บทที่ 4 ตอนที่ 3 ความเมตตา ไม่เคยได้มาฟรี
ตอนที่ 3 ความเมตตา ไม่เคยได้มาฟรี
รถม้าคันหนึ่งเคลื่อนออกจากวังหลวงอย่างไม่เร่งรีบ ล้อไม้บดผ่านพื้นหินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คล้ายหัวใจที่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังจะถูกบีบจนแตก
ยามสายของเมืองหลวงจิ้งหลัวคึกคักเกินกว่าจะมีใครสนใจรถม้าธรรมดาคันหนึ่ง สองข้างถนนอัดแน่นด้วยผู้คน เสียงเรียกลูกค้าดังแข่งกับเสียงต่อราคา เสียงหัวเราะ เสียงบ่น เสียงถอนหายใจ ปะปนกับกลิ่นฝุ่น เหงื่อ และน้ำมันทอด ที่นี่คือสถานที่ซึ่ง ข่าวลือแพร่เร็วพอ ๆ กับโรคระบาด
และวันนี้…มันกำลังจะมีเรื่องใหม่ให้เล่ากันทั้งเมือง ถนนเส้นนี้มุ่งตรงไปยัง จวนเสนาบดีเซี่ยอวี้เฉิง น้องชายแท้ ๆ ของแม่ทัพใหญ่เซี่ยอวี้เทียน
รถม้าชะลอความเร็วลงเล็กน้อย ก่อนจะหยุดกึกอย่างกะทันหัน ห่างจากหน้าจวนบ้านรองตระกูลเซี่ยเพียงไม่กี่สิบก้าว แรงสะเทือนทำให้ร่างบางภายในรถสะดุ้ง
หลิวอวี้เหวินยังไม่ทันเอ่ยถาม บานม่านก็ถูกกระชากเปิดอย่างรุนแรง ลมฝุ่นพัดเข้าใส่ใบหน้า แสงแดดยามสายแยงตาจนแสบ
ก่อนที่นางจะทันมองเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น แรงกระชากที่สองก็ฉุดร่างนางออกจากรถม้า ไม่ปรานี ไม่ลังเล ไม่ให้เวลาเตรียมใจ
“อ๊ะ!”
เสียงอุทานหลุดจากลำคอพร้อมกับร่างที่กระแทกพื้นหินแข็ง ฝุ่นผงปลิวขึ้นปะทะใบหน้า กลิ่นดิน กลิ่นเหงื่อ และกลิ่นรองเท้าหนังเก่ากระแทกเข้าจมูก โลกทั้งใบหมุนคว้าง ก่อนที่ฝ่ามือหยาบกร้านจะฟาดลงมา
เพียะ!
เสียงนั้นดังสนั่น ดังพอให้เสียงตลาดเงียบลงไปชั่วขณะ แก้มขาวนวลสะบัดไปด้านข้าง ความเจ็บแล่นวาบจากผิวหนังลึกเข้าไปถึงกระดูก
หลิวอวี้เหวินร้องออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว น้ำตาเอ่อขึ้นทันทีโดยไม่ต้องสั่ง
“อ๊า!”
ความเจ็บยังไม่ทันจาง ฝ่ามือก็ฟาดซ้ำ
เพียะ! เพียะ!
แก้มอีกข้างชาไปในพริบตา รอยนิ้วแดงคล้ำปรากฏเด่นชัด ราวกับตราประทับแห่งความอัปยศ โลกทั้งใบสั่นไหว
หูอื้อ เสียงรอบข้างกลายเป็นเพียงเสียงหึ่ง ๆ
“หลิวอวี้เหวิน!” เสียงตะโกนหนึ่งดังขึ้นอย่างจงใจ ดัง ชัด และคม
“เป็นถึงลูกขุนนาง กลับทำตัวต่ำช้า! ยั่วยวนคุณชายของผู้อื่น ทั้งที่เขามีคู่หมั้นแล้ว!”
คำพูดนั้นไม่ต้องการคำอธิบาย ไม่ต้องการความจริง มันต้องการเพียง ผู้ฟัง และตลาดแห่งนี้…เต็มไปด้วยผู้ฟัง
“ไร้ยางอาย!”
