บทที่ 8 ตอนที่ 7 ผู้คุมกระดาน
ตอนที่ 7 ผู้คุมกระดาน
แสงตะเกียงในตำหนักตะวันออกสั่นไหวช้า ๆ ราวกับลมหายใจของอสูรที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด
เปลวไฟสีส้มอ่อนสะท้อนผนังหินเย็นเฉียบ ทอดเงาร่างสูงโปร่งลงบนพื้นอย่างบิดเบี้ยว
เงานั้นไม่เร่ง ไม่สั่นไหว
มั่นคงดั่งผู้ที่คุ้นเคยกับความมืด และเป็นเจ้าของมันมาเนิ่นนาน
โม่จิ่งเหิง องค์รัชทายาทแห่งแคว้น
ยืนหันพระพักตร์ออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่
แสงจันทร์เย็นเยียบอาบไล้สันกรามคมสัน เส้นผมดำสนิทถูกรวบอย่างเรียบร้อย
ดวงเนตรคู่นั้นทอดมองท้องฟ้ายามราตรีอย่างนิ่งสงบ
หากผู้ใดกล้าสบตา จะรู้ทันทีว่า
เบื้องหลังความนิ่งนั้น คือพายุที่พร้อมกลืนทุกชีวิต
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นด้านหลัง
ขันทีประจำพระองค์ก้าวเข้ามา ค้อมกายต่ำจนแทบชิดพื้น
ท่าทางของเขาสะท้อนความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ
ไม่ใช่เพราะอำนาจตามตำแหน่ง
แต่เพราะเขารู้ดีว่า บุรุษตรงหน้า คือผู้ที่ ฆ่าคนได้โดยไม่ต้องเปื้อนมือ
“ฮ่องเต้ทรงรับฟังความคิดเห็นของอัครเสนาบดีพะย่ะค่ะ”
เสียงรายงานดังขึ้นอย่างระมัดระวัง
ทุกถ้อยคำถูกเลือกอย่างพิถีพิถัน
ผิดเพียงคำเดียว อาจหมายถึงชีวิต
โม่จิ่งเหิงมิได้หันกลับมา
พระองค์ยังคงมองออกไปยังความมืดเบื้องหน้า
ราวกับเรื่องที่ได้ยิน เป็นเพียงสายลมผ่านหู
“เซี่ยอวี้เฉิงถูกแยกออกจากความผิดของท่านแม่ทัพเซี่ย
เท่ากับมิต้องโทษประหารเก้าชั่วโคตรพะย่ะค่ะ”
ขันทียังคงรายงานต่อ
เขารู้ดีว่า ความเงียบเช่นนี้ ไม่ได้หมายถึงไม่สนใจ
แต่คือการ กำลังรอฟังอย่างตั้งใจ
องค์รัชทายาทสงบนิ่ง
ราวกับเวลาถูกหยุดไว้
ก่อนที่เสียงหัวเราะต่ำ ๆ จะดังขึ้น
“หึ…”
เสียงนั้นเบา ทุ้ม และเย็น
แต่กลับทำให้หัวใจของขันทีร่วงวูบ
เขาชะงัก
ไม่กล้าเงยหน้า
ไม่กล้าคาดเดา
“พระองค์…ไม่ทรงพอพระทัยหรือพะย่ะค่ะ”
เสียงถามสั่นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว
โม่จิ่งเหิงหันพระวรกายกลับมาอย่างช้า ๆ
การเคลื่อนไหวทุกท่วงท่าชวนให้นึกถึงสัตว์นักล่า
ที่ไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะเหยื่อไม่มีทางหนี
ดวงเนตรคมกริบสบกับขันที
ไร้ความแปลกใจ
ไร้ความโกรธ
“พอใจสิ”
ตรัสเรียบ ๆ
ราวกับพูดถึงอากาศในคืนนี้
“พอใจมากเสียด้วย”
ขันทีถึงกับกลืนน้ำลาย
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า
เหตุใดพระองค์จึงไม่เคยแพ้ใครในการเมือง
“ให้ข้าเดา”
โม่จิ่งเหิงเอียงพระเศียรเล็กน้อย
แววตาฉายแสงเย็นเยียบ
“เซี่ยอวี้เฉิงผู้นี้
