บทที่ 3 ตอนที่ 3 พาบุรุษเข้าโรงเตี๊ยม

ตอนที่ 3 พาบุรุษเข้าโรงเตี๊ยม

“คุณหนู”

“ข้าบอกให้พวกเจ้าไปพักแล้วมิใช่หรือ แล้วเหตุใดยังอยู่อีกเล่า”

จื่อเยว่และเย่ฮัวก้มหน้าลง ถึงแม้คุณหนูจะบอกให้ไปพัก ทว่าพวกนางจะไปพักได้อย่างไร จะทิ้งให้เจ้านายนั่งเศร้าอยู่ผู้เดียว ส่วนตนเองไปนอนหลับสบาย บ่าวที่ไหนเลยจะทำแบบนั้นได้ต่อให้ไม่ได้เข้ามาในห้อง แต่ยืนเงียบ ๆ อยู่หน้าห้องก็ยังดี

และเรื่องที่เกิดในห้องเมื่อสักครู่ ทั้งสองก็ได้ยินอย่างชัดเจน รอจนกระทั่งเซียวฮูหยินและเหล่าสาวใช้อีกกลุ่มใหญ่เดินออกไปแล้ว จึงได้รีบเข้ามาหา ไม่ใช่ว่าเมื่อสักครู่ไม่อยากเข้ามา แต่เข้ามาไม่ได้ต่างหาก สาวใช้ฮูหยินจับตัวพวกนางเอาไว้!

จางจิ้งอีเห็นทั้งคู่เข้ามาก็ไม่ได้ห้ามอีก นางก้มมองอาหารบนโต๊ะ สีสันดูน่ากิน แต่นางกลับไม่มีความอยากแม้แต่คำเดียว เกินกว่าครึ่งเป็นอาหารที่นางไม่อาจกินได้ เช่นเดียวกับเป็ดอบน้ำผึ้งจานนั้น ไม่รู้เพราะเหตุใด นางจึงแพ้อาหารที่ปรุงด้วยเนื้อเป็ด หากกินเมื่อใด ก็จะแน่นหน้าอกหายใจไม่ออกเมื่อนั้น ถึงกระนั้นสหายแสนดีของนางก็ยังคงยกมันขึ้นโต๊ะ และคีบชิ้นโตให้นางอีกด้วย ช่างหวังดีเสียเหลือเกิน

“เจ้าสองคนมายกอาหารพวกนี้ออกไปแบ่งกันกินเถอะ เดี๋ยวเรียกสาวใช้ด้านนอกยกน้ำเข้ามาให้ข้าที”

“เดี๋ยวบ่าวไปยกให้เองเจ้าค่ะ”  ครั้นได้ยินคำตอบของสาวใช้ จางจิ้งอีก็ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเรียวมองไปที่หน้าประตูห้อง ไหนเลยจะมีเงาร่างของสาวใช้ แม้แต่แมลงสักตัวก็หามีไม่ ไม่รู้ว่าเป็นคำสั่งของซื่อจื่อ หรือคำสั่งของฮูหยินใหญ่กันแน่

ตามระเบียบจวนโหว นางเป็นฮูหยินน้อย พ่อบ้านจะต้องจัดเตรียมสาวใช้เอาไว้ให้ สาวใช้ขั้นหนึ่งสองคน สาวใช้ขั้นสองสามคน และสาวใช้ขั้นสามดูแลเรือนนอกอีกสี่คน แต่บัดนี้นอกจากสาวใช้ที่ตนเองพามา ก็ไม่มีผู้ใด และเชื่อว่าจากนี้ไปก็คงต้องเป็นอย่างนี้ไปตลอด

“เช่นนั้นก็ไปเถิด จื่อเยว่เจ้ามาช่วยข้าปลดเครื่องประดับเถิด”

“เจ้าค่ะ” สาวใช้ทั้งสองต่างก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตน

เย่ฮัวตามหาเตาน้ำอยู่นานมาก ความจริงจวนใหญ่ ๆ เช่นนี้ย่อมมีท่อน้ำร้อนที่ต่อเข้าถึงห้องอาบน้ำ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ห้องหอของคุณหนูนางจึงไม่มี! ครั้นเมื่อเข้าไปขอต้มน้ำที่ห้องครัว นางก็ถูกมามาผู้ดูแลเรือนครัวไล่ไม่ยอมให้ติดไฟ เย่ฮัวโวยวายอยู่นานมาก จนกระทั่งมีมามาอาวุโสเดินมาออกหน้าให้ จึงได้น้ำร้อนมาให้คุณหนู แต่กระนั้นก็ลืมถามชื่อของมามาผู้นั้นไปเสียได้

