บทที่ 6 ข่าวลือลับ 3/1
ท่ากลางความมืดยามราตรี แสงจันทร์สาดส่อง ใบหน้าของ
หลี่ซื่อซินเคร่งขรึมดำทมิฬสองมือแกร่งกำเข้าหากันแน่น ดวงตาเหยี่ยวราวกับมีกองเพลิงลุกโชน ทอดมองไปยังฮ่องเต้เว่ยหรู่อี้ที่บัดนี้นอนอยู่ที่แท่นบรรทมในห้องนอนของเขาโดยไม่รู้สึกรู้สา
“พระสนมท่านจะมองเราเช่นนั้นอีกนานหรือไม่” ฮ่องเต้เว่ยหรู่อี้ตรัสแล้วทรงพระสรวลร่าทำให้หลี่ซื่อซินโกรธหน้าดำหน้าแดงยิ่งกว่าเดิม
“เชิญฝ่าบาทบรรทมไปพระองค์เดียวเถอะพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมจะไปนอนที่อื่น” พูดแล้วลุกจะเดินออกมาหากเขาอยู่ตรงนั้นต่อไปมีหวังเขาได้สังหารฝ่าบาทเป็นแน่
“นี่มันคืนเข้าหอของเรา เราไม่สั่ง ท่านก็ห้ามไปไหน” เสียงทรงอำนาจดังขึ้นทำให้หลี่ซื่อซินต้องหยุดชะงักแล้วหันไปมองคนเอาแต่ใจ
“เผด็จการ!” หลี่ซื่อซินได้กล่าวคำที่ไม่สมควรพูดออกไป
“ท่านว่าอะไรนะ!”
“กระหม่อมบอกว่าฝ่าบาทเผด็จการ!”
“นี่ท่านกล้ามากนะที่พูดกับเราเช่นนี้”
เสียงทะเลาะของทั้งสองพระองค์ได้ยินไปยังพระราชฐานชั้นนอกแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาห้ามแม้แต่คนเดียว ใครมันจะคิดว่าพระสนมแม่ทัพถึงขั้นกล้าต่อปากต่อคำกับฝ่าบาทเล่า ไม่กลัวโดนลงอาญาบ้างหรืออย่างไรกัน
“แล้วทำไมกระหม่อมจะพูดไม่ได้ในเมื่อพระองค์เป็นเยี่ยงนั้น” หลี่ซื่อซินเถียงอย่างไม่ลดละเช่นกัน ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นถึงโอรสสวรรค์แต่ก็ไม่มีสิทธิ์มาบังคับเขาเช่นนี้
“เห็นทีท่านจะไปอยู่ชายแดนนาน เลยไม่รู้จักธรรมเนียมวังหลวงเสียแล้วกระมัง”
“หากเป็นเช่นนั้น กระหม่อมก็ขอกลับไปประจำการที่ชายแดนดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ซื่อซินเมื่อสบโอกาสก็พูดออกไป ถ้าเขาไปประจำที่ชายแดนจริงไอ้เรื่องพระสนมบ้า ๆ นี่มันก็คงจบลงเสียที
“ไม่! เราไม่อนุญาตให้ท่านไปไหนทั้งนั้น”
“ถ้าหากฝ่าบาทคิดว่ากระหม่อมจะก่อการกบฏ กระหม่อมรับรองว่ามันจะไม่มีทางเกิดขึ้นเป็นแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“เราบอกว่าไม่ให้ไปไหนอย่างไรเล่า!” เสียงทรงอำนาจดังขึ้น ก่อนที่ฮ่องเต้เว่ยหรู่อี้จะเดินมากระชากแขนผู้เป็นพระสนมเสียเต็มแรง จึงทำให้หลี่ซื่อซินแปลกใจไม่น้อยที่คนตรงหน้าจะมีแรงมหาศาลขนาดกระชากเขาให้เซถลาตามได้เช่นนี้
“ฝ่าบาท! ทรงปล่อยกระหม่อมเดี๋ยวนี้นะ!”
“ทำไมท่านดื้อรั้นเยี่ยงนี้พระสนม”
“กระหม่อมนี่น่ะหรือดื้อรั้น คนนั้นมันควรจะเป็นฝ่าบาทเสียมากกว่า”
“เราง่วงแล้ว”
“…” ทำไมฝ่าบาททรงเปลี่ยนเรื่องได้เร็วเช่นนี้
ไม่ว่าเปล่าฮ่องเต้เว่ยหรู่อี้ก็ลากแม่ทัพใหญ่หลี่ซื่อซินไปด้วย นี่มันจะเอาแต่ใจมากเกินไปแล้วนะ!
