บทที่ 4 4

รุ่งอรุณของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับสายลมเหมันต์ที่พัดบาดลึกถึงกระดูก แสงอาทิตย์สีทองอ่อนจางทาบทับลงบนผืนหิมะขาวโพลน ทว่าไม่อาจขับไล่ความหนาวเย็นที่เกาะกุมเรือนผุพังแห่งนี้ได้เลยแม้แต่น้อย

หลินชิงเย่วตื่นขึ้นมาในยามเหม่า นางขยับกายลุกจากเตียงไม้อย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้รบกวนหวามามาที่ยังคงหลับสนิทอยู่ข้างกองไฟที่มอดดับไปแล้วเหลือเพียงเถ้าถ่านอุ่นๆ ความเจ็บปวดระบมตามกล้ามเนื้อยังคงหลงเหลืออยู่ แต่ความมุ่งมั่นในแววตาคู่หงส์กลับสว่างวาบยิ่งกว่าเดิม

นางจัดการสวมเสื้อผ้าที่หนาและเก่าซอมซ่อผูกรัดอย่างแน่นหนา หยิบตะกร้าไม้ไผ่สานใบเก่าที่มุมห้องและท่อนไม้ขนาดพอดีมือเพื่อใช้ต่างไม้เท้าและอาวุธป้องกันตัว ก่อนจะก้าวเดินออกจากเรือนไปอย่างเงียบสงบ

เป้าหมายของนางในวันนี้ไม่ใช่เพียงการหาฟืนหรือมันเทศป่าเท่านั้น แต่นางต้องการค้นหาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการไข้และบำรุงร่างกาย พื้นที่แถบชายแดนแม้จะทุรกันดาร แต่ในความทรงจำของแพทย์อัจฉริยะ ภูมิประเทศที่มีอากาศหนาวจัดเช่นนี้มักจะมีสมุนไพรล้ำค่าซ่อนตัวอยู่ใต้ชั้นหิมะหนา หากหาพบและนำไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราในเมืองได้ ชีวิตความเป็นอยู่ของนางและหวามามาย่อมต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน

สองเท้าของหญิงสาวก้าวฝ่ากองหิมะที่สูงระดับหน้าแข้ง ลมเหนือพัดกรีดร้องผ่านทิวไม้ที่เหลือเพียงกิ่งก้านแห้งกรอบ หลินชิงเย่วเดินลึกเข้าไปในป่าหลังเรือนร้าง สายตากวาดมองไปรอบด้านอย่างพินิจพิเคราะห์ นางเดินลัดเลาะผ่านแนวป่าทึบมาได้ราวหนึ่งชั่วยาม กระทั่งพบเข้ากับซากกำแพงหินศิลาแลงที่ถูกเถาวัลย์แห้งเหี่ยวปกคลุม

เบื้องหน้าของนางคืออาณาบริเวณของจวนขนาดใหญ่ที่ถูกทิ้งร้าง บานประตูไม้เนื้อแข็งบานใหญ่หลุดลอยออกจากบานพับล้มระเนระนาดอยู่บนพื้น หุ่นหินแกะสลักรูปสิงโตหน้าจวนแตกหักเสียหาย บ่งบอกว่าสถานที่แห่งนี้เคยรุ่งเรืองมากเพียงใด และคงถูกทำลายล้างด้วยภัยสงครามหรือการกวาดล้างจากทางการเมื่อหลายสิบปีก่อน

หลินชิงเย่วก้าวข้ามธรณีประตูที่พังทลายเข้าไปด้านใน ลานกว้างของจวนเต็มไปด้วยวัชพืชที่ตายซากและหิมะทับถม นางใช้ไม้ในมือเขี่ยคุ้ยตามซอกหินและโคนต้นไม้ใหญ่ ไม่นานนักความพยายามก็เป็นผล นางพบเข้ากับต้นเชียนชิว สมุนไพรที่มีสรรพคุณห้ามเลือดและรักษาแผลสด อีกทั้งยังพบรากโสมคนภูเขา ขนาดเท่านิ้วก้อยซ่อนอยู่ใต้โขดหิน แม้จะไม่ได้มีอายุหลายร้อยปี ทว่าก็มีค่าพอจะนำไปขายต่อชีวิตได้