“พวกเจ้าออกไปนั่งกินข้าวกันก่อน ประเดี๋ยวเสร็จแล้วข้าจะเรียก และหากข้าออกไปยังเห็นอาหารเต็มโต๊ะข้าจะลงโทษส่งพวกเจ้ากลับจวนป๋อ”

“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ” หากไม่ขู่ออกไปเช่นนี้ ทั้งสองคงไม่ยอมกินอะไร นางไม่ได้กินแล้ว สาวใช้ก็ไม่จำเป็นต้องหิ้วท้องหิวตามไปด้วย

หลังจากเติมน้ำอุ่นในถังจนเต็ม ทั้งคู่ก็ล่าถอยออกไป จางจิ้งอีปลดอาภรณ์ออกไปจนเหลือเพียงร่างกายที่เปลือยเปล่า ขาเรียวก้าวลงไปนั่งแช่ในถัง น้ำอุ่นร้อนกำลังพอดี นางย่อตัวลงไปในน้ำจนมิดหัว ปล่อยให้สายน้ำไหลผ่านรอบตัว ชำระน้ำตาที่ตกลงในใจให้หลั่งรินออกไป เหตุใดนางจะไม่รู้เล่าว่าเซียวเจ๋อหย่วนไม่อยากแต่งกับนาง เหตุใดนางจะไม่รู้เล่า ว่าในใจเขามีผู้ใด แต่นางเลือกได้หรือ นางไม่แต่งได้หรือ  

จางจิ้งอีหวนนึกไปถึงจุดเริ่มต้นเรื่องราวทั้งหมด ที่ทำให้นางต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทั้งถูกเซียวเจ๋อหย่วนดูถูกสารพัด ทั้งถูกสตรีที่บอกว่าเป็นสหายเหยียดหยาม

...สี่เดือนก่อน ช่วงปลายฤดูฝน เช้าวันที่ท้องฟ้ารั่วไหลเต็มไปด้วยหยาดฝน จางจิ้งอีถูกมารดาใช้ให้ออกมาซื้อสมุนไพรให้กับน้องชายที่ล้มป่วยด้วยพิษไข้ ความจริงนางเองก็ไม่ได้อยากจะออกจากจวนในวันที่ฉ่ำไปด้วยน้ำฝนเช่นนี้ แต่ใครใช้ให้นางไม่เป็นที่รักของมารดาเลี้ยงเล่า ใช้ให้ทำสิ่งใดก็ต้องทำ ใช้ให้ไปไหนก็ต้องไป

บิดาของจางจิ้งอีมีนามว่า จางชิงผิง เป็นเพียงท่านป๋อว่างงานผู้หนึ่ง หลังจากที่ท่านปู่จากไป จวนป๋อก็ตกต่ำลงมาก บิดาหวังมาตลอดว่า จะจับนางเป็นอนุผู้สูงศักดิ์สักคน เพื่อจะได้กลับเข้าไปในราชสำนักเหมือนเช่นเดิม

หลังจากซื้อสมุนไพรจนครบแล้ว จางจิ้งอีก็สั่งให้สารถีบังคับม้าไปทางเส้นเลียบเมือง หลีกเลี่ยงรถม้าที่อัดแน่นกันเต็มท้องถนน ทว่าเมื่อกำลังจะเคลื่อนผ่านสะพานข้ามแม่น้ำ ก็ได้ยินสาวใช้ส่งเสียงอุทานกันเบา ๆ นางรีบแหวกผ้าม่านออกดูทันที

“เอ๊ะ...นั่นมันม้าของเซียวซื่อจื่อมิใช่เหรอ เหตุใดมันจึงยืนตากฝนอยู่ตรงนั้น” หัวใจของจางจิ้งอีกระตุกวูบ เพราะด้านล่างที่เจ้าอาชาสีดำตัวใหญ่ยืนกระสับกระส่ายส่งเสียงร้องดังลั่นนั้น เป็นแม่น้ำลั่ว! แม่น้ำที่ใช้หล่อเลี้ยงราษฎรแคว้นสือจ้าวทั้งแคว้น

“อาชาของเซียวซื่อจื่อจริงด้วย...หยุดรถ!” เสียงหวานตะโกนสั่งแข่งกับเสียงฝน สารถีไม่เคยได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้ของคุณหนูใหญ่ ก็ตกใจมือรั้งบังเหียนแน่น เจ้าม้าแก่กู่ร้องคำรามก่อนจะหยุดชะงักลง คนบนรถม้าหน้าคะมำกันเป็นแถบ

