บทที่ 3 ชนะศึกทางใต้ 1/3

เหมือนฟ้าผ่าลงกลางหัว เขาชนะศึกมาแท้ ๆ แทนที่จะได้รับรางวัลให้สมเกียรติแต่กลับต้องแต่งเข้าวังเป็นพระสนมให้ฮ่องเต้เสียอย่างนั้น คิดแล้วลมมันก็จับเหมือนสวรรค์กลั่นแกล้งโชคชะตาซ้ำกรรมซัดชายชาติทหารอย่างเขาเนี่ยน่ะหรือจะเป็นพระสนม… ให้ตายเสียยังดีกว่า

... ข้าน่ะหรือจะเป็นพระสนม

“ทำไมเล่าท่านแม่ทัพ หรือว่าท่านรังเกียจเรา” เสียงหวานเอ่ยออกมาอย่างน่าเศร้า

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ”

“แล้วทำไมท่านถึงทำหน้าตาเช่นนั้นกันเล่า”

“กระหม่อมแค่ตกใจพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่างกระหม่อมเป็นชายจะแต่งเข้าวังเป็นพระสนมได้เยี่ยงไรกัน”

“ทำไมจะไม่ได้สมัยฮ่องเต้องค์ก่อน ๆ ก็มีสนมชายเยอะแยะ”

“แต่...”

“เอาเถิดเรารู้ว่าท่านรังเกียจเรา หรือว่าท่านมีใครที่หมายปองอยู่แล้ว”

“หามิได้ กระหม่อมไม่ได้รังเกียจฝ่าบาทแต่เกรงจะทำให้ฝ่าบาทเสื่อมเสียพระเกียรติเอาได้ อีกอย่างกระหม่อมเป็นแค่ทหารผู้น้อยไม่คู่ควรกับฝ่าบาทที่เป็นถึงโอรสสวรรค์” หลี่ซื่อซินร่ายยาวพยายามหาเหตุผลต่าง ๆ นานา เพื่อมาหักล้างการแต่งงานในครั้งนี้

“อย่างนั้นหรอกหรือแต่นี่เป็นสมรสพระราชทานของเสด็จแม่เราท่านจะขัดมันอย่างนั้นหรือ ท่านก็รู้อยู่ว่าโทษของการขัดราชโองการเป็นเช่นไรแต่เอาเถิดเราจะให้ท่านกลับไปคิดแล้วอีกสองวันค่อยมาให้คำตอบเรา”

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” หลี่ซื่อซินน้อมรับคำบัญชาจากฮ่องเต้ ก็อย่างที่พระองค์ตรัสโทษของการขัดราชโองการนั้นหนักเพียงใดเขาย่อมรู้ดีแก่ใจ อีกอย่างเขาจะทำให้ท่านแม่ของเขาเดือดร้อนไม่ได้เป็นอันขาด

งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อจบงานหลี่ซื่อซินก็ได้กลับจวนตระกูลหลี่ในทันที เพราะที่นั่นมีหญิงผู้หนึ่งที่เขารักรอคอยเขาอยู่ เมื่อกลับมาถึงจวนเขาก็พบกับหญิงนางหนึ่งที่กำลังรอต้อนรับเขา

“ซื่อซินเจ้ากลับมาแล้ว”

หญิงชรากลั้นน้ำตาแห่งความคิดถึงไว้ไม่อยู่นางรีบเดินมาหาลูกชายของตนทัน ทีแต่ด้วยความรีบทำให้นางเกือบสะดุดล้มโชคดีที่นางรับใช้รับไว้ได้ทัน

หลี่ซื่อซินเข้าไปประคองผู้เป็นมารดาในทันที หญิงชราเมื่อเห็นหน้าลูกชายที่ไม่ได้พบกันมาเจ็ดปีก็ร่ำไห้ออกมาด้วยความคิดถึงผู้เป็นดั่งดวงใจของนาง

“ท่านแม่อย่าร้องไห้เลยขอรับ”

“เจ้าจะไม่ให้แม่ร้องได้เช่นไรในเมื่อแม่ดีใจที่ได้พบเจ้า”