ขณะที่นางกำลังก้มหน้าก้มตาเก็บสมุนไพรอย่างปรีดา หูที่ไวต่อเสียงประสาทสัมผัสของแพทย์ก็พลันได้ยินเสียงบางอย่างแว่วมาตามสายลม

มันเป็นเสียงครางแผ่วเบา สั่นสะท้าน คล้ายเสียงของสัตว์ตัวเล็กๆ ที่กำลังบาดเจ็บสาหัสและใกล้จะขาดใจ

หลินชิงเย่วชะงักมือ นางเงยหน้าขึ้นและเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เสียงนั้นดังมาจากทิศทางของเรือนหลังเล็กที่ทรุดโทรมที่สุดบริเวณท้ายจวน ซึ่งดูคล้ายกับโรงเก็บฟืนในอดีต สัญชาตญาณความเป็นแพทย์ของนางร้องเตือนว่ามีบางชีวิตกำลังรอคอยความช่วยเหลืออยู่

หญิงสาวกระชับไม้ในมือแน่น ค่อยๆ ย่างเท้าเข้าไปใกล้โรงเก็บฟืนนั้นอย่างระแวดระวัง บานประตูไม้ของโรงเก็บฟืนถูกปิดแง้มไว้เพียงครึ่งเดียว ลมหนาวพัดลอดเข้าไปเบื้องในจนเกิดเสียงหวีดหวิว หลินชิงเย่วใช้ปลายไม้ดันบานประตูให้เปิดกว้างขึ้น แสงสว่างจากภายนอกสาดส่องเข้าไปกระทบกับภาพเบื้องหน้า ทำให้นางต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมกับกลิ่นอับชื้นโชยมาเตะจมูก บนพื้นดินที่เย็นเฉียบและเปียกแฉะ มีร่างของเด็กชายคนหนึ่งขดตัวสั่นเทาอยู่ตรงมุมห้องมืดมิด

เด็กชายผู้นั้นอายุแทบจะไม่เกินแปดหรือเก้าหนาว ร่างกายผ่ายผอมจนเห็นซี่โครงปูดโปน สวมเพียงเสื้อผ้าฝ้ายบางเฉียบที่ขาดวิ่นและอาบย้อมไปด้วยคราบโลหิตสีคล้ำ บาดแผลฉกรรจ์จากการถูกเฆี่ยนตีด้วยแส้ปรากฏชัดบนแผ่นหลังและแขนขา บางรอยแผลปริแตกจนเห็นเนื้อในและมีน้ำเหลืองไหลซึม ซ้ำร้ายข้อมือและข้อเท้าเล็กๆ ของเขายังถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่เหล็กเส้นเขื่อง ล่ามติดกับเสาไม้ต้นใหญ่กลางโรงเก็บฟืนอย่างแน่นหนา

สภาพของเขาไม่ต่างอันใดกับสุนัขจรจัดที่ถูกทารุณกรรมจนใกล้ตาย

"สวรรค์...ผู้ใดช่างจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต กระทำกับเด็กตัวเล็กๆ ถึงเพียงนี้"

หลินชิงเย่วพึมพำด้วยความเวทนา นางก้าวเท้าเข้าไปใกล้เพื่อจะตรวจดูอาการ ทว่าทันทีที่เงาของนางทาบทับลงบนร่างที่สั่นเทานั้น เด็กชายที่ดูคล้ายจะหมดสติไปแล้วก็พลันสะดุ้งสุดตัว เขาดันแผ่นหลังชิดกำแพง ขดตัวเป็นก้อนกลมราวกับเม่นที่พาดหนามแหลมคมเพื่อป้องกันตนเอง

เขาเงยหน้าขึ้นมองขวับ

วินาทีที่ดวงตาของทั้งสองสอดประสานกัน ลมหายใจของหลินชิงเย่วก็พลันสะดุด ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป

ภายใต้เรือนผมสีดำขลับที่ยุ่งเหยิงและใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบดินโคลน ดวงตาคู่นั้นของเด็กชายมิใช่สีดำหรือสีน้ำตาลดังเช่นมนุษย์ทั่วไป ทว่ามันเป็นดวงตาสีเงินยวง... สีเงินประกายวาวโรจน์ที่เย็นเยียบและลึกล้ำราวกับก้นบึ้งของธารน้ำแข็งพันปี

บทก่อนหน้า
บทถัดไป