“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างจะ...เจ้าคะ” ยังไม่ทันจะได้ยื่นมือไปประคอง ก็เห็นคุณหนูใหญ่วิ่งลงจากรถม้าไปแล้ว

“จื่อเยว่ตามข้ามา”

นางวิ่งตรงไปยังเจ้าอาชาสีดำตัวใหญ่ ที่กำลังกระวนกระวายส่ายหน้าไปมา ลมหายใจจากจมูกบานพ่นออกมาปนละอองน้ำ

“เจ้านายของเจ้าไปไหนกัน” นางเอ่ยถามราวกับว่า เจ้าม้าตัวใหญ่จะฟังเข้าใจ แต่เหมือนสวรรค์เข้าข้าง เจ้าอาชาสีดำทั้งตัวดันเข้าใจเสียด้วย มันเบนหัวไปยังใต้สะพาน ที่ริมแม่น้ำมีร่างกำยำนอนคว่ำหน้า ตั้งแต่ใต้หัวเข่าจมลงไปในแม่น้ำ และลำตัวเขากำลังจะไหลออกไปตามแรงพัดของสายน้ำ

“ซื่อจื่อ!”

จางจิ้งอีกรีดร้องออกมาครึ่งคำ นางถลกชายกระโปรงขึ้น รีบวิ่งลงไปที่แม่น้ำด้านล่าง เศษกิ่งไม้บาดข่วนไปตามเรียวขา โลหิตไหลซึมออกมา แต่กระนั้นนางก็ไม่ได้รู้สึกเจ็บ มีเพียงหัวใจที่หวาดกลัว กลัวว่าหากช้าไปเพียงนิด เซียวซื่อจื่อทายาทเพียงหนึ่งเดียวในจวนโหวจะต้องจมหายไปกับสายน้ำแล้ว

“เร็วเข้าไปเรียกลุงลู่มาช่วยกัน” จื่อเยว่รีบวิ่งไปตามลู่กังคนขับรถม้ามาช่วย จางจิ้งอีรีบคุกเข่าลง ลากร่างกำยำขึ้นมาจากแม่น้ำ แรงอันน้อยนิดของนาง ดึงจนสุดแรง ทำให้ร่างเล็ก ๆ ล้มลงไปกับพื้น สะโพกและข้อมือกระแทกจนปวดร้าว แต่กระนั้นนางก็ไม่สนใจความเจ็บปวด ยังคงออกแรงดึงมาเช่นเดิม กว่าจะลากขึ้นมาได้ เนื้อตัวนางก็เต็มไปด้วยโคลน  

“คุณหนูเหตุใดซื่อจื่อจวนโหวจึงได้เป็นเช่นนี้ บ่าวรับใช้ไปไหนกันหมด เหตุใดไม่ตามมารับใช้เจ้านาย จวนใหญ่โตเสียเปล่า ไร้ระเบียบยิ่งนัก” จางจิ้งอีมองไปยังใบหน้าที่ขาวซีดไร้สีเลือด ที่ท้ายทอยด้านหลังเต็มไปด้วยโลหิต

“ไปโรงเตี๊ยมฉงชิ่ง” โรงเตี๊ยมฉงชิ่ง นี่สาวใช้ฟังผิดหรือไม่ จะพาไปโรงเตี๊ยมทำไมกัน ทำไมไม่ไปส่งจวนโหว

“คุณหนู! ทำไมพวกเราไม่ไปส่งซื่อจื่อที่จวนโหวเจ้าคะ พวกเราไม่อาจไปโรงเตี๊ยมได้” จื่อเยว่จะร้องไห้อยู่แล้ว หากมีผู้อื่นรู้เข้า คุณหนูนางก็จบสิ้นแล้ว

“จวนโหวกำลังมีงานมงคล หากพาซื่อจื่อไปส่งด้วยสภาพนี้ ข้าเกรงว่าจะเป็นเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี” จางจิ้งอีได้ยินมาว่าตั้งแต่ที่เซียวโหวส่งแม่สื่อไปเจรจาสู่ขอคุณหนูสกุลจู สองพ่อลูกก็กินแหนงแคลงใจกันมาตลอด

นางเองก็รู้ดีว่า เพราะเหตุใดที่เซียวเจ๋อหย่วนเมามายจนพลัดตกลงจากหลังม้า นั่นมิใช่เพราะจวนโหวกำลังมีงานมงคลวันนี้หรอกหรือ งานแต่งบิดา ทว่าบุตรชายกลับเกือบสิ้นลมหายใจ