ได้ร้องขอความเมตตาจากเสด็จพ่อด้วยใช่ไหม”
ขันทีลังเลเพียงเสี้ยววินาที
ก่อนจะทูลตอบ
“ใช่พะย่ะค่ะ”
คำตอบนั้นเหมือนยืนยันสิ่งที่พระองค์รู้อยู่แล้ว
ริมฝีปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย
เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีความเมตตาเจือปน
“น่าสงสารจริง”
ตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา
คำว่า น่าสงสาร ในปากของเขา
ฟังดูเหมือนคำตัดสินประหาร
“ยิ่งคำพูดของเขาดูซื่อสัตย์เพียงใด
ก็ยิ่งเป็นการตอกหมุดฝังพี่ชายเขาลึกลงไปอีก”
พระองค์ก้าวไปยังหน้าต่าง
ทอดพระเนตรความมืดของวังหลวง
ตำหนักน้อยใหญ่เรียงรายราวสุสานเงียบงัน
“หากเขานิ่งเงียบ”
โม่จิ่งเหิงตรัสต่อ
“ยังพอมีช่องให้คนลังเล”
“แต่เมื่อเขาร้องขอความเมตตา
เหล่าขุนนางก็ยิ่งต้องรีบตัดหาง”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง
“ไม่มีใครอยากให้คนที่อาจลากตัวเองลงเหวมีโอกาสหายใจต่อ”
ขันทีรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง
นี่ไม่ใช่การคาดเดา
นี่คือการอ่านเกมอย่างทะลุปรุโปร่ง
“เซี่ยอวี้เฉิงก็แค่เล่นละคร”
องค์รัชทายาทตรัสอย่างไม่เร่งรีบ
“การก้มหัวนั้น
คล้ายเพื่อจะทำให้พี่ชายรอด”
“คิดว่าการแสดงความภักดี
ขอความเมตตา นั้นทำเพื่อพี่ชาย”
พระองค์หันกลับมา
สายตาคมกริบจับจ้องราวกับมองทะลุทุกหน้ากาก
“แต่แท้ที่จริง
เขากำลังฝังพี่ชายตัวเองไม่ให้เกิดและกันตัวเองต่างหาก”
ขันทีหนุ่มถึงกับสะท้าน
เขาเพิ่งเข้าใจว่า
การเมืองไม่เคยฆ่าคนด้วยดาบ
แต่ฆ่าด้วย การเลือกข้างผิด
“แล้วพวกขุนนางที่สนับสนุนล่ะพะย่ะค่ะ”
เขาถามด้วยเสียงเบาจนแทบเป็นกระซิบ
โม่จิ่งเหิงหัวเราะในลำคอ
คราวนี้แฝงความพึงพอใจอย่างไม่ปิดบัง
“ข้าควรขอบคุณพวกเขา”
พระองค์เดินไปยังโต๊ะไม้
ที่มีกระดานหมากวางอยู่
หมากขาวดำกระจัดกระจาย
ราวกับเพิ่งผ่านศึกหนัก
“พวกมันเปิดหน้ากากให้ข้าเห็นเอง
ว่าใครอยู่ฝั่งไหน”
นิ้วเรียวยาวหยิบหมากหนึ่งขึ้นมา
หมุนเล่นระหว่างปลายนิ้ว
ก่อนจะวางลงอย่างแม่นยำ
“ศาลต้าหลี่จะได้ลงมือถนัด”
ขันทีลอบสูดลมหายใจ
เขารู้แล้วว่า
ต่อจากนี้จะมีคนหายไปอีกมาก
“ข้ารอให้พวกมันเดินหมากเอง”
โม่จิ่งเหิงตรัสเสียงต่ำ เฉียบคม
“แล้วข้าจะเป็นคนเก็บ
ทีละตัว
ทีละคน
จนหมดกระดาน”
พระองค์ทอดพระเนตรหมากตรงหน้า
สายตานั้นไม่ใช่สายตาของผู้เล่น
แต่เป็นสายตาของผู้ ออกแบบเกม
บัดนี้
ผู้ที่ร้องขอความเมตตา
ได้ก้าวลงมาเป็นหมากแล้ว
ผู้ที่คิดว่าตนฉลาด
ก็ยอมให้ผู้อื่นจัดวางตำแหน่ง
ส่วนผู้ที่ยังยืนอยู่
ไม่จำเป็นต้องแตะหมาก
เพียงแค่รอ
รอให้กระดานนี้
จบลงตามที่เขาเขียนไว้ตั้งแต่ต้น