“เอาเถิดท่านแม่ลูกจะพาท่านไปพักผ่อน ร่างกายของท่านแม่อ่อนแอนัก มาเถอะนั่งลงก่อนขอรับ” หลี่ซื่อซินได้ประคองแม่ของตนมานั่งยังเก้าอี้ไม้สักที่อยู่ไม่ห่างกันมากนัก แม่ของเขานั้นเป็นอดีตรองแม่ทัพหญิงแห่งแคว้นเว่ย นางมิได้บอบบางเหมือนหญิงทั่วไปนักแต่เมื่อเวลาผ่านไปสังขารคนเราย่อมไม่เที่ยงแท้

“ซินเอ๋อร์แม่ได้ข่าวว่าไทเฮาทรงพระราชทานสมรสให้เจ้ากับฝ่าบาทจริงหรือ”

“ขอรับท่านแม่” เมื่อพูดถึงเรื่องนั้นหลี่ซื่อซินก็มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“แล้วเจ้ายินดีหรือไม่” เมื่อนางเห็นสีหน้าลูกชายที่ไม่สู้ดีนักเลยถามด้วยความเป็นห่วง

“ข้า…”

“ไม่ยินดีอย่างนั้นหรือ”

“ขอรับท่านแม่… ลูกจะทำเยี่ยงไรดี”

“การเป็นพระสนมของฮ่องเต้ใช่ว่าจะทำให้เจ้าลำบาก”

“แต่ข้าเป็นชายชาติทหารจะให้มาเข้าวังแต่งเป็นพระสนมได้เยี่ยงไรกัน”

“อยากเจ้ามิยินยอมแม่ก็พร้อมจะตายไปพร้อมเจ้า แม่แก่มากแม่ตายไปก็ไม่เสียดายชีวิตแล้ว” หญิงชรากล่าวพลางลูบใบหน้าของบุตรชายตน

“ท่านแม่ข้าจะไม่ยอมให้ท่านมาสิ้นชีพเพราะข้าหรอก หากฝ่าบาทต้องการให้ข้าเป็นสนมนัก ข้าก็จะเป็นสนมให้พระองค์เองแต่มันจะเป็นเพียงแค่ในนามเท่านั้น!”

“เอาเถิดหากซินเอ๋อร์ของแม่ตัดสินใจแล้วแม่ย่อมมิอาจขัดขวางเจ้า เพลานี้วังหลังยังไม่มีมารดาแห่งแผ่นดินหรือนางสนมสักคน แม่จึงไม่กังวลว่าพวกนางเหล่านั้นจะมาลอบทำร้ายลูกชายของแม่”

“หากมีพวกนางคงไม่กล้าทำอะไรลูกหรอกขอรับท่านแม่ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าลูกชายท่านเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งแผ่นดินนี้เชียวนะขอรับท่านแม่”

“เจ้าไปบุตรจะไปรู้เรื่องอะไร เชื่อแม่เถิดจิตใจสตรีนั้นยากแท้หยั่งถึง”

“ขอรับลูกจะเชื่อฟังท่านแม่”

ด้านฮ่องเต้เว่ยหรู่อี้เมื่อจบงานเลี้ยง ยามนี้เป็นยามจื่อ[1] พระองค์ก็ยังทรงงานอยู่ พระองค์ได้ให้ขันทีคนสนิทหอบฎีกาเข้ามายังห้องบรรทม

“กงกงท่านว่าเราตัดสินใจถูกหรือไม่” สุรเสียงน่าฟังเอ่ยออกมาถามกงกงคนสนิทพลางทอดพระเนตรฎีกาไปด้วย

“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ทรงตัดสินใจถูกต้องแล้ว การที่จะครองอำนาจไว้ได้ก็ต้องเอาคนที่มีอำนาจมาไว้ข้างกายอย่างท่านแม่ทัพ”

เมื่อได้ฟังเช่นนั้นพระองค์ก็พอพระทัยเป็นอย่างยิ่งหวนนึกถึงใบหน้าที่ไม่ยอมใครของอีกฝ่ายที่พยายามหาข้ออ้างมาพูดกับพระองค์มันช่างเป็นใบหน้าที่น่าขันยิ่งนัก หากพระองค์ได้เป็นเจ้าของมันจะเป็นเช่นไรหนอ

“ท่านแม่ทัพ ท่านต้องเป็นสนมของเรา” เสียงหวานพูดพลางยิ้มมุมปากน้อย ๆ

[1] ยามจื่อ (23.00-24.59 น.)

บทก่อนหน้า
บทถัดไป