บทที่ 6 ตอนที่ 6 จวนโหวไม่เลี้ยงพวกไร้ประโยชน์
ตอนที่ 6 จวนโหวไม่เลี้ยงพวกไร้ประโยชน์
“คิก คิก เห็นแล้วหรือไม่”
เสียงหัวเราะสะใจดังออกจากทางด้านหลังภูเขาจำลอง จางจิ้งอีไม่ได้มีนิสัยสอดรู้สอดเห็น แต่หากนางเดินออกไป คนพวกนั้นก็จะรู้ว่าบทสนทนาของพวกนางถูกเจ้าตัวได้ยินแล้ว
“เห็นอันใดของเจ้า”
“โธ่...แม่นางหว่านเอ๋อร์คนดีของข้า ก็เห็นฮูหยินน้อยอย่างไรเล่า หึ...กอดห้องหอเดียวดายมาหลายวัน ครั้นซื่อจื่อกลับมา ก็รีบวิ่งเอาน้ำแกงสร่างเมาไปให้ ผลเป็นอย่างไรเล่า ต้องระเห็จออกมาแทบไม่ทัน สมน้ำหน้าสตรีไร้ยางอายกล้าวางอุบายใส่ซื่อจื่อของพวกเรา ข้าเคยได้ยินฮูหยินพูดว่า สกุลจางไร้ยางอายทั้งตระกูล”
“ระวังปากของเจ้าหน่อยเถิดเสี่ยวเสีย หากฮูหยินน้อยได้ยิน เจ้าจะถูกลงโทษด้วยกฎของจวน”
“หึ! ก่อนที่จะสั่งลงโทษข้า นางเป็นฮูหยินของพวกเราให้ได้ก่อน จนป่านนี้ซื่อจื่อยังไม่ยอมร่วมหอด้วย เห็นทีทั่วทั้งแคว้นสือจ้าวคงมีแต่นางนั่นแหละ ที่บริสุทธิ์”
“ฮ่า ๆ” เสียงหัวเราะขบขันของสาวใช้จวนโหวดังอยู่หลังภูเขาจำลอง จางจิ้งอีเม้มปากตนเองแน่น ขาเรียวก้าวเดินออกไปพยายามไม่สนใจเสียงน่ารำคาญเหล่านั้น แต่ไม่ใช่กับเย่ฮัวสาวใช้ผู้ภักดีแต่ใจร้อน นางหมุนตัวหันหลัง เตรียมเข้าไปมีเรื่องกับสาวใช้น่ารังเกียจนั่น ทว่ายังไม่ทันได้เดินออกไป มือของนางก็ถูกคว้าเอาไว้ก่อน
หมับ!
“ฮูหยินน้อย จับมือบ่าวไว้ทำไมเจ้าคะ” เย่ฮัวเงยหน้าขึ้นมอง เห็นสีหน้าซีดเซียวของคุณหนูตนเอง ก็พลันปวดใจ อยากจะเข้าไปฉีกปากนังอสรพิษนั่นยิ่งนัก เป็นบ่าวรับใช้แต่กลับว่าร้ายเจ้านาย ที่ใดมีกัน!
