บทที่ 18 สะดุดก้อนหิน
“พี่หลัวข้าอ่านเจอมาว่า ดอกแต้มสีชาดคู่เป็นพืชวิญญาณระดับสาม หาใช่พืชวิญญาณระดับสูงแล้วเหตุใดพี่ถึงได้บอกว่าข้าพบโชควาสนา”
“แม้จะไม่ใช่พืชวิญญาณระดับสูง ทว่าก็สูงกว่าพืชวิญญาณระดับหนึ่งและสอง ดอกแต้มสีชาดคู่ที่เป็นพืชวิญญาณระดับสามมีความพิเศษอยู่อย่างหนี่ง คือเป็นหนึ่งในพืชวิญญาณที่ใช้ในการหลอมโอสถทะลวงระดับ ผู้ฝึกปราณที่ติดอยู่ขั้นสองไม่อาจขึ้นไปขั้นสามได้มักใช้โอสถทะลวงระดับเข้าช่วย ตอนนี้เจ้าเข้าใจในสิ่งที่ข้าจะสื่อหรือไม่?”
เยว่ฉีพยักหน้าเข้าใจ ต้องบอกให้ทราบเอาไว้ก่อนว่าผู้ฝึกปราณแต่ละคนใช่ว่าใช้ความพยายามเพียงอย่างเดียวแล้วจะสามารถฝึกฝนจนเก่งกาจกันทุกคน นอกจากคนที่มีทรัพย์สมบัติมหาศาลแล้วต้องเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในระดับไม่แย่ เพราะทรัพยากรที่ใช้ในการฝึกปราณนั้นราคาไม่ถูก
อีกทั้งในดินแดนเฟยฮ่าวฐานะของผู้ฝึกปราณระดับสามไม่ถือว่าแย่ เรียกได้ว่าดีกว่าผู้ฝึกปราณระดับหนึ่งและสองซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป อีกทั้งผู้ฝึกปราณระดับสามยังมีจำนวนน้อยกว่าสองระดับแรกถึงห้าส่วน และหากผ่านระดับสามขึ้นไประดับสี่ก็เรียกได้ว่าเก่งกาจมีหน้ามีตา ส่วนระดับห้าขึ้นไปหากไม่ใช่คนในตระกูลใหญ่ก็มักจะถูกครอบครัวมีฐานะซื้อตัวไปในราคาสูง หรือไม่ก็ตั้งกลุ่มเป็นของตนเอง
ทว่าถึงแม้ระดับสามจะพูดออกไปได้ว่าไม่แย่ แต่เมื่อเทียบกับตระกูลใหญ่แล้วผู้ฝึกปราณที่ไม่สามารถก้าวข้ามขั้นสามขึ้นไปได้ไม่มีค่าให้พวกเขาชายตามอง
ดินแดนเฟยฮ่าว มีผู้ฝึกปราณที่เก่งกาจที่สุดอยู่ที่ฝึกปราณขั้นเก้า ไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการพัฒนาตนเองให้เก่งกาจไปมากกว่านี้ ทว่าด้วยทรัพยากรที่มีจำกัดทำให้ความเร็วในการฝึกปราณช้าลง
ยิ่งระดับสูงความต้องการในทรัพยากรจะยิ่งมากขึ้นและยังหมายถึงเงินที่ต้องใช้จ่ายออกไป
หากต้องการไปให้สูงกว่าต้องเดินทางไปยังดินแดนที่สูงกว่า ทว่าจะสามารถผ่านเข้าไปได้หรือไม่ ก็ต้องดูที่ความสามารถของคนคนนั้น
ที่เยว่ฉีไม่ทราบเพราะในหนังสือที่ผู้อาวุโสให้มามีเพียงภาพและคำอธิบายลักษณะ รวมไปถึงระดับของพืชวิญญาณ ไม่ได้กล่าวถึงการนำไปใช้
สองสามีภรรยามึนงงอยู่บ้างว่าเหตุใดเยว่ฉีถึงได้ไม่มีความรู้เกี่ยวกับพืชวิญญาณมากถึงเพียงนี้ แต่ไม่นานก็สลัดความคิดนั้นไป โลกนี้ช่างกว้างใหญ่นักบางทีคนบางคนก็ใช่จะต้องรู้ไปเสียทุกเรื่อง
