บทที่ 13 อย่าได้กังวล
“ลั่วอี้ข้าทำอาหารเอาไว้ให้ท่านแล้วรวมไปถึงยาสำหรับลั่วซาน ท่านช่วยป้อนลั่วซานแทนข้าด้วย แล้วก็นี่” เยว่ฉียื่นขวดหยกให้สามี ในนี้บรรจุน้ำแห่งชีวิตผสมเจือจางเอาไว้
ตอนแรกนางตัดสินใจจะผสมเข้ากับน้ำที่ใช้ในการทำอาหาร แต่คิดไปคิดมาอาจจะเห็นผลไม่ดีเท่าที่ควร จึงได้ผสมเจือจางในปริมาณหนึ่งชามเล็กต่อน้ำแห่งชีวิตหนึ่งหยดแล้วบรรจุใส่ขวดให้ทานด้วย
“ต่อจากนี้ท่านต้องดื่มวันละขวด ข้าจะเตรียมให้ท่านทุกเช้า” หานลั่วอี้มองขวดหยก ยื่นมือออกไปจับมาถือไว้ในมือ ก้มมองอย่างสงสัย
“ท่านเชื่อใจข้าหรือไม่?” นางรู้ว่าเขาสงสัยแต่ก็ยังไม่พร้อมจะบอกความจริงตอนนี้ หวังเพียงว่าเขาจะเชื่อใจนางและไม่เอ่ยถามสิ่งใด หานลั่วอี้เงยหน้ามองภรรยา มองนัยน์ตาดอกท้อที่สะท้อนความจริงใจออกมา
ถึงจะยังสงสัยว่าสิ่งใดกันที่ถูกบรรจุอยู่ในขวดหยก ทว่าเพราะดวงตาที่มองมาและความกังวลบนใบหน้าช่วยให้เขาคลายความสงสัยลงไปหลายส่วน ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอยากจะลองเสี่ยงดู
ลองเสี่ยงดูว่านางจะทำร้ายเขาหรือไม่
“ข้าเชื่อใจเจ้า” น้ำเสียงตอบกลับช่างหนักแน่นในความรู้สึก เยว่ฉีย่อตัวลงตรงหน้าชายหนุ่ม วางมือลงบนหลังมือเขา จ้องหน้าเขม็ง
“ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง” แม้จะไม่รู้ว่าประโยคดังกล่าวหมายถึงสิ่งใด ถึงกระนั้นใบหน้าหานลั่วอี้ก็พยักขึ้นลง มุมปากหยักโค้งขึ้นยากจะสังเกตเห็น
“เช่นนั้นข้าไปก่อน อย่าลืมป้อนยาลั่วซาน” กล่าวย้ำอีกครั้ง
หานลั่วอี้พยักหน้า “ระวังอันตรายด้วย”
“ข้าจะระวัง”
เยว่ฉีออกไปแล้ว หานลั่วอี้มองตามจนแผ่นหลังลับตาไป ก่อนจะถอนสายตากลับมามองของในมือ เปิดจุกออก กลิ่นหอมบริสุทธิ์กำจายออกมาจากปากขวดให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาสูดดมอีกครั้ง หัวคิ้วพลันขมวดเข้าหากัน ของเหลวที่บรรจุอยู่ด้านในคล้ายสัมผัสได้ถึงพลังชีวิต ร่างกายก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ในตอนที่ตัดสินใจดื่มลงไป ยามของเหลวไหลลงสู่ลำคอกระจายไปทั่วร่างกายแล้วนั้น เขาพลันสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ถูกแช่แข็งมาอย่างยาวนานถูกกระตุ้น
เส้นลมปราณซึ่งเคยเสียหายกำลังถูกซ่อมแซม พลังสายหนึ่งแผ่ขยายไปทั่วเส้นประสาท แม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ก็สัมผัสได้ ตอนนี้เขารู้สึกได้ถึงหยดน้ำบางเบากำลังเข้าไปเติมเต็มสายน้ำแห้งคอดให้ชุ่มฉ่ำขึ้นมา
ร่างกายพลันอบอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด
หลังสัมผัสความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ความประหลาดใจพลันปรากฏขึ้นในดวงตา หานลั่วอี้ก้มลงมองขวดหยกในมือเขม็ง
เจ้าสิ่งนี้คือของดี แม้จะไม่รู้ว่าคืออะไรกันแน่ แต่ทว่ากลับเป็นสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดตอนนี้ ไม่รู้ว่าเยว่ฉีไปได้น้ำวิเศษเช่นนี้มาได้ยังไง
“หรือว่าจะเกี่ยวกับการหายตัวไปเมื่อวาน?” บุรุษหนุ่มได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ ในเมื่อเจ้าสิ่งนี้ไม่ใช่ของอันตรายแถมนางยังหยิบยื่นมาให้ด้วยความเต็มใจ เช่นนั้นเขาก็จะไม่ซักถาม เชื่อมั่นในตัวนางและรอคอยวันที่เยว่ฉีพร้อมจะบอกทุกเรื่องให้เขาได้รู้
และเพราะของเหลวในขวดนี้ทำให้หานลั่วอี้ปลดระวางความกังวลระคนหวาดระแวงที่ว่า เยว่ฉี อาจจะเป็นคนของสตรีผู้นั้นลงไปหลายส่วน ความเชื่อมั่นและไว้ใจที่มีให้เพิ่มพูนขึ้นเท่าตัว จากแต่เดิมที่มีอยู่มากให้มากขึ้นไปอีก
สตรีผู้นั้นไม่มีทางหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เขา นางผู้หวังให้เขาพินาศมากที่สุดมีหรือจะมอบโอกาสในการฟื้นคืนให้เขา
...
