาตัวนางไปด้วยแล้ว

“เฝ้าคุณหนูของเจ้าเอาไว้ให้ดี หากเกิดเรื่องใดขึ้นอีกรีบไปแจ้งข้า” จินซื่อเหนื่อยไม่น้อยเลย นางจึงกลับเรือนพักไปพร้อมบุตรทั้งสอง

ฟางซินนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียงถึงสองวันเต็ม นางไม่รู้เลยว่าเสี่ยวชิงต้องโดนทำโทษ ด้วยเรื่องที่ไม่ยอมไปแจ้งว่านางไข้ขึ้น

“คุณหนูท่านฟื้นแล้ว” ด้านข้างเตียงยามนี้มิใช่เสี่ยวชิงแล้ว แต่เป็นหญิงวัยกลางคนที่มองมาทางนางพร้อมทั้งน้ำตาเต็มใบหน้า

“บ่าว แม่นมของคุณหนูอย่างไรเล่าเจ้าคะ เสี่ยวชิงบอกบ่าวแล้วว่าคุณหนูไร้ซึ่งความทรงจำเดิม” ระหว่างที่พูดน้ำตาของนางก็ไหลไปด้วย “บ่าวผิดต่อนายท่านและฮูหยินที่อยู่ในหลุมยิ่งนัก ที่ปล่อยให้คุณหนูล้มป่วยหนักเพียงนี้”

“แม่นม ท่านอย่าได้โทษตัวเองเลย ทุกสิ่งล้วนแต่เกิดจากความดื้อรั้นของข้า ต่อไปนี้ข้าจะไม่ก่อเรื่องให้ท่านเสียใจอีกแล้ว เสี่ยวชิงเล่า” เสียงแหบเบาของฟางซินยิ่งทำให้แม่นมปวดใจมากกว่าเดิม

“เสี่ยวชิงโดนฮูหยินผู้เฒ่าโบยยี่สิบไม้ ตอนนี้บ่าวให้นางรักษาแผลให้หายดีก่อนเจ้าค่ะ”

“ตะ ตี ตีทำไม” ฟางซินตกใจไม่น้อย ที่รู้ว่าเสี่ยวชิงถูกลงโทษ

แม่นมเหยาจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อนให้ฟางซินฟัง นางเองก็ไม่คิดว่าการที่ไม่อยากรบกวนผู้อื่นจะทำให้สาวใช้ของนางถูกลงโทษหนักเพียงนี้

“ตามหมอมาดูเสี่ยวชิงแล้วหรือยัง”

“จะตามเพื่ออันใดเจ้าค่ะ บ่าวหนังหนาอย่างเสี่ยวชิงอีกไม่กี่วันก็หาย นางเกือบทำให้คุณหนูต้อง...โดนโบยให้รู้สำนึกบ้างก็ดีเจ้าค่ะ”

“ข้าสั่งนางไว้เอง จะไปโทษนางได้อย่างไร แม่นมไม่ตามหมอก็ได้ แต่มียารักษาให้เสี่ยวชิงหรือไม่”

แม่นมพยักหน้านับปากว่าจะหายาดูแลเสี่ยวชิงให้อย่างดี ฟางซินจึงยอมกินข้าวกินยาอย่างว่าง่าย

ล้มป่วยครั้งนี้ ฟางซินเป็นหนักไม่น้อย ก่อนหน้าร่างกายก็แช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน มาล้มป่วยด้วยเรื่องทางใจอีก นางจึงได้แต่นอนรักษาตัวอยู่ในเรือนอย่างเดียวเกือบสิบวัน

ระหว่างนี้จินซื่อกับซูหมิงเยว่มาดูอาการของฟางซินทุกวัน ฟางซินเห็นหมิงเยว่รุ่นเดียวกับเจ้าของร่างเดิมก็พูดคุยกับนางอย่างสนิทสนม ก่อนหน้าไม่รู้ว่าความสัมพันธ์เป็นเช่นใด แต่ยามนี้นับว่าดีขึ้นไม่น้อย ถึงแม้หมิงเยว่นางจะยังมีถ้วยคำถากถางหลุดออกมาให้ฟางซินได้เห็นอยู่นิดหน่อย

หลางซื่อก็พาบุตรสาวคนเล็กของนางมาเยี่ยมฟางซินเช่นกัน หมิงม่านวันเจ็ดหนาว เป็นเด็กช่างพูดชวนให้คนพบเห็นรู้สึกเอ็นดูนางไม่น้อยเลย

วันนี้หมิงเยว่ก็พาหมิงม่านมาพูดคุยกับฟางซิน ทั้งสองเห็นว่าฟางซินเอาแต่เก็บตัวอยู่ภายในเรือน จึงได้ชวนกันไปนั่งรับลมที่ศาลาริมน้ำ ที่ฟางซินนางตกลงไปเมื่อครั้งก่อน หลังจากรับมื้อเช้าพร้อมกับฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว

“พี่หญิงซิน เหอเปา (ถุงเงิน) ใบนี้ท่านให้ข้าจริงหรือ” หมิงม่านถือถุงเหอเปาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย

“ใช่แล้ว ข้าให้เจ้าเลือกก่อนเลยนะ ลูกหมูสามตัวนี้น่ารักเหมือนเจ้าเลยว่าจริงหรือไม่พี่หญิงเยว่”

“หึหึ เจ้าช่างวาดออกมาได้เหมือนม่านเออร์นัก” หมิงเยว่เองก็หัวเราะขบขันไปด้วย

ฟางซินนางเพียงแค่วาดรูปออกมาให้เสี่ยวชิงและสาวใช้ช่วยปักลาย นางลองทำแล้วในยามที่เบื่อไม่มีอะไรทำ ใบไม้หนึ่งใบนางยังปักออกมาบิดเบี้ยวน่าเกลียดจึงได้ล้มเลิกไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป