บทที่ 5 ตอนที่ 5 หอชมจันทร์

ตอนที่ 5 หอชมจันทร์

เสียงพินดังเสนาะหูไม่หยุดทั้งคืน กลางห้องมีกลุ่มนางรำที่ผลัดกันมาร่ายรำกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า เหล่าบุรุษเสเพลลูกหลานผู้ดีแห่งเมืองลั่วหยาง นั่งอิงแอบสตรีข้างกายด้วยใบหน้าแดงก่ำ ฝ่ามือของบางคนจมหายเข้าไปใต้อาภรณ์ของหญิงด้านข้าง ก่อนจะบีบขย้ำจนได้ยินเสียงครางกระเส่า

“ซื่อจื่อดื่มอีกสักจอกเถอะเจ้าค่ะ” แม่นางอวิ๋นเหนียง คณิกาสาวผู้ขายศิลปะไม่ขายเรือนร่าง บัดนี้นั่งตัวอ่อนไร้กระดูกอิงแอบอยู่ข้างกายซื่อจื่อจวนโหว เจ้าบ่าวหมาด ๆ ที่สมควรอยู่ในห้องหอ ทว่ากลับมาอยู่ในหอชมจันทร์แห่งนี้

เซียวเจ๋อหย่วนดันร่างอรชรที่แทบจะขึ้นมานั่งบนตักตนเองให้ถอยออกไป เขาฝืนแทบจะไม่ไหวขนกายภายใต้อาภรณ์ลุกชัน กลิ่นน้ำปรุงเครื่องประทินโฉมฉุนบาดจมูก

“ออกไปให้ห่าง ๆ ข้า!” มือหนาผลักหญิงงามอย่างไม่ปรานี เขากระชากจอกสุรามากระดกลงคอ และขยับหนี

“เซียวซื่อจื่อ ท่านมาเที่ยวหอชมจันทร์ หากไม่อยากชมจันทร์ที่นี่ เหตุใดไม่อยู่เข้าหอกับฮูหยินน้อยเล่า” หานถงซานเอ่ยกลั้วหัวเราะ พลางรั้งแม่นางอวิ๋นเหนียงขึ้นมากอดปลอบเอาไว้แนบอก

“ถงซาน! เจ้าดื่มของเจ้าไปเถอะ อย่าได้วุ่นวาย” ถางจี๋หง ซื่อจื่อสกุลถาง หันไปตวาดพลางจ้องมองตักเตือนคุณชายหาน มิให้ปากไม่มีหูรูดพูดมากเป็นที่ระคายเคืองหูของเซียวซื่อจื่ออีก

“อาหย่วนเวลาไม่เช้าแล้ว ข้าว่าสมควรแก่เวลาเจ้ากลับจวนเถิด จันทร์ก็ชมแล้ว สุราก็ร่ำแล้ว มิมีเหตุผลให้ต้องอยู่อีก”

“ทำไมหอชมจันทร์ชมได้เพียงจันทร์หรือ ข้าจะชมดาว ชมดวงตะวันมิได้หรือ” นอกจากไม่กลับแล้ว เซียวเจ๋อหย่วนยังคงสั่งสุราขึ้นมาอีกหลายไห

ถางจี๋หงและเซียวเจ๋อหย่วนเป็นญาติกัน มารดาทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน ทั้งคู่ไม่เพียงเติบโตมาด้วยกัน ยังสนิทราวกับเป็นพี่น้องแท้ ๆ อีกด้วย และวันนี้คุณชายถางก็ห้ามมิให้ญาติผู้น้องของตนเข้ามาสถานที่เช่นนี้ ทว่าเซียวเจ๋อหย่วนไม่ยอม แน่นอนว่าถางซื่อจื่อย่อมรู้ว่าเพราะเหตุใด

“เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่อาจบังคับได้”

“หุบปากน่าอาหง”

บุรุษใบหน้าหล่อเหลาอยู่ในอาภรณ์สีแดง ชุดที่เขาสวมใส่ยังคงเป็นชุดแต่งงานของเมื่อวานด้วยซ้ำ หลังจากที่เขาเข้าไปจัดการสตรีแพศยานั่นแล้ว เขาก็ลากถางจี๋หงมายังหอชมจันทร์ทันที

“อาหย่วนพอได้แล้ว เจ้าอยู่ที่หอชมจันทร์มาสองวันแล้ว วันแรกไม่ไปยกน้ำชากับน้องสะใภ้ก็แล้วไปเถิด ถึงอย่างไรวันนี้เป็นวันกลับบ้านเดิมของเจ้าสาว หากเจ้ายังไม่กลับจวนอีก แล้วน้องสะใภ้จะกลับเช่นไร”