จางจิ้งอีพลันส่ายหน้าถอนหายใจออกมา ก่อนจะกล่าววาจาเหนื่อยล้าออกมา
“หากไม่จับเจ้าเอาไว้ เจ้าก็คงวิ่งเข้าไปมีเรื่องกับพวกนางน่ะสิ เอาละอาฮัวเจ้าตามข้ากลับห้องเถิด”
“แต่ว่าพวกนาง...” เย่ฮัวมองเจ้านายตนเอง สลับกับมองไปด้านหลัง จางจิ้งอีเห็นดังนั้นจึงใช้เสียงที่ดังขึ้น
“เย่ฮัวเดี๋ยวนี้ไม่ฟังคำสั่งข้าแล้วหรือ”
“บ่าวไม่กล้าเจ้าค่ะ” คราวนี้ไม่เพียงเย่ฮัวที่เดินตามหลังฮูหยินน้อยไป สาวใช้ปากมากด้านหลังภูเขาจำลองก็รีบวิ่งหนีไปด้วยเช่นกัน ไม่มีสิ่งใดน่าหวาดกลัวเท่ากับกำลังนินทาผู้อื่น แล้วเจ้าตัวมาได้ยินอีกแล้ว นับว่าโชคดีที่นางว่าร้ายฮูหยินน้อย
หากเปลี่ยนเป็นฮูหยินท่านโหวแล้วละก็ เกรงว่าถูกโบยแล้วขายออกไปจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เกรงว่าท่านโหวที่รักภรรยายิ่งกว่าสิ่งใดได้ยิน ชีวิตพวกนางก็จบสิ้นแล้ว
จางจิ้งอีเดินกลับมาถึงห้องนอนเล็ก ๆ ของตนเอง นางยื่นมือที่พันด้วยผ้าสีขาวออกมา รอยเลือดยังซึมออกมานอกผ้า ความรู้สึกปวดหนึบยังคงมีเป็นระลอก หากแต่เจ็บที่มือ ยังน้อยกว่าเจ็บที่ใจนัก
นางไม่คิดว่าตนเองเพิ่งออกจากรังหมาป่า แต่กลับเดินเข้าสู่ถ้ำเสือเสียได้ ไม่รู้ว่าจวนจางป๋อหรือจวนเซียวโหวกันแน่ที่จะกลืนกินคนไม่เหลือแม้แต่กระดูก มือเรียวปลดผ้าพันแผลออก และเริ่มลงมือทำแผลให้ตนเองใหม่ ทว่ายังไม่ทันได้ทำจนเสร็จ ประตูหน้าห้องก็ถูกกระชากเปิด พร้อมกับร่างกำยำ ที่เหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นสุราก็เดินเข้ามาในห้อง นี่เขาไปอาบสุราแทนน้ำมาหรือไร
“จวนโหวของข้าไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์ จางจิ้งอีข้าบอกเจ้าแล้วมิใช่หรือ เจ้าอย่าคิดว่าเจ้าเป็นฮูหยินน้อยของที่นี่ เจ้ามันก็แค่เศษสวะที่หน้าด้านหน้าทน”
เพิ่งจะได้ยินสาวใช้หลู่เกียรติมาไม่ทันไร สามีของนางก็ตามเข้ามาหาเรื่องด่าทอกัน ผู้ใดทำให้เขาคับข้องหมองใจจนต้องวิ่งมาหาที่ระบายเช่นนางอีกเล่า หากนางคิดไม่ผิด คงเป็นเซียวฮูหยินกระมัง ริมฝีปากบางยกยิ้มหยันออกมา
“ผู้ใดทำให้ท่านโกรธจนต้องมาระบายโทสะใส่ข้าเจ้าคะ”
“หากรู้ว่าแต่งเข้ามาแล้วจะเป็นที่ระบายโทสะของข้า แล้วแต่งเข้ามาทำไม ผิดหวังมากหรือไม่เล่าคุณหนูจาง”
แน่นอนว่าสิ่งที่จางจิ้งอีคาดเดาไม่ผิดแม้แต่น้อย เซียวเจ๋อหย่วนเพิ่งจะถูกบิดา และแม่เลี้ยงอดีตเหมยเขียวม้าไม้ไผ่ของตน เรียกเข้าไปพบ บิดาตำหนิเขาอย่างรุนแรง ที่ปล่อยให้เจ้าสาวไม่เคารพบิดามารดา ทำตัวกำเริบเสิบสานต่อมารดาเลี้ยง และเขาก็พอจะรู้ก็ในเมื่อจางจิ้งอีแอบมีใจให้เขามาตลอด นางย่อมทำแน่