“พี่หลัวพืชวิญญาณต้นนี้ขายได้เท่าใด”
“ราคาเริ่มต้นอยู่ที่สองตำลึงสูงสุดที่สี่ตำลึงขึ้นอยู่กับคุณภาพว่าสูงหรือต่ำ”
สี่ตำลึง !!!นางสามารถหาเงินได้ถึงสี่ตำลึงในเวลาเพียงสองเค่อ
ไม่มีสิ่งใดดีไปกว่านี้อีกแล้ว
“พี่หลัวพวกท่านหาพืชวิญญาณได้หรือไม่” ทั้งสองมองหน้ากันก่อนจะส่ายหน้า
“โชคร้ายที่ข้ากับพี่เฟิงไม่พบพืชวิญญาณ”
“เช่นนั้นข้าให้พวกท่านต้นหนึ่ง” ไม่ว่าเปล่าเยว่ฉีรีบประคองพืชวิญญาณขึ้นมายื่นให้หลัวหรู
“จะได้อย่างไร!!พืชวิญญาณเป็นเจ้าหามาได้จะเอามาให้ข้าง่าย ๆ ได้เช่นไร” ต้องบอกก่อนว่าเงินสองตำลึงสำหรับครอบครัวชนบทถือว่าเป็นเงินไม่น้อย เพียงพอให้พวกเขาใช้จ่ายได้นานสองเดือน แต่เมื่อเทียบกับผู้ฝึกปราณเหล่านั้น เงินสองตำลึงเพียงพอให้ซื้อโอสถระดับหนึ่งเพียงเม็ดเดียว
ส่วนโอสถระดับสามไม่ต้องพูดถึงแค่ราคาเริ่มต้นก็อยู่ที่สี่ตำลึงไปจนถึงสิบตำลึงต่อโอสถหนึ่งเม็ด
“พี่หลัวท่านรับไปเถิด ถือว่าเป็นน้ำใจของข้า พวกท่านอุตส่าห์เข้ามาทักทายทั้งยังช่วยเหลือสอนสั่งข้าหลายเรื่อง ให้ข้าได้ตอบแทนบ้าง” หลัวหรูมีสีหน้าลำบากใจ หันไปมองสามีก็เห็นว่าเขาก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน
ทั้งหลัวหรูและเฟิงซิ่วหาใช่คนชอบฉวยโอกาส ทั้งสองคนใช้ชีวิตอยู่ในหลักการที่ว่า พวกท่านไม่ข่มเหงข้า ข้าไม่ข่มเหงพวกท่าน และจะไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
“หากพวกท่านไม่รับเช่นนั้นข้าจะโยนทิ้ง” คำขู่ของเด็กสาวหาได้ทำให้ทั้งสองไม่พอใจ กลับกันคำขู่ไม่จริงเช่นนี้กลับสามารถเรียกความเอ็นดูได้อีกหลายส่วน
หลังโต้เถียงกันไปมาหลายประโยคหลัวหรูก็ต้องยอมอ่อนข้อให้กับความดื้อรั้นของเยว่ฉี ยอมรับมาอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งยังบอกกล่าวว่า คราวหลังหากครอบครัวนางมอบสิ่งใดให้เยว่ฉีก็ห้ามปฏิเสธ
เพื่อความสนิทสนมเพิ่มมากขึ้นเยว่ฉีจึงตอบตกลง หากทั้งสองคนทำดีกับนาง นางก็จะทำดีต่อทั้งคู่เช่นเดียวกัน
ถือว่าช่วยเหลือกันและกัน
เมื่อเวลาล่วงเลยไปนานจนถึงยามอู่ (11.00 – 13.00 น.) ทั้งสามคนก็หารือกันและตกลงว่าจะลงจากเขา ผลประกอบการวันนี้เรียกได้ว่าดีไม่น้อย ปกติแล้วครอบครัวเฟิงมักจะพบเพียงพืชวิญญาณระดับหนึ่งที่ขายได้ราคาไม่ถึงหนึ่งตำลึงเพราะคุณภาพต่ำ น้อยครั้งจะพบพืชวิญญาณระดับสอง ส่วนระดับสามไม่ต้องพูดถึง ทั้งคู่ไม่เคยแม้แต่จะได้เห็นหน้าคร่าตา ทว่าวันนี้หญิงสาวผู้ไม่เคยขึ้นเขามาก่อนกลับโชคดีพบเจอพืชวิญญาณระดับสาม