“ก็เรื่องของนางปะไร เกี่ยวอันใดกับข้า อาหงหากเจ้ายังบ่นไม่เลิกก็ไสหัวกลับไปจวนสกุลถางของเจ้าไป บอกท่านป้าด้วยว่าไม่ต้องเป็นห่วงข้า”

เซียวเจ๋อหย่วนยื่นมือไปแย่งจอกสุราจากมือของญาติผู้พี่ แต่กระนั้นซื่อจื่อหนุ่มสกุลถางก็โยกมันหลบอย่างว่องไว ซื่อจื่อสกุลเซียวถลึงตาใส่ เปลี่ยนมาคว้ากาสุรากรอกใส่ปากเสียเลย

ถางจี๋หงเห็นว่าห้ามไม่ได้ ก็ทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามญาติผู้น้องที่ทำตัวเหลวไหลไม่ได้ความผู้นี้เสีย แต่กระนั้นก็ไม่ลืมให้บ่าวรับใช้กลับไปรายงานมารดาตนเองว่า จะอยู่เป็นเพื่อนเซียวเจ๋อหย่วนก่อน

การชมจันทร์ของเซียวเจ๋อหย่วนกินเวลานานถึงเจ็ดวัน จนกระทั่งเข้าวันที่แปด กัวอิ๋งอี๋ ฮูหยินจวนกั๋วกงมารดาถางจี๋หง หรือก็คือท่านป้าของเซียวเจ๋อหย่วน ถึงได้บุกมาถึงหอชมจันทร์ ไม่เพียงจัดการบุตรชายตนเอง แม้แต่หลานชายคนโปรดก็ไม่เว้น สองซื่อจื่อจวนโหวและซื่อจื่อจวนกั๋วกงจึงจำเป็นต้องกลับอย่างเลี่ยงไม่ได้

ร่างกำยำเดินซวนเซไปนั่งที่กลางห้อง มือหนาคว้ากาน้ำชามารินใส่จอก ครั้นเห็นว่าน้ำชาในห้องเย็นชืดก็เขวี้ยงลงพื้นเศษกระเบื้องแตกกระเซ็น

จางจิ้งอีชะงักปลายเท้าอยู่กับพื้น เศษกระเบื้องเฉียดรองเท้าผ้าของนางไปเพียงนิด ทว่าชายอาภรณ์กลับเต็มไปด้วยน้ำชา

“ไปเปลี่ยนชาให้ซื่อจื่อ”

“เจ้าค่ะ” สาวใช้เรือนอี้กังตอบรับเสียงห้วน นางส่งสายตาออดอ้อนไปยังร่างกำยำที่นั่ง ตั้งแขนอิงศีรษะกับฝ่ามือตนเอง ราวกับว่าศีรษะตนเองหนักพันชั่ง ไม่ได้สนใจสายตาหวานเชื่อมของสาวใช้ในเรือนแม้แต่น้อย

ความจริงแล้ว สาวใช้เหล่านี้ปกติก็ไม่กล้ายั่วยวนเจ้านาย ทว่าบัดนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ในเมื่อฮูหยินน้อยไม่เป็นที่ต้องการ เช่นนั้นหน้าที่ปรนนิบัติซื่อจื่อก็ควรจะมอบให้ผู้อื่น

“ซื่อจื่อเพิ่งกลับมา กินอะไรมาหรือยังเจ้าคะ ข้าภรรยาให้สาวใช้ตั้งโต๊ะให้ ท่านดื่มน้ำแกงสร่างเมาก่อนเจ้าค่ะ” ชามน้ำแกงสร่างเมาถูกวางลงตรงหน้า

“หึ!...เจ้าช่างทำตัวเป็นฮูหยินน้อยจวนโหวได้รวดเร็วเสียจริง ข้าไม่อยู่เจ้าก็ชี้นิ้วสั่งคนในเรือนได้แล้ว” ใบหน้าหล่อเหลาแสยะยิ้ม เขายื่นมือไปยกชามน้ำแกงสร่างเมาขึ้นมา กลิ่นน้ำแกงหอมอบอวลไปทั้งห้อง

 หากเซียวเจ๋อหย่วนจะดวงตาไม่มืดบอด ก็คงจะรู้ว่า น้ำแกงสร่างเมาชามนี้ ไม่เหมือนกับที่เขาเคยกิน แน่นอนว่าเป็นสูตรเฉพาะที่จางจิ้งอีทำมาให้เขาผู้เดียว และผู้ที่สอนให้นางทำ ก็คือท่านแม่ที่จากโลกนี้ไปแล้วของนางนั่นเอง เมื่อก่อนบิดาไปร่ำสุรา มารดาก็มักจะเตรียมไว้ให้

“เจ้าถึงกับรู้ว่าข้าดื่มสุรากลับมา ดูท่าเจ้าคงสืบเรื่องข้ามามิใช่น้อย อ้อ...ก็คงจะจริง หากเจ้าไม่สืบเรื่องข้ามาก่อน แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่าข้าจะตกม้าแถวแม่น้ำลั่ว หรือบางที...ที่ข้าตกม้าครั้งนั้นจะมิใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นเจ้าจ้างคนให้มาเล่นงานข้าใช่หรือไม่!”