และที่สำคัญหลังแต่งงานสามวัน ต้องกลับบ้านเดิมเจ้าสาวตามธรรมเนียม ซื่อจื่อหนุ่มก็ปล่อยให้ภรรยากลับด้วยตนเอง คราวนี้เรื่องฉาวโฉ่ของจวนโหวก็ถูกร่ำลือไปทั่วทั้งเมืองหลวง จางชิงผิงน่ารังเกียจนั่น ถึงกับไปโอดครวญต่อหน้าท่านราชเลขา ทั้งยังมีขุนนางบุ๋นสมองกลวงได้ยินเข้า
ก็พากันเขียนฎีการ้องเรียน กล่าวหาว่าจวนโหวอบรมสั่งสอนบุตรไม่ดีแล้ว แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลหลักที่จวนโหวถูกร้องเรียน หากแต่เป็นเรื่องที่ซื่อจื่อหนุ่มมีเรื่องชกต่อยกับบุตรชายเสนาบดีฝ่ายซ้ายต่างหากเล่า
วันนั้นเซียวเจ๋อหย่วนนั่งฟังด้วยใบหน้าเขียวคล้ำ และผู้ที่ทำให้เขาต้องออกไปหาร่ำสุรา ไม่ใช่เพราะบิดาบังคับให้เขาต้องแต่งนางจิ้งจอกที่นั่งหน้าอมทุกข์อยู่ที่นี่หรอกหรือ นางจะเสแสร้งให้ผู้ใดดูกัน ทำหน้าตาเศร้าหมอง จวนโหวเป็นถ้ำเสือรังหมาป่าที่กินคนไม่เหลือกระดูกหรือไร หรือว่าบิดานางลงหลุมไปแล้ว
“เจ้านั่งทำหน้าอมทุกข์ให้ผู้ใดดูกัน หากเป็นสตรีที่งดงามอันดับหนึ่งยังพอน่าทะนุถนอม แต่สตรีหน้าหนาเช่นเจ้า ทำหน้าเช่นนี้ช่างเหมือนกับว่า เจ้ากำลังไว้ทุกข์ให้บิดามารดาของเจ้า ไหนลองบอกข้ามาสิ มาบิดาละโมบโลภมากของเจ้า หรือมารดาแพศยาของเจ้ากันแน่ที่กำลังจะตายกัน!”
“หากซื่อจื่อรังเกียจข้า ก็แค่ยื่นหนังสือหย่าให้ข้าสักใบ ไยต้องลดตัวลงมาด่าทอกันด้วยเจ้าคะ” ใบหน้าหวานเชิดขึ้น น้ำตาที่ไหลออกมา เหือดแห้งไปนานแล้ว จะด่านางก็ไม่ลืมที่จะชมอดีตคนรักอีก ช่างไม่รู้เลยว่า นางแต่งให้บิดาท่านไปแล้ว!
เหตุใดนางถึงไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า บุรุษที่เคยยื่นมือเข้าช่วยนางจากโจรลักพาตัวในวันนั้น กลายมาเป็นบุรุษปากร้ายในยามนี้ หรือเพราะนางมิใช่สตรีในดวงใจของเขา เช่นนั้นเขายอมแต่งนางเข้าจวนทำไมกัน ทั้ง ๆ ที่นางก็บอกแล้วว่า หากเขาไม่ยินดีนางจะหาทางเลี่ยงเอาเอง
“หย่าหรือ ฮ่า ๆ จางจิ้งอีสตรีแพศยา ข้าอยากเขวี้ยงใบหย่าใส่หน้าเจ้าใจจะขาด แต่เจ้าไม่รู้จริงหรือว่าเพราะเหตุใดข้าจึงทำไม่ได้ นั่นไม่ใช่เพราะบิดาสารเลวของเจ้าจะไปฟ้องร้องทางการหรอกหรือ หากข้าไม่ตบแต่งเจ้ามาเป็นภรรยา ชื่อเสียงสามชั่วโคตรของจวนโหวไม่พังพินาศเพราะข้าหรอกหรือ”