ระหว่างที่ความจริงใจต่อเยว่ฉีของหานลั่วอี้กำลังเพิ่มพูน หญิงสาวก็กำลังยืนพิงกำแพงรอเพื่อนบ้าน
ไม่นานคนทั้งคู่ก็แบกตะกร้าเดินมาหา บนหลังเยว่ฉีมีตะกร้าแบกหลังใบน้อยอยู่หนึ่งใบ ซึ่งได้มาจากครอบครัวเฟิงให้หยิบยืม
ของที่ได้มาจากบ้านเดิมส่วนมากมีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุด ของสำหรับทำครัวหรือใช้งานในชีวิตประจำวันล้วนไม่มี ยังดีที่บ้านหลังใหม่ยังพอมีของที่ใช้ได้อยู่บ้าง หากต้องซื้อของใหม่ทั้งหมดเกรงว่าเงินหนึ่งตำลึงของพวกเขาคงหมดภายในไม่กี่วัน
“พี่หลัว พี่เฟิงพวกท่านมาแล้ว!!” เสียงทักทายสดใสของเด็กสาวตัวน้อยเรียกรอยยิ้มจากคนอายุมากกว่าทั้งสอง พอได้ทำความรู้จักทำให้ได้รู้ว่าเด็กคนนี้เต็มไปด้วยความสดใสร่าเริงเป็นกันเอง ไม่มีมาดความหยิ่งผยองเลยแม้แต่น้อย
ทั้งสองคนไม่ได้โง่ที่จะมองไม่ออกว่าเพื่อนบ้านที่พึ่งย้ายเข้ามาใหม่ ก่อนจะมาอยู่อาศัยที่หมู่บ้านชวีซานจะต้องเป็นคนมีฐานะไม่น้อย ดูได้จากเสื้อผ้าที่ทั้งคู่สวมใส่ รวมไปถึงท่าทางการวางตัวของหานลั่วอี้ ล้วนแล้วแต่ดูสูงส่งสง่างาม แม้ร่างกายเขาจะไม่สมบูรณ์แต่ก็ไม่สามารถกลบความสูงส่งรอบกายได้
ในเมื่อหานลั่วอี้เป็นคนมีฐานะเช่นนั้นภรรยาของเขาก็คงไม่ต่างกัน ทว่าเด็กสาวตัวน้อยคนนี้กับเป็นกันเอง พูดจาเก่ง ยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ
“น้องเยว่เคยขึ้นเขามาก่อนหรือไม่”
คนถูกถามยิ้มแหย ๆ ยกมือขึ้นเกาท้ายทอย
“ขอบอกอย่างไม่ปิดบัง ข้าไม่เคยขึ้นเขาเลยสักครั้ง”
“เช่นนั้นคงต้องพยายามแล้ว แม้ภูเขาบริเวณหมู่บ้านจะไม่สูงชันมากนัก แต่ก็ไม่ง่ายสำหรับมือใหม่”
“พี่หลัววางใจได้ ถึงข้าจะไม่เคยขึ้นเขาแต่ก็ไม่ใช่คนหนักไม่เอาเบาไม่สู้” น้ำเสียงมั่นใจของเด็กสาวยังคงทำให้ทั้งสองคนเอ็นดู
จากนั้นคนทั้งสามก็เดินไปพูดคุยกันไปตลอดทาง ใบหน้าประดับรอยยิ้มอยู่ตลอด จนกระทั่งเกือบจะเดินออกนอกเขตของหมู่บ้านก็มีหญิงชราท่าทางใจดีคนหนึ่งเอ่ยทักทาย