เพล้ง!

หมับ!

ชามน้ำแกงสร่างเมาถูกโยนลงพื้น พร้อมกับข้อมือเรียวเล็กที่ถูกกระชากมาประชิดตัว กลิ่นหอมอ่อน ๆ เจือจางอยู่ในอากาศ ทว่ากลิ่นของชายหนุ่มกลับเหม็นคละคลุ้งไปด้วยน้ำเมาและกลิ่นฉุนของน้ำปรุง เครื่องประทินโฉมราคาถูก และกลิ่นที่เข้มถึงเพียงนี้ จะมาจากที่ใด หากไม่ใช่หอโคมเขียว!

“ปล่อยนะเจ้าคะ”

“ปล่อยหรือ ให้ปล่อยที่ใดเล่า ที่ตัวเจ้า ปากเจ้า หรือว่าที่รูโสโครกนั่น!”

“ซื่อจื่อ!” วาจาหยาบโลนที่ออกมาจากปากหยัก สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับหญิงสาวเป็นอย่างมาก นางพยายามดึงมือออก แต่เขาก็บีบเอาไว้แน่น

“เรียกข้าทำไม อดใจไม่ไหวแล้วหรือ” ดวงตาคมจ้องมองไปทั่วทั้งร่าง

จางจิ้งอีใช้อีกมือดึงสาบเสื้อปิดแน่น นางพยายามดึงมือออกจากมือหนาที่บีบเสียจนข้อมือขาวซีด ยิ่งเห็นท่าทางราวกระต่ายหวาดเกาทัณฑ์ เซียวเจ๋อหย่วนก็ยิ่งรังเกียจ นางจะเล่นงิ้วให้ผู้ใดดูกัน แสร้งปล่อยเพื่อจับหรือ เช่นนั้นก็ต้องดูด้วย ว่าเขาอยากให้จับหรือไม่

ชายหนุ่มทนต่อความเสแสร้งของหญิงสาวตรงหน้าไม่ไหว เขาผลักนางออกไป ร่างอรชรล้มลงไปกระแทกพื้นอีกครา คราวนี้มิได้โชคดีเหมือนครั้งก่อน เศษกระเบื้องจากชามน้ำแกงที่นางนำมา บาดไปที่ข้อมือที่บาดเจ็บ น้ำตาใสราวไข่มุกกลิ้งออกมาจากดวงตาคู่งาม

“ไสหัวออกไปจากห้องข้า อย่าได้คิดว่าตนเองเป็นฮูหยินของข้าอีก”

จางจิ้งอีพยุงร่างกายที่บอบช้ำออกมาจากห้อง ห้องนี้มิใช่ห้องหอ แต่เป็นห้องนอนของเขาจริง ๆ

“ฮูหยินน้ำชาได้แล้วเจ้าค่ะ จะให้บ่าวนำเข้าไปให้ หรือฮูหยินจะยกเข้าไปให้ซื่อจื่อเองเจ้าคะ” สาวใช้คนเดิมเชิดหน้าถาม

“เจ้าเข้าไปเถิด”

จางจิ้งอีไม่มีอารมณ์จะจัดการกับสาวใช้ที่กำเริบเสิบสานผู้นี้ นางเหนื่อยล้าไปทั้งกายใจ อยู่ดีไม่ว่าดี ไม่น่าหาเรื่องเจ็บใจเจ็บกายตนเองเช่นนี้ แต่นางรู้ดีว่า หากวันนี้นางไม่เข้ามาปรนนิบัติเซียวเจ๋อหย่วน เขาก็ต้องไปหาเรื่องนางอยู่ดี และที่นางเตรียมน้ำแกงสร่างเมาไว้ ก็มิใช่แม่เลี้ยงของเขาหรอกหรือ ที่วิ่งเข้ามาสั่งการกับนาง

ก่อนหน้านั้นมารดาเลี้ยงสามีผู้นี้ ก็วิ่งมานั่งเล่นที่เรือนอี้กังนานสองนาน ทั้งเล่าว่าสามีนางไปไหน ทำสิ่งใด ทั้งยังบอกอีกว่า นางคณิกาผู้ใดที่ยั่วยวนเขา คงหมายยืมมือนางไปจัดการนางจิ้งจอกเหล่านั้น ทว่าจางจิ้งอีไม่มีความคิดจะยุ่งวุ่นวายกับเรื่องเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย อยากทำอะไรก็ทำไปเถิด


บทก่อนหน้า
บทถัดไป