บทที่ 15 แค่คิดก็ขนลุก
“พี่หลัว พี่เฟิงต้องเดินขึ้นเขาไปอีกไกลหรือไม่ถึงจะพบจุดสำหรับหาพืชวิญญาณ” เดินขึ้นเขามาสองเค่อแล้วทว่าแม้แต่พืชวิญญาณสักตนยังไม่พบ
นางเหนื่อยหอบได้แต่หายใจออกมาเสียงดัง อ้าปากพังพาบ ยกมือขึ้นเช็ดหน้าผาก
ทั้งสองคนมองมายังคนไม่เคยขึ้นเขา ทั้งที่เหนื่อยมากแต่กลับไม่บ่นออกมาสักคำเอาแต่ถามเป็นระยะว่าถึงจุดเก็บพืชวิญญาณหรือยัง
ความกระตือรือร้นเช่นนี้ทำคนใจอ่อนได้ไม่ยาก
“อีกไม่ไกล” หลัวหรูตอบ
“พี่หลัวข้าเชื่อพี่” เยว่ฉีสูดหายใจเข้าลึก ๆ อีกครั้ง ตั้งหน้าตั้งตาเดินตามหลังคนทั้งสองไปเรื่อย ๆ ผ่านมาอีกครึ่งเค่อในที่สุดทางลาดชัน ต้นไม้รกชัฏ และพุ่มไม้เขียวขจี ก็เปลี่ยนเป็นทางราบเรียบ พื้นทุกส่วนเสมอกัน ถึงจะยังมีต้นไม้สูงใหญ่ ต้นหญ้า พุ่มไม้เหมือนเดิม แต่ก็ไม่ลาดชันจนเข่าสั่นเหมือนเมื่อสักครู่
“พี่หลัวถึงแล้วใช่หรือไม่?”
“ใช่ เจ้ารู้จักพืชวิญญาณหรือไม่” หลัวหรูถามกลับ เด็กสาวผู้นี้ยังมิเคยขึ้นเขานางจึงไม่ทราบแน่ชัดว่ารู้จักพืชวิญญาณมากน้อยแค่ไหน หากไม่รู้นางจะได้บอกกล่าวได้ถูกต้อง
“พี่หลัววางใจเมื่อคืนข้าได้ศึกษาชนิดพืชวิญญาณมาบ้างแล้ว พอมีความรู้อยู่บ้าง”
“เจ้ามีหนังสือ!?” ความประหลาดใจในดวงตาของคนทั้งสอง ทำเยว่ฉีสับสน
คงมิใช่ว่าหนังสือเป็นสิ่งสูงส่งใช่ไหม? เพราะในความทรงจำของร่างเดิมไม่มีเรื่องนี้อยู่เลย เยว่ฉีจึงไม่ทราบมาก่อน ปฏิกิริยาตอบกลับของทั้งคู่ทำให้เยว่ฉีกังวลใจ ก้าวถอยหลังสองสามก้าวมองครอบครัวเฟิงอย่างเป็นกังวล
เห็นท่าทางระแวดระวังของเด็กสาว ทั้งสองคนจึงพรูลมหายใจออกมา
หลัวหรูเป็นคนแรกที่ก้าวเดินขึ้นมาพร้อมเอ่ยเสียงอ่อน
“เยว่ฉี หนังสือไม่ได้เป็นสิ่งสูงส่งหายาก ผู้คนทั่วไปสามารถครอบครองได้ ทว่ามีหนังสืออยู่ประเภทหนึ่งที่ใช่ว่ามีเงินแล้วจะซื้อได้”
“...” เยว่ฉีกลืนน้ำลายลงคอ มองหลัวหรูเขม็ง นางเกร็งจนจะหายใจไม่ออกอยู่แล้ว
“หนังสือซึ่งบันทึกข้อมูลของพืชวิญญาณล้วนมีค่า ทั้งยังพบเจอได้ยาก การที่เจ้าบอกว่ามีหนังสือประเภทนี้อยู่ในมือนั้นเป็นเรื่องอันตรายมาก ต่อไปอย่าได้บอกกล่าวเรื่องนี้กับผู้ใด”
เยว่ฉีฟังน้ำเสียงจริงจังของนางก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับพัลวัน ปากก็เอ่ยคำว่า เข้าใจแล้ว ซ้ำ ๆ หลายครั้ง
“ยังดีที่บริเวณนี้ไม่มีผู้ใด ไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดเรื่องไม่ดีต่อเจ้าและครอบครัวของเจ้า” เยว่ฉีหวาดกลัวขึ้นมาแล้วจริง ๆ
ก็แค่หนังสือเล่มหนึ่งที่ผู้อาวุโสหมิงโยนส่ง ๆ มาให้นาง กับมีค่ามากถึงขั้นจะเอาชีวิตกันเลย โลกนี้ชั่งอยู่ยากเสียจริง คราวหลังนางต้องระวังให้มากกว่านี้เสียแล้ว และต้องถามสิ่งที่ควรพึงระวังกับหานลั่วอี้เอาไว้ด้วย
ความรู้เกี่ยวกับโลกนี้ของนางยังน้อยเกินไป เกิดทำอะไรไม่ระวังขึ้นมามีหวัง....