“สตรีเช่นนี้ยังกล้าออกมาเดินตลาด?”
“หน้าตาดูอ่อนหวาน ไม่นึกว่าจะต่ำทราม!” เสียงซุบซิบเริ่มกลายเป็นคำตัดสิน สายตานับร้อยจับจ้องมาที่นาง ไม่มีใครถามว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่มีใครสงสัยว่าจริงหรือไม่ พวกเขาเพียงมอง และตัดสิน หลิวอวี้เหวินพยายามอ้าปาก อยากบอกว่าไม่จริง
อยากอธิบายว่าไม่เคยรู้จัก “คุณชาย” ที่ถูกกล่าวหา
แต่เสียงไม่ออก ลมหายใจติดขัด ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นบีบคอแน่น หัวใจเต้นแรงจนเจ็บ ความกลัว ความเจ็บ และความอับอาย ถาโถมเข้ามาพร้อมกันนางไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าความผิดนี้เกิดขึ้นเมื่อใดไม่รู้ว่าคนเหล่านี้เป็นใครแต่เข้าใจอย่างหนึ่งชัดเจนไม่มีใครฟังคำอธิบายของนางความตื่นตระหนกผสมกับความเจ็บปวดหลอมรวมเป็นความอับอายที่แทบแทรกแผ่นดินหนีเสื้อผ้าที่เคยเรียบร้อยหลุดลุ่ยผมที่เคยหวีอย่างประณีตกระจัดกระจาย
ภาพของ “คุณหนูบ้านรองผู้อ่อนโยน” ถูกฉีกทิ้งกลางตลาด เมื่อเห็นว่าบทบาทถูกแสดงครบถ้วน
ชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็ถอยออก ไม่รีบ ไม่พูด ไม่เหลียวหลัง แยกย้าย สลายตัว ปะปนกับฝูงชน ราวกับไม่เคยมีตัวตน เหลือเพียงหญิงสาวที่ทรุดกายอยู่บนพื้นหิน ตัวสั่น น้ำตาไหลไม่หยุด บ่าวรับใช้หญิงรีบวิ่งเข้ามา โอบกอดนายสาวไว้แน่น แขนเล็ก ๆ พยายามปิดบังใบหน้าที่บวมช้ำ
แต่ไม่อาจปิดบังสายตานับร้อยคู่ ภาพนี้ จะถูกจดจำไปอีกนาน
ขณะเดียวกัน ไม่มีใครสังเกตเห็นรถม้าคันหนึ่งที่เคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า หลังม่านบางดวงตาคู่หนึ่งกำลังทอดมองเหตุการณ์ทั้งหมด
นิ่ง เย็นและพอใจเซี่ยหลัวเยี่ยนหลับตาลงชั่วครู่เสียงตลาดค่อย ๆ เลือนหายไป ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ไม่มาก ไม่น้อย พอดีจนไร้ที่ติ
นางไม่ได้รู้สึกสะใจ เพราะความพินาศที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ที่เสียงร้องหรือคราบน้ำตา แต่ขึ้นอยู่กับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ในยุคที่ชื่อเสียงของสตรีสำคัญยิ่งกว่าชีวิต มันแตกง่ายกว่ากระดูกและสมานยากกว่าบาดแผล
“น่าสงสารหรือ?” นางพึมพำกับตัวเอง
“ใช่…แค่ตอนนี้เท่านั้น” เซี่ยหลัวเยี่ยนลืมตาขึ้นแววตาเย็นเฉียบ ไร้คลื่นอารมณ์ริมฝีปากยกยิ้มหยันนางไม่ต้องการทำลายหลิวอวี้เหวินในวันเดียว
คนที่พังเร็วเกินไป…มักถูกลืมเร็วนางต้องการให้อีกฝ่าย อยู่ต่ออยู่กับสายตาที่เคยชื่นชมค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นระแวงเป็นดูแคลนเป็นรังเกียจ
อยู่กับคำซุบซิบอยู่กับความน่าสงสารที่แปรเปลี่ยนเป็นความรำคาญและในวันที่ไม่มีใครเข้าข้างนางอีกต่อไปนั่นแหละ
คือวันที่หลิวอวี้เหวินจะเริ่มแตกสลายด้วยตัวเอง