หรือบางทีเซียวเจ๋อหย่วนอาจจะไม่ได้เกิดอุบัติเหตุ แต่เป็นการตั้งใจของเจ้าตัว เมื่อคิดได้ดังนี้ร่างอรชรก็ปวดแปลบไปทั้งใจ

‘เหตุใดท่านจึงได้คิดสั้นเช่นนี้ มีชีวิตอยู่ไม่ดีกว่าหรือ’

นางไม่มีเวลาให้คิดมากนัก ลู่กังสารถีของนางมาถึง นางก็รีบสั่งให้เขาแบกร่างกำยำขึ้นไปบนรถม้าทันที

รถม้ารีบมุ่งหน้าตรงไปที่โรงเตี๊ยมฉงชิ่ง จางจิ้งอียัดถุงเงินให้เสี่ยวเอ้อร์ไปตามท่านหมอมาจากโรงหมอใกล้ ๆ หลังจากนั้นก็สั่งให้ลุงลู่และจื่อเยว่ไปหาซื้ออาภรณ์ของบุรุษมาผลัดเปลี่ยน

นางลงมือเช็ดเนื้อตัวให้เขาจนสะอาดหมดจด นำโส่วหลู[1]ยัดเข้าไปในผ้าห่ม เนื้อตัวที่เย็นเฉียบเริ่มอบอุ่นขึ้น พร้อมกับสีหน้าเริ่มมีเลือดไหลเวียน หญิงสาวจับชีพจรให้เบื้องต้น ชีพจรของชายหนุ่มอ่อนแรงจนนางหวาดกลัว รีบสั่งให้สาวใช้ไปเร่งตามท่านหมอให้มาเร็วกว่านี้

ทว่าฝนตกหนักเช่นนี้ หมอที่ใดจะยอมออกจากร้าน ถึงจะยอมออกมาก็ย่อมถ่วงเวลาเรียกค่าน้ำชาให้มากเสียหน่อย แน่นอนว่าจางจิ้งอีก็แทบจะยกเงินทั้งหมดของตนเองให้ไป

“คุณหนูท่านหมอมาแล้วเจ้าค่ะ” จื่อเยว่ยื่นหมวกเหวยเม่า[2]ให้กับคุณหนูใหญ่ได้สวมใส่เพื่อปิดบังหน้าตาเอาไว้ จะได้ไม่ถูกครหามากไปกว่านี้ ถึงอย่างไรรถม้าของจวนป๋อ ก็มิได้มีตราสัญลักษณ์ใด คนย่อมไม่รู้ อีกอย่างท่านลุงลู่กังก็หลบหลีกให้แล้ว

จางจิ้งอีหลบไปอยู่ด้านหลังฉากกั้น คอยสังเกตการณ์อยู่เงียบ ๆ  

“โชคดีที่ศีรษะไม่กระแทกพื้น บาดแผลภายนอกก็ทำความสะอาดได้ถูกต้องดีแล้ว ข้าเพียงแค่ใส่ยาเพิ่มเข้าไป อีกเดี๋ยวเจ้านำสมุนไพรนี้ไปต้มรวมกับน้ำแกงสร่างเมา ก็ไม่เป็นอันใดแล้ว”

“แล้วเหตุใดซื่อ...คุณชายของข้าจึงยังไม่ฟื้นเล่าเจ้าคะ ท่านหมอตรวจดีแล้วแน่หรือ” เย่ฮัวปากเบากว่าจื่อเยว่นางเห็นเซียวซื่อจื่อไม่ตื่นสักที ก็ถามขึ้นมา

“คุณชายของเจ้าเมาหนักถึงเพียงนี้ โน่นอีกสองชั่วยามถึงจะตื่น พวกเจ้าก็ปล่อยให้เขานอนไปเถิด”

“ขอบคุณท่านหมอมาก” จางจิ้งอีเอ่ยตัดบทสนทนาของท่านหมอและสาวใช้ นางหันไปส่งสายตาให้จื่อเยว่ และยื่นถุงเงินไปให้

หมอชราได้ยินเสียงสตรีจากทางด้านหลังก็ชะงักค้าง จากนั้นก็เก็บสายตาตนเองไม่มองว่อกแว่กอีก

“ท่านหมอเชิญเจ้าค่ะ”

จื่อเยว่เดินออกไปส่ง พร้อมกับยัดถุงเงินใบใหญ่ ทั้งยังกำชับว่าอย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด

ทว่าความลับไม่มีในโลก ท่านหมอชราไม่พูด ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้อื่นจะไม่พูด เรื่องที่จางจิ้งอีพาบุรุษเข้าโรงเตี๊ยมรู้ไปถึงหูของป๋อฮูหยินสกุลจาง มารดาเลี้ยงของนางจนได้ ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม บิดาและมารดาเลี้ยงพร้อมทั้งผู้เฒ่าในผังสกุลจางก็แทบจะยกกันมาหมดตระกูล ช่างรวดเร็วเสียจริง

ปัง! เสียงประตูถูกกระแทกจนแตกหัก จางจิ้งอีผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ อาภรณ์ของนางยังคงอยู่ในชุดเดิมและเต็มไปด้วยคราบดินโคลน ผิดกับคนบนตั่งที่นอนเปลือยอก เนื้อตัวขาวสะอาด

“ท่านพ่อ ท่านแม่” ใบหน้าหวานซีดเผือด รีบย่อกายทำความเคารพ แต่ยังไม่ทันหยัดตัวขึ้น ฝ่ามือหนาก็ฟาดเข้าเต็มแก้ม

เพียะ!

“นังลูกไม่รักดี แพศยานัก เจ้าถึงกับกล้าพาบุรุษเข้าโรงเตี๊ยม มารดาเป็นเช่นไร บุตรย่อมเป็นเช่นนั้น” จางฮูหยินรีบเข้ามาห้าม ทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยความสาแก่ใจ

“ท่านป๋อใจเย็น ๆ ก่อนเจ้าค่ะ ฟังคุณหนูใหญ่ก่อน อาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันก็ได้ อีเอ๋อร์บอกบิดาเจ้าไปสิ ว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด เจ้ามิได้พาบุรุษมาหลับนอนด้วย” คำพูดของโม่หลิงผู้เป็นมารดาเลี้ยง เหมือนจะแก้ต่างให้นาง ทว่ากลับไม่ใช่ นั่นเหมือนสาดน้ำมันลงบนกองไฟ ให้มันลุกโชนยิ่งกว่าเดิม หากช่วยพูดไยถึงกล้าบอกว่านางนำบุรุษมาหลับนอนด้วย

“ท่านพ่อฟังลูกก่อนเจ้าค่ะ” จางจิ้งอีพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่การที่นางล้มครั้งแล้วครั้งเล่าก็ทำให้สะโพกและข้อมือเจ็บแปลบมากขึ้นกว่าเดิม ยิ่งเห็นใบหน้ามารดาเลี้ยงที่แอบยิ้มหยัน นางก็พลันหมดสิ้นการดิ้นรน ทั้งท่านพ่อทั้งมารดาเลี้ยงไม่ถามหาสมุนไพรที่ใช้นางออกมาซื้อ ไม่ได้สนใจอาการเจ็บป่วยของจางจิ้งคุนแล้วหรือ

“เจ้ายังมีหน้ามาบอกให้ข้าฟังอีก จางจิ้งอีเจ้าอายบ้างหรือไม่ จวนป๋อของข้าไม่มีสตรีไร้ยางอายเช่นเจ้า วันนี้ข้าจะขับเจ้าออกจากผังสกุล!” จางจิ้งอีไม่ได้รู้สึกแปลกใจอันใดนัก หากท่านพ่อเข้าข้างนางต่างหากเล่าที่จะเป็นเรื่องแปลก แต่ถึงกับขับนางออกจากสกุล ไม่ใจร้ายเกินไปหน่อยหรือ

“หุบปาก ไสหัวออกไปให้หมด” เสียงแหบพร่าดังมาจากบนตั่งนอน พร้อมกับหมอนกระเบื้องที่โยนกระแทกพื้นแตกกระจาย เศษมันกระเด็นบาดผิวของจางจิ้งอีจนได้เลือด แต่กระนั้นก็ไม่มีผู้ใดสนใจ

“หน็อยแน่ ไอ้เด็กเมื่อวานซืน เจ้าเป็นตัวบัดซบใดกัน กล้ากำแหงใส่ท่านป๋อเช่นข้าหรือ” จางชิงผิงท่านป๋อวัยกลางคนเดินตรงมายังบนตั่ง มือหนากระชากผ้าห่มคลุมกายของบุรุษบนตั่งออก ก่อนจะเบิกตาถลนขึ้นด้วยความตกใจ

“เซียวซื่อจื่อ!...”


[1] โส่วหลู (手炉)  หมายถึงเตาพกอันเล็ก

[2] เหวยเม่า 帷帽 (wéi mào) หมวกม่าน"เหวยเม่า"เครื่องแต่งกายของชาวหู ซึ่งเป็นแฟชั่นจากอารยธรรมนอกด่านที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในดินแดนจงหยวน

บทก่อนหน้า
บทถัดไป