หากไม่บอกว่าดีแล้วจะเรียกว่าอะไร
ทั้งสามคนยังคงพูดคุยกันสนุกสนาน ระหว่างเดินลงจากเขาหลัวหรูตัดสินใจเล่าถึงอันตรายบนภูเขาให้เยว่ฉีฟัง เพราะพอจะรู้แล้วว่าความรู้เกี่ยวกับอันตรายบนภูเขาของเด็กสาวมีน้อยมาก
หลังเยว่ฉีได้ฟังสิ่งที่หลัวหรูกล่าวก็อดรู้สึกสั่นสะท้านไม่ได้ โชคดีที่นางไม่พบเจออันตรายใด ๆ
บางทีที่นางเดินลึกเข้าไปในป่าแล้วยังไม่พบเจออันตราย ผู้อาวุโสหมิงอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่ก็เป็นเพราะความโชคดีของนางเอง
แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดเยว่ฉีก็โล่งใจที่ไม่พบเจอ
ในระหว่างที่ทั้งสามคนพูดคุยกันอยู่นั้น เยว่ฉีพลันสะดุดอะไรบางอย่างหน้าทิ่ม ยังดีที่เฟิงซิ่วซึ่งเป็นผู้ฝึกปราณขั้นสองยื่นมือออกมาช่วยเอาไว้ได้ทัน ทำให้หน้าหญิงสาวไม่ต้องล้มลงไปแนบกับพื้น
“ขอบคุณพี่เฟิงมาก” เฟิงซิ่วพยักหน้าปล่อยมือนางทันที ส่วนหลัวหรูที่ยืนอยู่ข้างกันรีบเอ่ยถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง
“น้องเยว่เป็นอันใดมากหรือไม่ บาดเจ็บที่ใดบ้าง”
เยว่ฉีพูดกลั้วหัวเราะ “พี่หลัวข้าไม่เป็นอะไร ต้องขอบคุณพี่เฟิงมิเช่นนั้นหน้าข้าคงลงไปจูบกับพื้นแล้ว”
เสียงพูดกลั้วหัวเราะช่วยคลายความเป็นห่วงของนาง
“ไม่เป็นอันใดก็ดีแล้วคราวหลังก็เดินให้ระวัง”
“ขอบคุณพี่หลัวที่เป็นห่วง” เยว่ฉีกล่าวขอบคุณก่อนจะก้มลงไปหยิบก้อนหินขึ้นมาถือ ตอนที่ขาสัมผัสก้อนหินนางคล้ายสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เป็นอาการคล้ายกับถูกบางสิ่งดึงดูดให้เข้าใกล้ อดไม่ได้จนต้องหยิบขึ้นมาสัมผัสดูอีกครั้ง
จังหวะที่ก้อนหินเข้าสู่อ้อมกอด ประกายอบอุ่นพลันกระจายไปทั่วทั้งร่าง เยว่ฉีก้มหน้ามองขมวดคิ้วสงสัย ก่อนจะถือหินก้อนนี้กลับบ้านไปพร้อมกัน
หลัวหรูและเฟิงซิ่วสงสัยในการกระทำ เยว่ฉีที่สังเกตเห็นจึงกล่าวอธิบาย
“พี่หลัว พี่เฟิง ข้าจะนำหินก้อนนี้ไปประดับบ้าน ในเมื่อพบเจอกันแล้วก็ถือว่าเป็นโชควาสนา” คำพูดยิ้ม ๆ ของหญิงสาวเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากคนทั้งสอง
แม้จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ทว่าก็ยังมีความคิดเช่นเด็ก ๆ