แค่คิดก็ขนลุกแล้ว !!!
มิน่าเล่าผู้อาวุโสท่านนั้นถึงได้บอกนางว่าห้ามมิให้ใครรู้เรื่องมิติ ขนาดหนังสือเล่มเดียวยังอันตรายถึงเพียงนี้ หากมีใครรู้เรื่องมิติ...
เยว่ฉีส่ายหัวสลัดความคิดน่ากลัวทิ้ง เอ่ยขอบคุณคนทั้งสอง พร้อมเอ่ยถามในสิ่งที่สงสัย
“พี่หลัวในเมื่อหนังสือเกี่ยวกับพืชวิญญาณนั่นมีค่า แล้วเหตุใดท่านถึงรู้จักชนิดของพืชวิญญาณได้”
“พืชวิญญาณธรรมดาทุกคนล้วนรู้จัก เรียกได้ว่าเป็นความรู้ซึ่งตกทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่หนังสือที่รวบรวมชนิดพืชวิญญาณเอาไว้นั้นแตกต่าง เพราะจะบันทึกพืชวิญญาณชนิดต่าง ๆ ตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงระดับสูง รวมไปถึงพืชวิญญาณหายากซึ่งคนทั่วไปไม่รู้...”
จากนั้นหลัวหรูก็อธิบายถึงความสำคัญของพืชวิญญาณให้นางฟัง พืชวิญญาณแบ่งออกเป็นสิบสามระดับ คือพืชวิญญาณระดับหนึ่งถึงระดับเก้า สูงกว่าระดับเก้าขึ้นไปเรียกระดับเทวะ ระดับเซียน ระดับเทพ และสุดท้ายคือพืชวิญญาณระดับตำนาน ยิ่งพบเจอพืชวิญญาณระดับสูงมาเท่าใด ค่าตอบแทนจะยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น
ประชาชนคนธรรมดาส่วนมากจะรู้จักเพียงพืชวิญญาณระดับต่ำ มีเพียงส่วนน้อยถึงจะรู้จักพืชวิญญาณระดับสูง ส่วนตระกูลมีฐานะน้อยตระกูลนักที่จะไม่รู้จักชนิดของพืชวิญญาณ
พืชวิญญาณมีความสำคัญมากต่อการหลอมโอสถ โอสถเหล่านี้เกิดขึ้นจากนักหลอมโอสถซึ่งมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับผู้ฝึกปราณ
โอสถที่นักหลอมโอสถหลอมขึ้นมามักจะมีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างกันไปตามระดับและชนิดของพืชวิญญาณหลักที่ใช้ในการหลอม ตัวอย่างเช่น โอสถฟื้นฟูลมปราณ โอสถรักษา โอสถคืนชีวิต ซึ่งช่วยให้ผู้ฝึกปราณต่อชีวิตตนเองต่อไปได้ยามตกอยู่ในวิกฤตยากจะแก้ไข นอกจากที่กล่าวมาโอสถยังมีคุณสมบัติพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย
พูดมาถึงตรงนี้ เยว่ฉีพลันเข้าใจความสำคัญของพืชวิญญาณมากขึ้น พอนึกไปว่าในมิติมีสวนพืชวิญญาณมากมายขนาดนั้นเยว่ฉีก็อดจะกลืนน้ำลายลงคอไม่ได้
หากเอาออกมาขายไม่รู้ว่าจะได้เงินมากน้อยเท่าใด
“ขอบคุณพี่หลัวที่บอกกล่าว ต่อไปข้าจะระวังให้มาก”
“ดีแล้ว เช่นนั้นก็แยกย้ายกันหาเถิด อย่าไปไกลนักละ”
“ข้าเข้าใจแล้ว” แล้วทั้งสามคนก็แยกย้ายกันค้นหาพืชวิญญาณ แต่ละคนยืนอยู่ไม่ห่างไกลกันมาพอให้เรียกชื่อแล้วสามารถได้ยิน