“เราสั่งให้ท่านนอนได้แล้วพระสนมหลี่” ว่าแล้วกดไหล่อีกคนลงบนเตียงกว้าง
“….”
“เราง่วงแล้วนอนเถอะนะพระสนมแล้วรุ่งขึ้นท่านจะทำสิ่งใดก็ตามใจแต่ท่านเถิด” ว่าแล้วก็แทรกพระวรกายลงไปนอนข้าง ๆ อีกฝ่าย
หลี่ซื่อซินได้ยินเสียงของลมหายใจที่สม่ำเสมอของฮ่องเต้ทำให้รู้ว่าอีกคนคงจะอยากนอนแล้วจริง ๆ อย่างที่ปากว่า เขาจึงเห็นว่าไม่มีเหตุอันใดที่ตนจะต้องโวยวายอีก ฝ่าบาทคงจะเหนื่อยจากการทรงงานแล้วยังต้องมาทะเลาะกับเขาอีก
...หรือว่านี่เขาจะทำเกินกว่าเหตุกันนะ
หลี่ซื่อซินตื่นแต่เช้ามาร่ายรำกระบี่กระบอง เหล่านางกำนัลเมื่อเห็นเช่นนั้นต่างพากันมองความงดงามในท่าร่ายรำกันอย่างชื่นชม บุญตาของพวกนางยิ่งนักที่ได้เห็นแม่ทัพไร้พ่ายในท่วงท่าที่งดงามเช่นนี้
หลี่ซื่อซินฝึกดาบอยู่อย่างไม่สนใจสิ่งรอบข้าง จนเขาไม่ทันระวังเลยสะบัดดาบเกือบจะโดนพระศอของฮ่องเต้เพียงไม่กี่คืบเท่านั้น ไม่ทันไรแม่ทัพเลือดก็คิดจะปลงพระชนม์ฮ่องเต้เสียแล้วหรือ
“ฝ่าบาท กระหม่อมขอพระราชทานอภัย” หลี่ซื่อซินร้อนรนเกรงจะโดนพระราชอาญาโทษฐานที่ทำให้ฮ่องเต้เกือบบาดเจ็บ
“เอาเถิดเรารู้ว่าท่านไม่ได้ตั้งใจพระสนม”
“พระอาญามิพ้นเกล้า”
“ลุกขึ้นเถิดพระสนม เราไม่ได้โกรธเคืองท่าน”
“ขอบพระทัยฝ่าบาท”
“เมื่อคืนท่านยังปากดีเถียงเราอยู่เลย แล้วไยวันนี้กลับกลัวโดนลงอาญาเล่า” คนงามเอ่ยถามท่าทีไม่จริงจังมากนักแต่คนที่ได้ยินมันนี่สิกลับรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ อย่างไรชอบกล
“เอาเถิดพระสนม เราแค่จะมาบอกท่านว่าเมื่อคืนเราหลับสบายมากหวังว่าท่านจะเช่นกัน” ฮ่องเต้เว่ยหรู้อี้ตรัสแล้วจึงแย้มพระสรวลออกมาน้อย ๆ ก่อนที่จะโน้มใบหน้าไปหาพระสนมของตน
การกระทำนี้ทำให้ข้าเหล่าราชบริพารที่ได้พบเห็นต่างพากันหน้าแดงไปตาม ๆ กัน ช่างเหมาะสมยิ่งนัก! แล้วมีหรือแบบนี้พระสนมจะทนความงามไร้ที่ติของฮ่องเต้ไหว พวกเขาขอเอาหัวเป็นประกันว่าไม่มีทางเป็นแน่
“ดูหน้าท่านสิพระสนม หน้าท่านแดงนะหรืออากาศที่นี่ร้อนเกินไป”
หลี่ซื่อซินได้แต่คิดในใจว่าอีกฝ่ายต้องการแกล้งให้เขาอับอายซึ่งมันก็ได้ผล แต่มีหรือคนอย่างแม่ทัพไร้พ่ายจะยอมแพ้
หึ! เจ้าฝ่าบาทหน้าเต่า!