เซียวเจ๋อหย่วนเดินเข้ามา พลางกระชากลากหญิงสาวขึ้นมา มือที่กระชากบีบเข้ากับบาดแผล จนเลือดอุ่นร้อนไหลนองออกมาจากบาดแผลที่ปริขาด ทว่าชายหนุ่มก็ไม่สนใจแม้แต่น้อย
เขายังออกแรงกดให้หนักยิ่งขึ้น เห็นสีหน้าที่ฝืนทนของนางแล้ว ในใจก็พลันสบายขึ้น ในเมื่อเขาไม่มีความสุข แล้วนางมีสิทธิ์อันใดที่จะมีความสุข อยากเป็นฮูหยินน้อยมิใช่หรือ เช่นนั้นก็จงลงนรกด้วยกันเถิด ริมฝีปากหยักแสยะยิ้มหยัน พลางเอ่ยเสียงรังเกียจต่อไปว่า
“ทั้ง ๆ ที่ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าทำสิ่งใดผิด เจ้าว่ากฎหมายแคว้นสือจ้าวน่าชิงชังหรือไม่ เหตุใดสตรีที่ฉุดคร่าบุรุษเข้าโรงเตี๊ยม แต่กลับถูกมองเป็นถูก หากแต่บุรุษที่ไม่ได้มีสติเช่นข้ากลับกลายเป็นคนผิด”
“ข้ามิบังอาจวิจารณ์กฎหมายของแว่นแคว้น กรมการปกครองร่ายกฎหมายแคว้นสือจ้าวขึ้นมา ร่วมกับคณะราชวัง โดยผ่านความเห็นชอบจากอดีตฮ่องเต้มาแล้ว และทุกยุคทุกสมัยก็ปฏิบัติตามกันมาเช่นนี้ ข้าเป็นเพียงสตรีในเรือนหลังไหนเลยจะกล้า ซื่อจื่อเองก็เช่นกัน ท่านเป็นถึงทายาทจวนโหว ท่านก็บอกเองมิใช่หรือ ชื่อเสียงสกุลเซียวสั่งสมมาเป็นร้อยปี อย่าได้ต้องล่มสลายเพราะคำพูดไม่ยั้งคิดจากปากท่านเลย”
“จางจิ้งอี เจ้ากล้าสั่งสอนข้าหรือ”
“ข้าภรรยามิบังอาจเจ้าค่ะ” จางจิ้งอีกระชากมือตนเองกลับมา นางย่อกายลงเล็กน้อยในท่าทำความเคารพ ก้มหน้ามองที่ปลายเท้าตนเอง อย่างไรนางเป็นภรรยาทำความเคารพสามี ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว และยิ่งนางข่มอารมณ์ไม่ได้ ตำหนิเขาออกไปอย่างไม่ตั้งใจเช่นนี้ เขาย่อมไม่พอใจเป็นธรรมดา แต่นางไม่ผิด!
“อย่าได้เรียกตนเองว่าภรรยาของข้า แม้แต่สาวใช้ที่คอยเก็บกระโถนให้ข้า เจ้ายังไม่คู่ควร ไสหัวออกไปเก็บกวาดใบไม้ที่สวนหน้าเรือน หากข้าเห็นว่าในสวนมีใบไม้แม้แต่ใบเดียว เจ้าก็อย่ากินข้าวเลย” ร่างหนาสะบัดหน้าเดินออกไป
จางจิ้งอีจึงได้ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม โลหิตที่แดงเข้มหยดกระจายเต็มพื้น ชายอาภรณ์เปียกเป็นดวงใหญ่
“คุณหนูเหตุใดยังเลือดออก หรือว่าซื่อจื่อทำร้ายท่าน”
“เปล่าหรอก ข้าไม่ระวังเอง เจ้าไปเอาสุรามาให้ข้าสักจอกเถอะ ข้าจะล้างแผลใหม่” จื่อเยว่รีบออกไปเอาสุราตามที่เจ้านายต้องการ เหลือเพียงเย่ฮัวที่มองด้วยหัวใจที่เจ็บปวด น้ำตาสาวใช้ไหลริน พร้อมกับมือที่ค่อย ๆ ประคองมือเล็กของคุณหนูตนเองขึ้นมา
“คุณหนูของบ่าว เจ็บมากหรือไม่เจ้าคะ”