ณ ตำหนักหลังงามในวังหลังบุรุษรูปงามผู้หนึ่งที่มีกลิ่นกายของโอรสสวรรค์กำลังนั่งจิบน้ำชาอย่างสบายอารมณ์โดยมีเหล่าดรุณีน้อยคอยพัดวีไม่ห่าง ยามบ่ายวันนี้อากาศสดใสเหมาะแก่การชมนกชมไม้อย่างยิ่ง ผู้ที่ได้ชื่อว่าฮ่องเต้จึงใช้โอกาสนี้อยู่ชมนกกับพระสนมคู่พระทัย แต่ดูเหมือนว่าอีกคนจะไม่ได้อยากจะชมนกเลยสักนิด พยัคฆ์ร้ายหลี่ซื่อซินมองอีกคนด้วยสายตาเยือกเย็นสองมือกอดเข้าหากันแน่น
“พระสนมท่านเป็นอะไรไปหรือว่าโมโหหิว จริงสิกงกงเจ้าไปยกเครื่องเสวยมา”
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” เมื่อได้ยินคำสั่งจากผู้เป็นเจ้านายปี้หลันจึงสั่งให้นางกำนัลน้อยไปยกเครื่องเสวยมาโดยไว
“ฝ่าบาทพระองค์ต้องการอะไรกันแน่ หรือต้องการจะยั่วโทสะกระหม่อม”
“ไยท่านคิดเช่นนั้น มาเถอะสนมรักเรามากินข้าวกันดีกว่า” ไม่ว่าเปล่ายังตักไก่ผัดขิงของโปรดของตนให้อีกฝ่าย หวังว่าพระสนมหลี่จะชอบมันเหมือนเขานะ
“ฝ่าบาทนี่พระองค์…” ยังไม่ทันที่หลี่ซื่อซินจะพูดจบเขาก็โดนอีกคนยัดไก่ชิ้นโตเข้ามาในปาก
“กินเยอะ ๆ พระสนม ท่านจะได้แข็งแรงมีลูกให้เราได้”
เอ๊ะเดี๋ยวนะ...เขาเป็นบุรุษจะมีลูกได้อย่างไรกัน! เจ้าฮ่องเต้หน้าเต่านี้มันชักจะหยามเกียรติเขาเกินไปแล้วนะ
“ฝ่าบาทพระองค์พูดอันใดกระหม่อมเป็นบุรุษจะมีบุตรได้เช่นไร” เมื่อเคี้ยวไก่ที่โดนเข้าปากยังไม่ทันตั้งตัวเสร็จ หลี่ซื่อซินก็แย้งขึ้นในทันที
“ทำไมจะไม่ได้พวกเรายังไม่ได้ลองเลย คืนนี้เป็นอย่างไรพระสนม” คำตอบของฮ่องเต้เว่ยหรู่อี้ทำให้หลี่ซื่อซินโกรธจนควันออกหูอยากจะเอากระบี่ฟันคอเจ้าฝ่าบาทหน้าเต่านี้ให้ขาดสะบั้น
เล่ากันว่าแม่ทัพไร้พ่ายเป็นคนอารมณ์ร้าย ดุดัน ฉุนเฉียว นิสัยก้าวร้าว แต่พอยามศึกก็วางแผนรัดกุม สุขุมรอบคอบ ตีข้าศึกพ่ายเหมือนจับวาง แต่ดูเหมือนฝ่าบาทจะไปแหย่รังแตนเข้าเสียแล้ว
เพล้ง! เสียงแจกันใบใหญ่กระทบลงพื้นแตกละเอียด ในเมื่อทำอะไรคนตรงหน้าไม่ได้เขาก็ขอระบายกับข้าวของแล้วกัน
“กงกงขอรับพระสนมหลี่ปาแจกันแตกขอรับ” หนึ่งในขันทีน้อยพูดขึ้น
“ข้าเห็นแล้ว” ปี้หลันกงกงตอบรับมือก็ทุบหน้าอกตัวเองที่หัวใจเต้นระรัวไปด้วย เห็นทีข่าวลือคงจะจริง
สวรรค์หนอสวรรค์ เหตุใดจึงเอาพยัคฆ์ร้ายมาเคียงคู่มังกรกัน
“พระสนมนี่ท่านอยากมีลูกกับเราอย่างนั้นเชียว” พูดแล้วก็คีบเนื้อปลาเข้าปากไปด้วยอย่างไม่ทุกข์ร้อนใด ๆ
ฝ่าบาทพระองค์อย่าสุมไฟเพิ่มสิพ่ะย่ะค่ะ ปี้หลันอยากจะตะโกนออกไปดัง ๆ
